วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สปช.วางกรอบปฏิรูปเศรษฐกิจ

ปรับขบวนภาษี-รัฐวิสาหกิจ-สหกรณ์ออมทรัพย์

ภายใต้การทำงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีสมาชิก 249 คน ทำงานโดยตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา 18 ชุด เพื่อทำงานในแต่ละด้าน

ช่วงเวลาที่ผ่านมาผู้คนอาจจะมองไม่ค่อยออกว่าเนื้องานของ สปช.จะออกมาเป็นอย่างไร ข้อเสนอของการปฏิรูปจะถูกรับนำไปดำเนินการหรือไม่ แต่เมื่อผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง ความคิดที่หลากหลายก็เริ่มที่จะเห็นการตกผลึกถึงแกนหลักในเนื้อหาของการปฏิรูปประเทศบ้างแล้ว และหนึ่งในนั้น คือ กรอบการปฏิรูปเศรษฐกิจการเงิน การคลัง

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง เปิดเผยว่า ภายใต้การทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 5 ชุด เพื่อหาแนวทางปฏิรูปในด้านต่างๆ ได้แก่ คณะอนุกรรมการการคลัง งบประมาณและภาษีอากร คณะอนุกรรมการการเงิน คณะอนุกรรมการตลาดทุน คณะอนุกรรมการความเหลื่อมล้ำ และคณะอนุกรรมการเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งปรากฏว่าทั้ง 5 ชุดได้หยิบยกประเด็นที่เห็นว่าควรปฏิรูปขึ้นมา 200-300 เรื่อง

จากนั้นก็นำมาเลือกเรื่องที่ทำได้ในเวลาอันสั้น ที่มีความจำเป็นและต้องตัดออกไป 200 กว่าเรื่อง จนเหลือ 29 ประเด็น 18 ชุด โดยมี 6 ประเด็น เห็นว่าต้องหยิบยกขึ้นมาดำเนินการก่อน ได้แก่

1.การปฏิรูประบบภาษี 2.การปฏิรูประบบบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ 3.การปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์ 4.การปฏิรูปเพื่อการจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา 5.การปฏิรูปกองทุนขนาดเล็ก กองทุนหมู่บ้าน การเงินพื้นฐาน 6.การปฏิรูปการกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งในเบื้องต้นขอนำเสนอใน 3 ประเด็นแรกก่อน

ปฏิรูประบบภาษีแยกระดับชาติ–ท้องถิ่น

สำหรับประเด็นแรกเรื่องการปฏิรูประบบภาษี มีข้อเสนอให้แยกภาษีระดับชาติและภาษีระดับท้องถิ่นให้ชัดเจนจากในปัจจุบันนี้ ไม่มีคำว่าภาษีท้องถิ่นในระบบกฎหมายไทย และที่ต้องแยกเพราะว่าประเทศไทยตัดสินใจกระจายอำนาจของภาครัฐตั้งแต่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ดังนั้น การนำภารกิจสาธารณะบางอย่างซึ่งเป็นของรัฐบาลไปให้ท้องถิ่นทำ ก็ต้องเอาเงินไปให้ทำด้วย แต่วิธีที่ส่วนกลางเก็บภาษีเข้ามาทั้งหมด และค่อยจัดส่งเงินอุดหนุนให้ท้องถิ่นผ่านกระบวนการจัดการงบประมาณ เป็นวิธีที่ไม่ดี เพราะมีการเข้ามาใช้ประโยชน์จากงบประมาณอุดหนุนท้องถิ่นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองที่ตัวเองจะได้เป็นผู้แทน พอมีอำนาจเมื่อมีโอกาสจึงแย่งได้แย่งเอา

ดังนั้น จึงต้องแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาษีระดับชาติที่ต้องเก็บเข้าคลังและภาษีท้องถิ่นที่เก็บเข้าท้องถิ่น โดยหลักการภาษีท้องถิ่น คือ สิ่งที่ต้องย้ายหนีไปไหนไม่ได้ เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีป้าย โรงแรม ภาษีน้ำมันขายปลีก ที่ขณะนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเก็บลิตรละ 5 สตางค์ ส่วนภาษีระดับชาติ เช่น ภาษีศุลกากรที่เก็บจากสินค้านำเข้า ส่งออก ภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากเหล้าและน้ำมัน และภาษีสรรพากรทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น ขณะเดียวกันจะต้องปรับระบบภาษีไทยให้จัดเก็บให้ครบฐานภาษีโดยเร็ว เช่น ที่รัฐบาลเสนอแล้วและอยู่ในขั้นตอนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คือ ภาษีมรดก และภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ยังมีคนคัดค้านเยอะ

พร้อมกันนี้ มีข้อเสนอให้มีการปรับช่วงเงินได้ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กว้างขึ้น เช่น ช่วงเงินได้อัตราภาษีสูงสุดที่เก็บอยู่ตอนนี้คือ 35% ของเงินได้ 4 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเงินสูงสุดนี้ใช้มา 20 ปีแล้ว ขณะที่เศรษฐกิจเมื่อ 20 ปีก่อนกับตอนนี้ต่างกันสิ้นเชิง จึงควรเปลี่ยนเป็นช่วงเงินได้ที่สูงมากๆ เช่น มากกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งการปรับช่วงเงินได้สูงสุดจะมีผลให้เงินได้ระดับถัดลงมาได้รับการปรับฐานการเก็บภาษี ทั้งหมดจะมีผลให้เกิดการลดภาษี แต่ทุกๆครั้งที่รัฐบาลลดภาษี จะปรากฏว่ารัฐบาลเก็บรายได้มากขึ้น เพราะคนเต็มใจที่จะเข้าระบบมากขึ้น นอกจากนี้ เห็นว่าควรยกเลิกภาษีประเภทอากรแสตมป์ได้แล้ว รวมทั้งให้จัดตั้งคณะกรรมการภาษีอากรระดับชาติ โดยมีองค์ ประกอบทั้งจากภาครัฐบาล ภาคเอกชน ภาควิชาการและภาคประชาชน เพื่อทำหน้าที่ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนาระบบภาษี

ปฏิรูประบบบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ

ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจของไทยมีทรัพย์สินรวมมากถึง 11.8 ล้านล้านบาท มีรายได้รวมกันประมาณ 298,000 ล้านบาท จึงมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

แนวคิดในการปฏิรูปต้องมีการกำหนดบทบาทและภารกิจของส่วนราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้ชัดเจน ว่าหน่วยงานใดเป็นผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานใดเป็นผู้กำกับดูแล หน่วยงานใดทำหน้าที่เป็นเจ้าของ และหน่วยงานใดเป็นผู้ดำเนินการให้บริการ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่ารัฐวิสาหกิจในปัจจุบันยังมีความสับสน ขาดความชัดเจนในการแยกแยะบทบาทจนทำให้เกิดปัญหากับประเทศ คือ กรมการบินพลเรือน (บพ.) ที่ถูกองค์การการบินระหว่างประเทศ (ICAO) ให้คะแนนสอบตก จนเกิดปัญหาต่อเนื่อง

สำหรับหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจ อาจทำเป็นรูปของโฮลดิ้ง คอมปานี หรือองค์กรอิสระ หรือเป็นหน่วยงานรัฐ อย่างเช่น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ที่ทุกวันนี้ทำตัวเหมือนเป็นหน่วยงานกำกับดูแล ทั้งๆที่ควรจะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่แทนเจ้าของ ซึ่งหมายถึงประชาชนในประเทศนี้

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ให้ออกกฎหมายกำหนดให้รัฐบาลสามารถใช้รัฐวิสาหกิจในการดำเนินงานเป็นกรณีพิเศษตามนโยบายรัฐบาลได้ โดยต้องมีการแยกบัญชีออกต่างหาก โดยตั้งเป็นบัญชีบริการสาธารณะ

ปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์

นายสมชัยกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันยังมีประชาชน 25.8% ที่ยังเข้าไม่ ถึงระบบธนาคารไทยและสหกรณ์ออมทรัพย์ คือผู้ที่เข้ามารับภาระให้บริการ ประชาชนในส่วนนี้ มีทั้งเงินฝากเยอะ และเงินกู้เยอะ แต่ที่เห็นกันชัดเจน ตอนนี้ว่าการดำเนินการของสหกรณ์ออมทรัพย์บางแห่งดำเนินการไม่โปร่งใสและเกิดความเสียหายของสมาชิก และจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการเงินโดยรวมได้ ที่สำคัญขาดการกำกับ ดูแลในเชิงวินัยการเงินและ เน้นไปในการให้กู้มากกว่า ส่งเสริมการออมทรัพย์ จึงเสนอแนวทางปฏิรูปให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระ เพื่อเป็นหน่วยงานในการกำกับดูแลและพัฒนาสหกรณ์ออมทรัพย์

มีลักษณะเหมือนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โดยให้อยู่ภายใต้กระทรวงการคลัง ส่วนแนวทางให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้กำกับดูแลนั้นได้หารือกันแล้ว ทาง ธปท.เห็นว่า สหกรณ์ออมทรัพย์มีจำนวนมากและขนาดเล็ก จึงอยากกำกับดูแลเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ ส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่อยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ทำหน้าที่ต่อไปตามภารกิจเดิม เพียงแต่ต้องเพิ่มหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินเข้าไป

ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง กล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกข้อเสนอของคณะกรรมาธิการชุดนี้จะเสนอกลับไปที่รัฐบาลเพราะทุกเรื่องต้องแก้ไขกฎหมายและต้องให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนที่มีบางเรื่องตรงและสอดคล้องกันอยู่แล้วเพราะมีการสื่อสารกันตลอดเพื่อให้การปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง เกิดขึ้นได้จริง.

ภายใต้การทำงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีสมาชิก 249 คน ทำงานโดยตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา 18 ชุด เพื่อทำงานในแต่ละด้าน 13 เม.ย. 2558 02:02 13 เม.ย. 2558 02:02 ไทยรัฐ