วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บทเรียนจากกาลเวลา

เช้าตรู่ของวันที่ 13 เมษายน 2558 ผมนั่งเขียนบทความที่ท่านกําลังอ่านอยู่นี้ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองแวนคูเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องพักที่ผมเคยอาศัยเมื่อครั้งยังเรียนหนังสือ เวลาผ่านไปเกือบ 7 ปีแล้วครับ ตั้งแต่ที่ผมเรียนจบมาแล้วก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้กลับมาเยือนเมืองที่เปรียบได้เหมือนบ้านหลังที่สองของผม เพราะเป็นเวลาเกือบ 10 ปีที่ผมอาศัยและเติบโตอยู่ที่นี่ สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นได้ภายใต้ความเป็นของเมืองที่ดูจะเหมือนเดิม คือทิศทางเศรษฐกิจที่เมืองนี้กําลังเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ ซึ่งสําหรับผมขอนับว่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ครั้งที่ 3 ในช่วงเวลาเกือบ 20 ปีที่ผมได้มาอยู่รู้จักเมืองแห่งนี้ครับ

ก่อนอื่นต้องขอเท้าความว่า แวนคูเวอร์ (Vancouver) ตั้งอยู่ในรัฐบริติชโคลัมเบีย ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของ ประเทศแคนาดา อากาศอบอุ่นเพราะมีชายฝั่งยาวติดมหาสมุทรแปซิฟิก ทําให้มีชาวเอเซียนอพยพเข้ามาอาศัยอยู่เป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะ เกาหลี ไต้หวัน เวียดนาม จีน ฮ่องกง และอินเดีย ซึ่งหลายครอบครัวอพยพเข้ามาอยู่ ด้วยเหตุของการลี้ภัยในสมัยสงครามโลกและสร้างครอบครัวสืบต่อมา

ในปัจจุบันนี้ผมคาดคะเนเอาจากช่วงเวลาที่เคยอาศัยอยู่ว่าประชากรประมาณ 1/3 ของเมืองนี้ คือคนเชื้อสายเอเชียหัวดําแบบพวกเรา เหล่าผู้ที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามานี้ได้ฝังตัวเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ทํางานตั้งแต่ระดับ แรงงานจนถึงระดับหมอพยาบาลไปจนถึงตําแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐ จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้อพยพเหล่านี้คือส่วนสําคัญของการสร้างรากฐานเศรษฐกิจของเมืองนี้ก็คงไม่ผิด

ในช่วงที่ผมได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาเรียนต่อที่แวนคูเวอร์ครั้งแรก เมื่อกว่า 15 ปีที่แล้ว เศรษฐกิจของเมืองนี้ กําลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในฐานะเมืองที่เป็นผู้ส่งออกทรัพยากรธรรมชาติให้กับประเทศพี่ใหญ่อย่าง สหรัฐอเมริกา ทั้งน้ําสะอาด ป่าไม้ แร่ธาตุ ที่อุดมสมบูรณ์ของแคนาดานั้นถูกส่งไปให้กับสหรัฐอเมริกาผ่านชายแดน ที่อยู่ติดกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันครับ

จําได้ว่าช่วงก่อนเหตุการณ์ 9/11 เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนทําให้ทรัพยากรมีไม่พอใช้ จึงต้องขอซื้อแกมบังคับจากแคนาดา สร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศ แต่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเนื่องจากน้ําสําหรับอุปโภคบริโภคภายในนั้นมีไม่เพียงพอในหน้าร้อน

การเติบโตนี้ส่งผลให้มีความต้องการแรงงานมีฝีมือจากผู้อพยพมากยิ่งขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติและธุรกิจ ภาคบริการสําหรับรองรับผู้อพยพที่ทยอยเข้ามาอาศัยจึงกลายเป็นห้องเครื่องหลักทางเศรษฐกิจของเมืองนี้ไป แต่สถานการณ์พลิกผันครับ เศรษฐกิจของประเทศแคนาดาซึ่งมีความผูกพันอย่างแนบแน่นกับสหรัฐอเมริกา ต้องเข้าสู่มรสุมด้วยเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11 จวบจนมาถึงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เรียกว่าเมื่อ อเมริกาพี่ใหญ่เริ่มเป๋ แคนาดาผู้น้องก็เซตาม ทําให้รากฐานเศรษฐกิจของประเทศแคนาดาถูกสั่นคลอนไปจนแทบล้มทั้งยืน รวมไปถึงการลดโควตาการนําเข้าแรงงานหรือผู้อพยพ ซึ่งเป็นรากฐานเศรษฐกิจเดิมของประเทศ

แต่ในวิกฤติก็ยังมีโอกาสครับ แม้ว่าแคนาดาจะมีปัญหาด้านทรัพยากรและการบริโภคที่ลดลง อุตสาหกรรม ซอฟต์แวร์และการรับงานบริการแบบ Outsource กลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่ตัวเมืองมี สาธารณูปโภคพื้นฐานที่เพียบพร้อมและค่าจ้างแรงงานที่ถูกกว่าสหรัฐอเมริกา ทําให้เหล่าบริษัทต่างๆ ในสหรัฐฯ ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในภาวะวิกฤติ ต้องหันมาพึ่งการ Outsource มายังประเทศแคนาดา ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่ๆ เช่น ไมโครซอฟท์ หรือ SAP ล้วนตบเท้าเข้ามาตั้งศูนย์ผลิตและวิจัยในพื้นที่เขตแวนคูเวอร์ ทําให้แวนคูเวอร์และรัฐ บริติชโคลัมเบีย ยังสามารถเอาตัวรอดจากวิกฤติในครั้งนี้และเปลี่ยนโฉม Positioning ตัวเองใหม่ ในฐานะ “Silicon North” หรือพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีได้สําเร็จ

จนมาถึงในช่วง 2 ปีให้หลังนี้ ผมได้ทราบว่าเศรษฐกิจทางแวนคูเวอร์ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง เมื่อศูนย์กลางการเติบโตทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมกําลังเปลี่ยนถ่ายจากอเมริกาเหนือมายังพื้นที่ทวีปเอเชีย ทําให้การเติบโตของแวนคูเวอร์ในฐานะหลังบ้านทางด้านเทคโนโลยีของอเมริกาเริ่มสะดุด เมื่อสองปีที่แล้วผู้ว่าฯ ของเมืองได้เรียกทีมงานวางกลยุทธ์ใหม่โดยต้องมีความยั่งยืนกว่าที่ผ่านมา โดยพุ่งเป้าไปที่ความยั่งยืนและลดการพึ่งพิงสหรัฐอเมริกา

นโยบายใหม่จึงเป็นการชูยุทธศาสตร์ให้แวนคูเวอร์เป็นเมืองแห่งการพักผ่อนของผู้สูงอายุและผู้สนใจด้านกีฬาครับ เป็นการอาศัยข้อได้เปรียบของสภาพอากาศที่ดีไม่หนาวไม่ร้อนเกินไป มีการบริการที่เพียบพร้อม รวมทั้งโลเกชั่นที่ตั้งอยู่ในฮวงจุ้ยที่ดีมาก เพราะเมืองนี้มีด้านหน้าติดทะเลและด้านหลังเป็นภูเขาเหมาะแก่การพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง ในหน้าร้อนก็สามารถปีนเขา ล่องแก่ง ว่ายน้ํา ในหน้าหนาวก็มีสกีรีสอร์ตที่ขึ้นชื่ออย่าง Whistler หลังจากที่ได้พูดคุยสนทนากับแขกท่านอื่นๆ ที่ร้านกาแฟก็ได้ความเห็นว่ากําลังดําเนินไปด้วยดีครับ แต่สุดท้ายทิศทางของนโยบายนี้จะได้ผลยั่งยืนขนาดไหนก็ต้องรอดูกันต่อไป

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าแม้แต่เมืองหรือประเทศที่พัฒนาแล้วก็ยังต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและพร้อมต่อการรับมือความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ทั้งที่สามารถคาดคะเนได้และจากสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมาย โดยต้องคํานึงถึงความยั่งยืนของข้อได้เปรียบในกลยุทธ์ต่างๆ

แล้วธุรกิจของคุณล่ะครับ พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง?

ธีระ กนกกาญจนรัตน์ http://www.facebook.com/SMECompass

เช้าตรู่ของวันที่ 13 เมษายน 2558 ผมนั่งเขียนบทความที่ท่านกําลังอ่านอยู่นี้ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมือง แวนคูเวอร์ 16 เม.ย. 2558 14:06 17 เม.ย. 2558 19:15 ไทยรัฐ