วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ไอซิส' ทำลายสิ้นมรดกวัฒนธรรมในอิรัก

กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส ยังคงทำลายมรดกทางวัฒนธรรมในประเทศอิรักและซีเรียอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเผยแพร่คลิปวิดีโอใหม่ แสดงให้เห็นนักรบไอซิสทุบทำลายหินสลักซึ่งมีค่ามหาศาลไม่อาจประเมินเป็นตัวเงินได้ ที่เมืองนิมรุด เมืองโบราณสมัยจักรวรรดิอัสซีเรียอายุกว่า 3,000 ปีก่อน เมื่อเดือน มี.ค. ก่อนจะระเบิดเมืองทิ้งในที่สุด

ก่อนหน้านี้ กลุ่มไอซิสก็เพิ่งเผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงการทำลายวัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์เมืองโมซูล ฐานที่มั่นทางเหนือของไอซิสในอิรัก โดยเขาอ้างว่า โบราณวัตถุและเทวรูปเหล่านี้เป็นของคนเมื่อหลายศตวรรษก่อนซึ่งบูชาสิ่งนี้แทนที่จะเป็นพระเจ้า และเมื่อพระเจ้าผู้ทรงอำนาจสั่งพวกเขาให้ทำลายมัน พวกเขาก็ต้องทำตาม แม้โบราณวัตถุเหล่านี้จะมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ตาม

หน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงสหประชาชาติ (UN) ออกมาประณามการทำลายวัตถุโบราณของกลุ่มไอซิสว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม และเรียกร้องให้ไอซิสหยุดการกระทำนี้เสีย แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล โดยมรดกทางวัฒนธรรมที่ถูกกลุ่มไอซิสทำลายไปจนถึงตอนนี้มีมากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดได้แก่

1. เมืองนิมรุด

เมืองนิมรุดตั้งอยู่ห่างจากเมืองโมซูลในภาคเหนือของอิรัก ไปทางใต้ประมาณ 30 กม. เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของจักรวรรดิอัสซีเรีย (สมัยนั้นใช้ชื่อ อัสซูร์) ตั้งแต่ช่วง 879-706 ปีก่อนคริสตกาล โดยเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุสถานของประเทศอิรัก ประกาศว่า เมืองนิมรุดถูกกลุ่มไอซิสทำลายแล้ว

นายมาร์ค อัลตาวีล ศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีวิทยา ของมหาวิทยาลัยลอนดอน กล่าวว่า เมืองนิมรุดถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ทางโบราณคดีที่มีความพิเศษที่สุดในภูมิภาคตะวันออกใกล้ยุคโบราณ ในฐานะเป็นเมืองหลวงซึ่งผ่านการปกครองโดยกษัตริย์หลายองค์ ทำให้มีความสำคัญอย่างมากในการหาคำตอบเกี่ยวกับพัฒนาการในภูมิภาคนี้ รวมถึงหาว่ามันมีผลกระทบต่อสังคมของพวกเราอย่างไร

อัลตาวีล กล่าวด้วยว่า เมืองนิมรุดอุดมไปด้วยสมบัติ โบราณวัตถุหลายต่อหลายชิ้นที่ขุดเจอ ล้วนสร้างจากวัตถุดิบที่หายากและล้ำค่า และยังมีสิ่งซ่อนเร้นที่ยังรอการค้นพบอีกมาก

2. เมืองคอร์ซาบัด

เมืองคอร์ซาบัด ตั้งอยู่ห่างจากเมืองโมซูลไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 19 กม. เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิอัสซีเรียต่อจากเมืองนิมรุด ในสมัยของกษัตริย์ ซาร์กอนที่ 2 โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุสถานของประเทศอิรัก เปิดเผยเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ว่า เมืองคอร์ซาบัดถูกไอซิสทำลายแล้วเช่นกัน

คอร์ซาบัดเป็น 1 ใน 3 เมืองที่เคยถูกใช้เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิอัสซีเรีย โดยตามการเปิดเผยของสถาบันโอเรนทัล ของมหาวิทยาลัยชิคาโก ระบุว่า กษัตริย์ ซาร์กอนที่ 2 ทรงย้ายเมืองหลวงมายังเมืองคอร์ซาบัด (สมัยนั้นชื่อ ดูร์-ชาร์รุคิน) ในช่วงปี 706 ก่อนคริสตกาล แต่เพียง 1 ปีหลังจากนั้น กษัตริย์ ซาร์กอนที่ 2 สวรรคต จึงมีการเปลี่ยนเมืองหลวงใหม่อีกครั้ง

เมืองคอร์ซาบัดมีความสำคัญ เนื่องจากพระราชวังที่เมืองแห่งนี้มีนวัตกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งการรักษาสีบนประติมากรรมนูน และเอกสารงานเขียนโบราณ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างวังแห่งนี้ โดยปัจจุบันประติมากรรมนูนจากเมืองคอร์ซาบัด ถูกนำไปจัดแสดงที่กรุงแบกแดด, นครชิคาโก, กรุงปารีส และในสหราชอาณาจักร

3. พิพิธภัณฑ์โมซูล

พิพิธภัณฑ์โมซูล ตั้งอยู่ในเมืองโมซูล เมืองใหญ่ที่สุดลำดับ 2 ของประเทศอิรัก โดยภายในเก็บรักษาวัตถุโบราณดั้งเดิมเอาไว้ถึง 173 ชิ้น และกำลังจะเปิดทำการอีกครั้งหลังจากได้รับความเสียหายจากการก่อการร้าย แต่เมืองโมซูลถูกกลุ่มไอซิสบุกยึดเสียก่อนเมื่อเดือน มิ.ย. 2014

เช่นเดียวกับเมืองโมซูล พิพิธภัณฑ์โมซูล เป็นพิพิธภัณฑ์ใหญ่ที่สุดลำดับ 2 ของอิรัก โดย ไอรินา โบโควา ผู้อำนวยการขององค์การยูเนสโก ระบุว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่เก็บรักษารูปปั้นขนาดใหญ่จากเมืองมรดกโลก ฮาตรา รวมถึงโบราณวัตถุจากส่วนขุดค้นในนิเนเวห์ แต่ในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่โดยกลุ่มไอซิส แสดงให้เห็นว่า โบราณวัตถุเหล่านี้ถูกทำลายไปหมดแล้ว

4. หอสมุดโมซูล

หอสมุดโมซูล ถูกกลุ่มไอซิสโจมตีเมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่พิพิธภัณฑ์โมซูลถูกทำลาย โดยไอซิสทำลายสิ่งประดิษฐ์ รวมทั้งเผาหนังสือและเอกสารหายาก บางรายงานระบุว่ามีหนังสือและเอกสารถูกเผานับแสนเล่มเลยทีเดียว

หอสมุดแห่งนี้เก็บรักษาหนังสือและเอกสารหายากจำนวนมาก รวมถึงหนังสือจากสมัยจักรวรรดิออตโตมัน และเอกสารเขียนด้วยมือจากยุคศตวรรษที่ 18 ซึ่งยูเนสโกระบุว่า เหตุการณ์นี้เป็นการทำลายทรัพยากรห้องสมุดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยผู้ที่ต้องการกำจัดความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นจิตวิญญาณของชาวอิรัก

5. สุสานโจนาห์

สุสานโจนาห์ ตั้งอยู่ในมัสยิดมุสลิมนิกายสุหนี่ในเมืองโมซูล ชื่อว่า มัสยิดแห่งศาสดายูนัส ซึ่งเป็นภาษาอาราบิกของ โจนาห์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ว่ากันว่าเป็นสถานที่ฝังพระศพของศาสดาโจนาห์ ผู้ถูกวาฬหรือปลายักษ์กลืนร่างตามความเชื่อของอิสลามและชาวจูเดโอ-คริสเตียน แต่เป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากว่า พระศพของศาสดาโจนาห์อยู่ที่นี่จริงหรือไม่ และนักปราชญ์ยุคใหม่บางคนก็เชื่อว่าเรื่องของโจนาห์เป็นเพียงตำนาน ไม่ใช่ประวัติศาสตร์

นาย โจเอล เอส. บาเดน และนาย แคนดิดา มอส ระบุในบทความที่พวกเขาเขียนให้กับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า เรื่องราวของโจนาห์ถูกเล่าขานในหมู่ชาวคริสต์อยู่บ่อยๆ และมีความหมายพิเศษสะท้อนถึงความศรัทธา การระเบิดทำลายมัสยิดแห่งศาสดายูนัส เมื่อเดือน ก.ค. 2014 จึงเปรียบเหมือนเป็นการทำลายมรดกของชาวคริสต์ที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในภูมิภาคนี้ด้วย

6. เมืองฮาตรา

เมืองฮาตรา หรือ อัล-ฮาดาร์ ในภาษาอาราบิก เป็นซากเมืองโบราณ ที่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองโมซูลไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 110 กม. สร้างขึ้นโดยผู้สืบทอดของกษัตริย์ อเล็กซานเดอร์มหาราช ซึ่งต้องย้อนกลับไปเมื่อ 300 ปีก่อนคริสตกาล และเชื่อกันว่ากลายเป็นเมืองหลวงของดินแดนอาหรับภายใต้การปกครองของจักรวรรดิพาร์เทียน (247 ปีก่อนคริสตกาล - ค.ศ. 224)

ยูเนสโกระบุว่า เมืองฮาตรา ซึ่งสามารถต้านทานการโจมตีจากจักรวรรดิโรมันได้ ก่อนเมืองจะแตกและตกอยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิแซสซานิด (ค.ศ. 224-651) ถือเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมของเมืองป้อมปราการรูปวงกลม โดยมีกำแพง 2 ชั้นที่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และตัวอย่างต่างๆ ทั้งในยุคพาร์เทียน, แซสซานิด และสังคมอิสลามตอนต้นด้วย

แต่เมืองโบราณ ฮาตรา ถูกกลุ่มไอซิสเข้ายึดครองเมื่อปี 2014 หลังจากเมืองโมซูลแตกไม่นาน ก่อนที่เมืองแห่งนี้จะถูกทำลายเมื่อต้นเดือน มี.ค.

นอกจากนี้ กลุ่มไอซิสยังทำลายหรือสร้างความเสียหายโบราณสถานหลายแห่งในซีเรีย รวมทั้งเมืองโบราณบอสรา ซึ่งได้รับเลือกเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก, มหามัสยิดแห่งอเลปโป ซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 8 และปราสาทครูเสด ครักเดเชอวาลีเย หรือ ก็อลอะฮ์อัลฮิศน์ ปราสาททางการทหารจากยุคกลางที่อยู่ในสภาพที่ดีที่สุดในโลกด้วย

กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส ยังคงทำลายมรดกทางวัฒนธรรมในประเทศอิรักและซีเรียอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเผยแพร่คลิปวิดีโอใหม่ แสดงให้เห็นนักรบไอซิสทุบทำลายหินสลักซึ่งมีค่ามหาศาลไม่อาจประเมินเป็นตัวเงินได้ ที่เมืองนิมรุด... 14 เม.ย. 2558 06:08 17 เม.ย. 2558 06:41 ไทยรัฐ