วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สแกน "ช็อตเด็ด" ประมูล 4G

16 ต.ค. 2555 หรือเกือบ 3 ปีที่แล้ว การประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมภายใต้เทคโนโลยี 3 จี ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย สร้างสถิติการเปิดประมูลของหน่วยงานภาครัฐที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับต้นๆ ทำรายได้เข้ารัฐไปถึง 41,648 ล้านบาท

11 พ.ย. 2558 หากไม่มีอะไรผิดพลาด การเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการ 4 จี น่าจะเกิดขึ้นได้ ตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้กำหนดไว้

หลังจากที่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. สั่งระงับการประมูลออกไป 1 ปี ในช่วงเดือน ก.ค.2557 และจะครบกำหนดในวันที่ 17 ก.ค. 2558 ที่จะถึงนี้

การเปิดประมูลและให้บริการ 3 จีบนคลื่นความถี่ 2100 MHz ซึ่งผู้ประกอบการทยอยให้บริการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2556 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากจะทำให้คนไทยได้เข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านมือถือได้อย่างง่ายดาย นำไปสู่วัฒนธรรม ‘ดิจิตอลไลฟ์’ ก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมหาศาล

ยังเป็นการสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเครือข่ายอินเตอร์เน็ตยังเข้าไม่ถึง อย่างที่ผู้คนในเมืองหลวงอาจนึกภาพไม่ออก โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดาร ในป่า บนดอย รวมทั้งเกาะแก่งที่ห่างไกลจากภาคพื้นดิน ที่การลากสายไฟเบอร์ออพติกไปไม่ถึงหรือใช้เงินลงทุนสูง

ขณะที่การเปิดประมูลและให้บริการ 4 จี ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะช่วยต่อยอดบริการด้วยความเร็วที่สูงกว่า จากคลื่นความถี่ที่จะถูกจัดสรรเพิ่มเติม เนื่องจากการให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สายนั้น ต้องใช้คลื่นเป็นจำนวนมากเพียงพอ จึงจะได้บริการที่มีคุณภาพ รวดเร็ว

ที่สำคัญ 4 จี ยังจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมที่สำคัญต่อการเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล ในฐานะนโยบายหลักของรัฐบาลด้วย

ในโอกาสที่ประเทศไทย ภายใต้การนำของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินหน้าเข้าสู่การประมูล 4 จี อันถือเป็นการประมูลครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้งของประเทศ “ทีมเศรษฐกิจ” ขอปูพื้นฐานความเป็นมา-เป็นไป โอกาส-ความเสี่ยง ตลอดจนการแข่งขัน และภาพเปลี่ยนแปลง ที่จะเกิดขึ้นภายใต้ “เทคโนโลยีใหม่” ให้เห็น ดังต่อไปนี้...


คลื่นแรก 1800 MHz แบ่ง 2 ใบ

การประมูล 4 จี ถูกทำให้ชัดเจนขึ้น หลังคณะกรรมการเตรียมการด้านดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งนัดประชุมนัดแรกไปเมื่อวันที่ 18 มี.ค.2558 และมีมติให้ กสทช.

เดินหน้าการเปิดประมูล 4 จี ให้แล้วเสร็จภายใน 5 เดือนหรือภายในเดือน ส.ค.2558 หลังจากที่ คสช.มีคำสั่งฉบับที่ 94/2557 ให้ กสทช.ชะลอการประมูลออกไป 1 ปีนับจากวันที่มีคำสั่งในวันที่ 17 ก.ค.2557

ที่ประชุมยังมีมติให้ กสทช.เอาคลื่นที่ดีที่สุดมาประมูลได้ทุกความถี่ ไม่เฉพาะคลื่น 1800 MHz ที่สิ้นสุดสัมปทานไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2556 จำนวน 25 MHz และคลื่น 900 MHz ที่กำลังจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานจำนวน 17.5 MHz ในวันที่ 30 ก.ย. 2558 โดยที่ประชุมได้หารือกันถึงความเป็นไปได้ในการนำคลื่น 2600 MHz และ 2300 MHz ออกมาประมูลด้วย ขณะที่รูปแบบการเปิดประมูลนั้น ให้เป็นหน้าที่ของ กสทช.ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม หลัง กสทช.กลับไปดำเนินขั้นตอนเตรียมการประมูล และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มี.ค. ปรากฏว่าสิ่งที่ ครม.รับทราบในวันนั้น เป็นแนวทางการประมูลเฉพาะคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz ไม่มีการพิจารณาคลื่นอื่นใดนอกจากนี้

ส่วนเงื่อนไขด้านเวลานั้น ถูกขยับถอยออกไปจากมติคณะกรรมการเตรียมการดิจิตอลฯที่เคาะไว้ภายในเดือน ส.ค.เป็นวันที่ 11 พ.ย.2558 เนื่องด้วยติดขั้นตอนทางกฎหมายมากมายก่อนเปิดประมูล ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงแก้ไขแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ (2555) การเคาะราคาเริ่มต้นประมูล การปรับปรุงเงื่อนไขการประมูล การรับฟังความเห็นสาธารณะ เป็นต้น

โดยหลังประมูลคลื่น 1800 เสร็จสิ้น กสทช.จะเดินหน้าเปิดประมูลคลื่น 900 ต่อในวันที่ 15 ธ.ค.2558 และหากเป็นไปตามกำหนดดังกล่าว ผู้ได้รับใบอนุญาต 4 จี จะสามารถทยอยเปิดให้บริการได้ในไตรมาสแรกของปี 2559

กสทช.ยังได้นำปัญหาการประมูล 3 จีครั้งก่อนมาแก้ไข เช่น การกำหนดเงื่อนไขการประมูลไว้ว่า หากมีผู้เข้าร่วมประมูลน้อยกว่าหรือเท่ากับจำนวนใบอนุญาต ราคาเริ่มต้นประมูลจะเริ่มที่ 100% เช่น คลื่น 1800 ราคาเริ่มต้น 70% อยู่ที่ 11,600 ล้านบาทต่อใบอนุญาต หากมีผู้เข้าประมูลน้อยกว่าหรือเท่ากับใบอนุญาต ก็จะปรับราคาเริ่มต้นประมูลเป็น 100% คือ 16,570 ล้านบาท (ราคาอ้างอิงจากผลการศึกษาของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือไอทียู)

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาดังกล่าวเป็นการศึกษาในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ทาง กสทช.จึงมีดำริให้ไอทียูนำราคากลับไปพิจารณาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์

โดยใบอนุญาตสำหรับคลื่น 1800 จำนวน 25 MHz นั้น แบ่งออกเป็น 2 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 12.5 MHz ส่วนคลื่น 900 จำนวน 20 MHz แบ่งเป็น 2 ใบอนุญาตเช่นกัน ใบอนุญาตละ 10 MHz


“เอไอเอส” เต็งจ๋า “จัสมิน” น่าจับตา

เมื่อพูดถึงจำนวนใบอนุญาต ก็คงต้องพูดถึงจำนวนของผู้เข้าชิงชัยเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาต แน่นอนว่าค่ายมือถือหลักอันได้แก่ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค รวมทั้งบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ต่างเปิดหน้าตักกันเต็มที่ เพราะนอกจากจะเข้าประมูลแล้ว ยังตั้งเป้าหมายต้องคว้าใบอนุญาตให้ได้

ขณะที่รัฐวิสาหกิจค่าย ‘ไม้ประดับ’ อย่างบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูก “พรชัย รุจิประภา” รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที มีดำริให้เข้าประมูลด้วยนั้น น่าจะติดปัญหาใหญ่หลายขยัก ขยักแรกหนีไม่พ้นเรื่องเงินๆทองๆ รวมทั้งแผนธุรกิจ ซึ่งไม่ว่าจะขยับไปทิศทางไหน ก็ดูเหมือนจะติดขัดไปเสียหมด เนื่องจากทุกอย่าง ทุกขั้นตอน ต้องผ่านการอนุมัติจาก ครม.

ส่วนน้องใหม่ไฟแรง ที่เปิดตัวสดๆร้อนๆ ประกอบด้วยบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ของ “พิชญ์ โพธารามิก” ที่ประกาศแต่งตัวแต่หัววัน เข้าชิงชัยใบอนุญาต 4 จีแน่ ไม่ใช่แค่หวังปั่นหุ้น ด้วยกระแสเงินสดเต็มไม้เต็มมือ 15,000 ล้านบาท ไม่รวมศักยภาพในการกู้และหาพันธมิตรเข้ามาร่วมประมูล

ขณะที่ “กึ้ง-เฉลิมชัย มหากิจศิริ” ซีอีโอของบริษัทโทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือทีทีเอ ถือเป็นรายล่าสุดที่ประกาศแสดงความสนใจแบบเต็มเหนี่ยว เพราะมั่นใจว่า 4 จีจะช่วยต่อยอดธุรกิจได้อีกเยอะ

ย้อนกลับไปดูประวัติของเขาเหล่านี้สักนิด ค่ายจัสมินของเสี่ยพิชญ์นั้น มีประสบการณ์ทำธุรกิจดิจิตอลมาอย่างโชกโชน ล่าสุดถือเป็น 1 ใน 24 ช่องดิจิตอลที่ประมูลชิงชัยใบอนุญาตมาได้สำเร็จ และทำเรตติ้งสวยๆ ติดท็อป 3 เรียบร้อย การเข้าประมูลใบอนุญาต 4 จีในครั้งนี้ จึงน่ารักน่าลุ้นมากสำหรับค่ายจัสมิน

ส่วนทีทีเอของเสี่ยกึ้ง แม้เงินถึงแต่เพิ่งพลาดการประมูลทีวีดิจิตอลไปเมื่อปลายปี 2556 แสดงให้เห็นถึงสไตล์การทำธุรกิจแบบ ‘สมอง’ มาก่อน ‘อารมณ์’ และเมื่อใบอนุญาต 4 จี ราคาแพงกว่าทีวีดิจิตอลอยู่หลายเท่า เราจึงน่าจะได้เห็นเสี่ยกึ้งใช้ ‘สมอง’ มากกว่าเก่า ทำให้เดาได้ว่า ถ้าศึกษารายละเอียดให้ดี ทีทีเอก็อาจตัดสินใจ ไม่แวะไปซื้อใบสมัครให้เปลืองสตุ้งสตางค์ด้วยซ้ำ

กลับมาคลำชีพจรของ 3 ค่ายมือถือใหญ่ รายแรกยักษ์ใหญ่อย่างเอไอเอส ซึ่งขณะนี้กลายเป็นค่ายมือถือที่มีคลื่นไว้ใช้น้อยที่สุด โดยเฉพาะเมื่อคลื่น 900 ก็กำลังใกล้หมดอายุสัมปทาน เอไอเอสจะเหลือแค่คลื่น 2100 ที่ประมูลมาให้บริการ 3 จีจำนวน 15 MHz เท่านั้น ขณะที่ฐานลูกค้า ณ ปัจจุบัน สูงที่สุดแตะ 44 ล้านเลขหมาย

เมื่อประเมินจากสถานการณ์ที่สุดจะล่อแหลม เอไอเอสจึงไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากต้องประมูลคลื่น 4 จีให้ได้ จนเป็นที่มาของปรากฏ-การณ์ฟันธงในแวดวงว่า ใบอนุญาต 1 ใบจะตกเป็นของเอไอเอสแน่

ขณะที่ดีแทคและทรูนั้น แม้จะแสดง ‘ความอยากได้ใคร่ดี’ ในใบอนุญาต แต่ ‘ความอยาก’ นั้น น้อยกว่าค่ายเบอร์ 1 ชัดเจน เริ่มจากดีแทค ซึ่งค่อนข้างมีคลื่นเหลือเฟือ และจากประวัติการบิดประมูลใบอนุญาต 3 จี ที่ค่อนข้างคิดเยอะด้วยนโยบายประหยัด ใช้เงินอย่างคุ้มค่าของบริษัทแม่ ดีแทคจึงมีโอกาสถอดใจ หากราคาดันขึ้นไปสูงเกิน และรอประมูลคลื่น 900 ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนั้นไม่นาน

ส่วนทรู นอกจากจะมีคลื่นเหลือเฟือแล้ว ยังถือเป็นค่ายที่มีสภาพคล่องน้อยสุด ฐานะการเงินไม่ค่อยเอื้อเพราะยังมีหนี้อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อประมวลกับประวัติในการเข้าประมูล 3 จีครั้งที่ผ่านมา ทรูจึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งค่ายที่ใช้กลยุทธ์ ‘เขียม’ ค่อยเป็นค่อยไปแบบพอเพียงในระดับเดียวกับดีแทค

เช็กสัญญาณอันตรายโค้งสุดท้าย

ทุกครั้งที่มีการประมูลคลื่นความถี่ ความเสี่ยงที่การประมูลจะถูกยกเลิก เลื่อนออกไป หรือแม้แต่ถูกฟ้องให้ระงับชั่วคราวจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง มักจะเกิดขึ้นเสมอ เนื่องด้วยผลประโยชน์มหาศาลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ได้เห็นการประมูลคลื่นทั้ง 3 จีและ 4 จี ถูกเลื่อนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าจะประมูลได้จริง

ครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้ กสทช.จะเคาะกำหนดประมูลเวลาเรียบร้อยแล้ว คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการเดินหน้าแล้ว ก็ยังมีกระแสคัดค้านปรากฏให้เห็นประปราย

เริ่มตั้งแต่ความพยายามที่จะนำคลื่นความถี่อื่นๆ เช่น 2600 MHz หรือ 2300 MHz ออกมาประมูลเพิ่มเติม ซึ่งดูเผินๆ เป็นแนวคิดที่ดี เนื่องจากคลื่นความถี่นั้น หากไม่ได้ใช้ จะถือว่าเป็นความสูญเปล่า

แต่หากมองลึกลงไป คลื่นเหล่านี้เป็นคลื่นที่มีสังกัด มีเจ้าของครอบครองไม่ว่าจะเป็นบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กรมประชา-สัมพันธ์ หรือแม้แต่บริษัททีโอที ซึ่งการพยายามนำคลื่นที่มีเจ้าของ ออกมาประมูลนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเข็นครกขึ้นภูเขา น่าจะมีเพียงมาตรา 44 เท่านั้น ที่จะทำให้เป็นจริงได้

การนำคลื่นที่มีความพร้อมออกมาประมูลก่อน จึงถือเป็นการเดินหน้าที่ถูกต้องและถูกทางที่สุดแล้ว

ขณะเดียวกัน การแบ่งคลื่น 1800 ออกเป็น 2 ใบอนุญาต ขนาดใบอนุญาตละ 12.5 MHz ก็กำลังกลายเป็นคำถามที่นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า การจัดสรรคลื่นในการประมูลครั้งนี้ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

เพราะในการบริหารคลื่น 4 จีนั้น จำเป็นต้องใช้คลื่นในจำนวนที่ลงตัวที่ 10 MHz เป็นอย่างต่ำ เศษ 2.5 MHz จะกลายเป็นจำนวนที่สูญเปล่า นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้

แม้จะมีข้อมูลอีกด้าน ยืนยันมั่นใจว่าคลื่นจำนวน 2.5 MHz นั้น สามารถนำไปใช้บริการ 2 จี ซึ่งยังมีลูกค้าใช้งานอยู่เป็นจำนวนมากได้

ดังนั้น...จากนี้จนกว่าจะถึงวันประมูล จึงไม่มีใครมั่นใจได้ว่า การประมูลจะเกิดขึ้นได้ 100% ตราบใดที่กระแสคัดค้านจากคลื่นใต้น้ำและมือที่มองไม่เห็น ยังคงรอโอกาสและจังหวะในการทำหน้าที่ของมันอย่างแยบยล.

ทีมเศรษฐกิจ

15 เม.ย. 2558 10:04 15 เม.ย. 2558 10:09 ไทยรัฐ