วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศรีธัญญางานเข้า ลาวเขมรยกโขยง

คนทั่วไปชอบเหมาเรียกผู้ที่มีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น ชอบถ้ำมอง โชว์ของลับ ขโมยกางเกงในผู้หญิงไปดมหรือถูกับอวัยวะเพศ มีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ เด็ก หรือคนชรา ตามความเข้าใจของตนว่าเป็นพวก “โรคจิต”

แต่ในทางการแพทย์กลับไม่ถือว่าผู้ซึ่งมีพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายเป็นคนบ้า เสียจริต หรือเป็นโรคจิต อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่จัดให้บุคคลเหล่านั้นอยู่ในกลุ่ม “ผู้มีความผิดปกติทางเพศ” (Paraphilias) ซึ่งสามารถรักษาได้ ด้วยการให้ยาลดความต้องการทางเพศ

คำว่า “โรคจิต” (psychosis) ในทางการแพทย์ หมายถึงโรคกลุ่มหนึ่ง สังกัดอยู่ใน กลุ่มโรคทางจิตเวช ซึ่งมีด้วยกันหลายชนิด เช่น โรคจิต โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคเครียดที่เกิดจากสถานการณ์ร้ายแรงในชีวิต โรคปรับตัวผิดปกติ บุคลิกภาพบกพร่อง เป็นต้น

“โรคจิต” ยังเป็นชื่อเรียกกว้างๆ ที่ครอบคลุมถึงโรคหลายอย่าง เช่น โรคจิตเภท โรคจิตหลงผิด โรคจิตที่เกิดจากอารมณ์แปรปรวน โรคจิตแบบเฉียบพลัน โรคจิตที่เกิดจากการใช้ยา หรือสารเสพติดต่างๆ เป็นต้น

มีข้อสังเกตว่า ผู้ที่เข้าข่ายเป็น “โรคจิต” จะต้องมีอาการอย่างน้อย อย่างหนึ่งอย่างใดใน 3 อย่างนี้ร่วมด้วยเสมอ คือ อาการหลงผิด อาการประสาทหลอน หรือ มีพฤติกรรมที่ผิดไปจากเดิมอย่างมาก

โรคจิตเภท (Schizophrenia) ซึ่งแปลตรงตัวว่า “จิตแตก” “เสียจริต” หรือ “บ้า” นั้น ถือว่าเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง ที่มีความผิดปกติของความคิด ทำให้ผู้ป่วยมีความคิดและการรับรู้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักมีอาการเรื้อรัง และต้องกินยารักษาไปตลอดชีวิต เลิกยาเมื่อไรอาการจะกลับมากำเริบ

เชื่อกันว่าการที่คนเราบ้า หรือป่วยเป็นโรคจิตเภท มีสาเหตุมาจากความผิดปกติทั้งทางร่างกายและจิตใจ กล่าวคือ อาจเกิดจากพันธุกรรมที่ผิดปกติ หรือจากความผิดปกติของสมอง โดยสารเคมีในสมองหรือโครงสร้างของสมองบางส่วนมีความผิดปกติ

ส่วนด้านจิตใจ อาจเกิดจากความเครียดในชีวิตประจำวันเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเจ็บป่วย

วงการจิตแพทย์เชื่อว่าทุกหนทุกแห่งในโลกนี้มี ผู้ป่วยโรคจิตแฝงอยู่ในสังคมประมาณ 1% ของประชากร ปัจจุบันทั่วโลกจึงน่าจะมีผู้ป่วยโรคจิตรวมกันไม่น้อยกว่า 450 ล้านคน

คนไข้โรคจิตมักจะมีหลายอาการเริ่มต้น หรือสัญญาณเตือนบ่งบอกให้คนรอบข้างรู้ล่วงหน้า เช่น เริ่มมองตาขวาง มีความคิดสับสน ไม่อยู่ในโลกของความเป็นจริง บุคลิกภาพเปลี่ยนไปจากเดิม เริ่มแยกตัว ไม่อยากสุงสิงกับใคร มีปัญหาเรื่องการนอน ไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่การงานหรือการเรียนได้ตามปกติ การดูแลสุขอนามัยส่วนตัวเริ่มแย่ลง

อาการเหล่านี้สะกิดให้คนรอบข้างรู้ไว้โรคจิตเภท จิตแตก หรือบ้า กำลังใกล้มาเยือน

พญ.นฤมล จินตพัฒนากิจ หรือ “หมอหลิว” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายแพทย์ชำนาญการของโรงพยาบาลศรีธัญญา จ.นนทบุรี วาดภาพสามเหลี่ยมทรงพีระมิด พร้อมให้คำอธิบายประกอบเธอว่า ปัญหาสุขภาพจิตมีหลายขีดขั้นความรุนแรงของอาการ ถ้าเปรียบกับยอดบนสุดของพีระมิด ซึ่งถือว่ามีอาการแรงสุด ผู้ที่อยู่บนนั้น คือ ผู้ป่วยโรคจิต หรือ คนบ้า นั่นเอง

ถัดลงมาข้างล่างอีกชั้น คือ ผู้ที่มีอาการ เป็นโรคป่วยทางอารมณ์ เช่น มีภาวะซึมเศร้า หรือภาวะแมเนีย ซึ่งตรงกันข้ามกับภาวะซึมเศร้าลงมาอีกชั้นที่สาม คือ ผู้ที่เป็น โรควิตกกังวล

“ผู้ป่วยโรคจิต หรือที่จิตแพทย์เรียกว่า Psycosis มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมผิดปกติ ที่หลบซ่อนอยู่ในตัว มันจะมีลักษณะคล้ายกับภูเขาไฟ คือ เมื่อใดที่อาการกำเริบ ก็เหมือนกับภูเขาไฟระเบิดนั่นเอง”

เธอว่า ปัญหาใหญ่ของผู้มีอาการทางจิต นอกจากจะทำร้ายตัวเองแล้ว ยังอาจไปทำร้ายผู้อื่นได้ด้วย รวมทั้งอาจมีภาวะแทรกซ้อนทางกายบางอย่าง ฉะนั้น ญาติจึงควรรีบนำตัวส่งไปรับการรักษา อย่าอายแล้วปล่อยไว้จนอาการรุนแรง

ส่วนผู้ที่มีอาการ เป็นโรคทางอารมณ์ เช่น มีภาวะซึมเศร้า หรือภาวะแมเนีย ซึ่งตรงกันข้ามกับซึมเศร้า หมอหลิวอธิบายว่า

ภาวะซึมเศร้า (Depression) เป็นภาวะทางอารมณ์ที่พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่จะพบได้มากในเพศหญิง อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุอาจเกิดจากมีปัจจัยไปกระตุ้น เช่น สูญเสียคนรัก หรืออาจเกิดโดยไม่พบเหตุปัจจัยใดเลยก็ได้

ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้ามักจะรู้สึกหดหู่ท้อแท้ ขาดความสนใจ หรือไม่พึงพอใจในสิ่งแวดล้อม นอนไม่หลับ หงุดหงิด หรือรู้สึกไม่อยากทำอะไรเลย คิดว่าตัวเองไร้ค่า และมีความคิดเรื่องอยากตาย

สิ่งที่อันตรายที่สุดของผู้มีภาวะซึมเศร้าอยู่ที่โอกาสจะฆ่าตัวตายมีสูงถึง 60%

ส่วน ภาวะแมเนีย (Mania) ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าตัวเองร่าเริง หรือ อารมณ์ดีขึ้นอย่างผิดปกติ มั่นใจตัวเองอย่างมาก พูดมาก และพูดเร็วขึ้นอย่างผิดปกติ หรืออาจเป็นลักษณะหงุดหงิดโมโหง่ายก็มี บางรายใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยโดยไม่มีเหตุผล เปลี่ยนแปลงความสนใจง่าย หรือรู้สึกว่าในสมองมีความคิดมากล้นไปหมด

อีกปัญหาที่จิตแพทย์พบบ่อยในปัจจุบัน คือ โรควิตกกังวล (anxiety) ซึ่งนับวันยิ่งมีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และการใช้ชีวิตในสังคมที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

ผู้ป่วยมักจะมีความวิตกกังวลเกินกว่าที่ควรจะเป็น ชอบคิดฟุ้งซ่าน สะดุ้งตกใจง่าย ใจลอย หลงลืมง่าย บางรายอาจมีอาการจากระบบประสาทอัตโนมัติทำงานหนัก จนทำให้เกิดอาการใจสั่น เหงื่อออก หายใจได้ไม่เต็มที่ และมือเท้าชา เป็นต้น

หมอหลิวบอกว่า ทุกวันนี้ รพ.ศรีธัญญากลายเป็นสัญลักษณ์ “ที่พึ่งสุดท้ายของผู้ป่วยโรคจิต” ซึ่งคนทั้งประเทศมักจะนึกถึงเป็นแห่งแรก พอๆกับที่ผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายนึกถึง “วัดพระบาทน้ำพุ”

เธอว่า พิสูจน์ได้จากประจักษ์หลักฐาน ไม่ว่าผู้ป่วยจะอยู่ภูมิภาคใดของประเทศ ซึ่งปกติมีโรงพยาบาลด้านจิตเวช แบ่งเขตรองรับคนไข้ แต่ก็ไม่วายที่ญาติจะนำตัวผู้ป่วยข้ามเขตมารักษาที่ศรีธัญญา

ไม่เฉพาะผู้ป่วยชาวไทย ยังมีผู้ป่วยจิตเวชจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่างลาวและกัมพูชา ที่ศรัทธาในชื่อเสียงของศรีธัญญา บอกกันปากต่อปาก ยกโขยงหอบหิ้วคนไข้ไปรักษากันที่นั่น ทำให้โรงพยาบาลแห่งนี้มีดีกรีติดระดับแหล่งรักษาคนบ้าในอาเซียน ตั้งแต่ยังไม่เปิด
เออีซีด้วยซ้ำ

แต่เมื่อเทียบกับอัตรากำลังบุคลากรของ รพ.ศรีธัญญาวันนี้แล้ว น่าใจหาย เพราะปัจจุบันมีจิตแพทย์ที่ให้การรักษาจริงเพียงแค่ 14 คน (บางคนอยู่แต่ชื่อ ตัวไปช่วยราชการที่อื่น)

แพทย์เหล่านี้ต้องดูแลรักษาผู้ป่วยนอก ซึ่งมีอาการทางจิตเวชเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 12,000 ราย รักษาผู้ป่วยในอีกวันละประมาณ 600 ราย โดยมีพยาบาลและบุคลากรอื่นอีก 200 กว่าคน เป็นผู้ช่วยแพทย์

หมอหลิวบอกว่า ปลายปีนี้ประชาคมอาเซียนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ สิ่งที่น่าคิดก็คือ ขณะนี้จิตแพทย์ในเมืองไทยมีอยู่ไม่ถึง 500 คน จากจำนวนแพทย์ทั้งประเทศทุกสาขาที่มีอยู่ราว 40,000-50,000 คน

นอกจากถือว่าจิตแพทย์เป็นสาขาที่ขาดแคลนอย่างหนัก ตามโรงเรียนแพทย์ต่างๆ ยังมีผู้นิยมเลือกเรียนสาขาจิตแพทย์ หมอดมยา และหมอผ่าศพ น้อยลงเรื่อยๆอีก เห็นได้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวสวนทางกับจำนวนผู้ป่วยทางจิตเวชที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา

เธอว่า ในเมื่อข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ ในอนาคตอาจต้องใช้วิธีให้ความรู้แก่คนไข้และญาติหาทางดูแลรักษาตัวเองกันไปก่อนในเบื้องต้น รายไหนรับมือไม่ไหว เกินกำลังจริงๆ จึงค่อยส่งไปถึงมือหมอ.

16 เม.ย. 2558 09:32 16 เม.ย. 2558 09:33 ไทยรัฐ


advertisement