วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดบทเรียนฉาว "เครดิต ยูเนี่ยน คลองจั่น" ถึงเวลายกเครื่องสหกรณ์ไทย

ภายใต้การปฏิรูปประเทศ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้กับเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาล “ระบบสหกรณ์” ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่จะสร้างพลังความช่วยเหลือกันภายในชุมชน และสร้างพลังต่อรองกับคนภายนอก

แต่การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทยอย่างรวดเร็ว รวมทั้งความหละหลวมของหน่วยงานรัฐ ทำให้ “ระบบสหกรณ์” เกิดช่องโหว่พลิกกลับตาลปัตรจากองค์กรช่วยคนจน หลายต่อหลายครั้งเรากลับได้ยินข่าว “โกงประชาชน” ของผู้บริหารสหกรณ์ในทุกภูมิภาค โดยคดีที่โด่งดังและสร้างความกังวลใจมากที่สุด คือ “สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น”

เริ่มจากในปี 2556 เกิดเหตุสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด (สคจ.) จำนวนมาก ไม่สามารถเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของตัวเองได้ และเมื่อสอบสวนต่อไป พบว่าปัญหาเกิดจากการทุจริตของผู้บริหาร “ศุภชัย ศรีศุภอักษร” อดีตประธาน สคจ.พร้อมพวกได้เบิกจ่ายเงินของสหกรณ์อันเป็นเท็จ และตกแต่งบัญชีเพื่อปกปิด

ส่งผลให้มีเงินรั่วไหลออกไปทั้งสิ้น 16,725 ล้านบาท ผ่านช่องทาง 4 ทาง คือ 1.การปล่อยกู้สมาชิกสมทบ ซึ่งเป็นนิติบุคคล 28 ราย ประมาณ 11,000 ล้านบาท 2.การเบิกจ่ายเงินยืมทดรอง 3,298 ล้านบาท 3.นำเงินไปบริจาควัดพระธรรมกาย เจ้าอาวาส และพระเลขาฯ เป็นเงิน 937 ล้านบาท และ 4.การนำไปลงทุน โดยการซื้อหุ้นในบริษัทสหประกันชีวิต จำนวน 300 ล้านบาท และทำให้เกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง

สมาชิกจำนวน 56,469 ราย วงเงินรวมกันประมาณ 7,823 ล้านบาท ไม่สามารถถอนเงินฝากได้ และที่สำคัญ เงินจำนวนนี้เป็นเงินจากสหกรณ์อื่นๆ 76 แห่งที่มาฝากเงินไว้ประมาณ 7,700 ล้านบาท สร้างความกังวลต่อเนื่องว่า สหกรณ์ทั้ง 76 แห่ง ซึ่งมีสมาชิก 300,000 คน จะขาดสภาพคล่องไปด้วย สร้างความเดือดร้อนลามเป็นลูกโซ่

แม้ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแล จะพยายามตอกย้ำหลายครั้งว่า สหกรณ์ 76 แห่งไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง เพราะเงินฝาก 7,700 ล้านบาทนั้น คิดเป็นไม่ถึง 10% ของเงินฝากทั้งหมดที่มีรวมประมาณ 80,200 ล้านบาทก็ตาม รวมทั้งได้พยายามจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาต่อเนื่อง

แต่คำยืนยันทั้งหมดนั้น ยังไม่เพียงพอสำหรับสังคมที่ยังคงมีความคลางแคลงใจในมาตรฐานการกำกับดูแลสหกรณ์ ขณะที่การแก้ไขปัญหายังไม่มีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีวิธีการให้คนกลางเข้าไปจัดการปัดกวาดล้างบ้าน สร้างมาตรฐานใหม่ให้เป็นระเบียบ แต่กระบวนการยังคงดูอึมครึมไม่มีความชัดเจน

ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายยังตั้งข้อสังเกตอีกถึงความเชี่ยวชาญในการกำกับและตรวจสอบของกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกังขาด้วยว่า หลายต่อหลายครั้ง “เงินฝากในสหกรณ์” บางแห่ง ได้ถูกล้วงควักออกมาเพื่อเหตุผลทางการเมือง ทั้งการทำนโยบายประชานิยม และใช้ในการหาเสียงของนักการเมือง

“ทีมเศรษฐกิจ” เห็นว่า ปัญหาความไม่มั่นคงและไม่เชื่อมั่นใน “ระบบสหกรณ์” ในขณะนี้ไม่ได้จบลงแค่ “กระบวนการฟื้นฟูกิจการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น” แต่ควรจะมี “กระบวนการแสวงหาองค์กรที่มีความเป็นมืออาชีพเข้ามาจัดการปัญหาในระยะยาว”

เปิดขุมทรัพย์สหกรณ์ 6 แสนล้าน

ก่อนที่จะมองไปข้างหน้า “ทีมเศรษฐกิจ” ขอเสนอภาพรวมระบบสหกรณ์ของไทยทั้งหมดให้ชัดเจนมากขึ้นก่อน โดยระบบสหกรณ์ของไทย แบ่งเป็น 7 ประเภท คือ 1.สหกรณ์การเกษตร 2.สหกรณ์ประมง 3.สหกรณ์นิคม 4.สหกรณ์ร้านค้า 5.สหกรณ์บริการ 6.สหกรณ์ออมทรัพย์ และ 7.สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน

ข้อมูล ณ วันที่ 1 ม.ค.2558 ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ระบุว่ามีสหกรณ์ทั่วประเทศทั้งสิ้น 7,043 แห่ง มีเงินฝากรวมกันทั้งหมด จนถึงไตรมาส 4 ปี 2557 ทั้งสิ้น 623,080 ล้านบาท โดยเป็นเงินฝากของสหกรณ์ออมทรัพย์ 526,128 ล้านบาท สหกรณ์การเกษตร 68,619 ล้านบาท สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 21,382 ล้านบาท สหกรณ์นิคม 3,867 ล้านบาท สหกรณ์บริการ 2,919 ล้านบาท สหกรณ์ร้านค้า 58 ล้านบาท และสหกรณ์ประมง 33 ล้านบาท

แต่ในทางตรงกันข้าม แม้สินทรัพย์มากมายขนาดนี้ แต่สหกรณ์ไทยกลับเป็น “ดินแดนสนธยา” ที่ไม่มีใครได้สัมผัสถึงความจริงที่ซ่อนไว้ และหลังจากคดีการทุจริตขนานใหญ่ในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ข้างในถูกเปิดเผยสู่สาธารณชนมากขึ้น หลังถูกหมกเม็ดเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ เพราะปัญหาความไม่ชอบมาพากลของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปี 56 แต่มีสัญญาณความผิดปกติมาตั้งแต่ปี 46 หรือ 12 ปีก่อน เนื่องจากเริ่มมีการนำเงินฝากของสมาชิกไปปล่อยกู้ให้แก่บุคคลภายนอกประมาณ 246 ล้านบาท ผิดข้อบังคับสหกรณ์ที่กำหนดให้ปล่อยกู้เฉพาะสมาชิกอย่างชัดเจน

ต่อมาในปี 47 กรมส่งเสริมสหกรณ์ตรวจพบปัญหา มีการสั่งการให้แก้ไข แต่เนื่องจากไม่มีการลงโทษ เงินจึงยังถูกผ่องถ่ายออกไปให้คนนอก ผ่านการเปิดรับบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นสมาชิก เงินปล่อยกู้ “คนนอก” เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 6 ปี จาก 246 ล้านบาท ในปี 2546 เพิ่มเป็น 12,000 ล้านบาทในปี 52

สุดท้ายเมื่อ “คนนอก” ผิดนัดชำระหนี้ จึงเกิดปัญหาสภาพคล่อง สมาชิกถอนเงินฝากไม่ได้ในที่สุด

ขณะที่การแก้ไขปัญหายังไม่เคยเกิดขึ้นอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และล่าสุดเมื่อเรื่องแดงขึ้นมาภาระการติดตามเงินที่รั่วไหลและผู้ที่กระทำความผิด กลายเป็นของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขณะที่ตัวสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นอยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการตามคำตัดสินของศาลล้มละลายกลาง โดยกระทรวงเกษตรฯวางแผนหาแหล่งเงินที่จะนำมาเติมสภาพคล่องให้แก่ สคจ.เพื่อฟื้นฟูกิจการ โดยขออนุมัติให้รัฐบาลสั่งการให้สถาบันการเงินของรัฐปล่อยกู้ให้จำนวนประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยรัฐเป็นผู้ชดเชยภาระดอกเบี้ยให้

กลายเป็นการนำภาษีเงินของประชาชนทุกคนมาแบกรับปัญหานิติบุคคลเพียงแห่งเดียว และยังไม่มีการสร้างกระบวนการใหม่เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว หรือรับมืออย่างเป็นขั้นตอนหากเกิดสหกรณ์ล้มอีกในอนาคต ทำให้แหล่งเงินขนาดใหญ่ของคนรากหญ้าตกอยู่ในความเสี่ยง โดยไม่มีการันตีอะไรทั้งสิ้น

เกษตรฯ พล่าน “แก้กฎหมาย”

นอกจากนั้น หลังจากเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้ในด้านลบ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จัดการปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยสั่งให้รื้อขยะออกจากใต้พรม ยกเครื่องกระบวนการกำกับและตรวจสอบ โดยให้ นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรฯ รายงานข้อเท็จจริงเรื่องการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ

ส่วนแนวคิดการถ่ายโอนอำนาจในการกำกับดูแลสหกรณ์ ซึ่งมีเงินฝากของประชาชนมากถึง 623,080 ล้านบาท ไปให้หน่วยงานอื่นๆ ที่มีความเชี่ยวชาญในการควบคุมดูแลสถาบันการเงิน

นายปีติพงศ์มองต่างมุม โดยระบุว่า สหกรณ์ควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรฯ ต่อไป เพราะหลักการสหกรณ์ คือ การช่วยเหลือจุนเจือสมาชิก ไม่มุ่งหากำไร ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับสถาบันการเงินที่ระดมเงินฝาก เพื่อนำไปทำกำไรต่อ

ส่วนการแก้ไขการกำกับดูแลที่ยังมีจุดอ่อนนั้น จะมีการเดินหน้าปรับปรุงขั้นตอนการตรวจสอบ และเพิ่มอำนาจกลับไปกำกับดูแลตั้งแต่ต้น เพื่อวางมาตรฐานที่เหมาะสม และป้องกันการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยเร่งแก้ไขกฎหมายสหกรณ์ใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.เพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปป้องกันความเสียหายของสหกรณ์ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของบุคคลภายนอก เนื่องจากที่ผ่านมาคณะกรรมการสหกรณ์ที่มีเจตนาทุจริตมักเลี่ยงกฎหมายไม่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้โดยอ้างความเป็นนิติบุคคล

2.แก้ไขการจัดการกับเงินสำรองของสหกรณ์ทั้งระบบ เพื่อไว้ช่วยเหลือในยามที่สหกรณ์ขาดทุน หรือขาดสภาพคล่องยามฉุกเฉิน โดยกฎหมายกำหนดให้สหกรณ์สำรองเงินไว้ 10% จากกำไรสุทธิ แต่ในทางปฏิบัติ สหกรณ์ต่างๆ มักแสดงตัวเลขทางบัญชีให้ดูช่วงปิดบัญชีเพียงปีละครั้ง โดยไม่มีการระบุที่มาที่ไปของเงินสำรองที่ชัดเจน

และ 3.แก้ไขระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการสหกรณ์ โดยจะออกกฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการสหกรณ์ต้องเว้นวรรคการทำงานเมื่อครบวาระ ก่อนที่จะกลับเข้ารับตำแหน่งได้อีกครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาการผูกขาดอำนาจและการหาช่องทางทุจริต จากปัจจุบันที่ให้สิทธิ์กรรมการสหกรณ์ดำรงตำแหน่งแบบ “ลากยาว” ได้

เผยทางออก “องค์กรอิสระ” กำกับดูแล

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระทรวงเกษตรฯ จะพยายามแก้ไขการกำกับดูแลที่หละหลวม และปิดช่องการทุจริตเงินฝากของประชาชน รวมทั้งการไซฟ่อนเงินของผู้บริหาร แต่สำหรับสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเงินฝากและสินเชื่อ

“ทีมเศรษฐกิจ” ประเมินว่า แนวทางดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะดูแลผลประโยชน์ของ “สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน” ซึ่งทำหน้าที่คล้ายคลึงกับสถาบันการเงิน

และเป็นอีกครั้งที่สังคมรอบข้างแทบทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า “สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิต ยูเนี่ยน” ควรจะแยกการกำกับดูแลออกมาจาก “กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์” และโอนย้ายไปให้ “องค์กรที่มีความเป็นมืออาชีพ” ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือการตั้ง “องค์กรอิสระ” ใหม่ขึ้นมาแทน

ล่าสุด คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้เสนอให้ตั้งหน่วยงานใหม่ ในลักษณะ “องค์กรอิสระ” ขึ้นมากำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มมาตรฐานสหกรณ์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

โดยกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สปช. ระบุว่า “องค์กรอิสระ” ที่ว่านี้ จะเป็นโครงสร้างการบริหาร อำนาจ หน้าที่การกำกับดูแลในลักษณะเดียวกันกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจการประกันภัย (คปภ.)

ขณะที่ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เจ้าของหน่วยงานที่หลายความเห็นแนะให้โอนถ่ายงานกำกับดูแล “สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน” เช่นเดียวกับคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซุปเปอร์บอร์ด) มีมติโอนย้ายการกำกับดูแล “ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ” มาให้ ธปท.ดูแล มีความเห็นว่า

“ก่อนหน้าที่จะโอนธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมาให้ ธปท.นั้น เคยมีการเสนอให้ตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาดูแลทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐและสหกรณ์ออมทรัพย์ แต่สุดท้ายตัดสินใจให้ ดูแลเฉพาะธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ

ขณะที่สหกรณ์มีจำนวนมาก เฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์อย่างเดียวมีประมาณ 1,400 แห่ง และเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ 180 แห่ง ซึ่งถ้ามองในเนื้องานมากเกินไปที่จะนำมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. แต่หากเป็นไปตามแนวคิดเดิมคือ การตั้ง “องค์กรอิสระ” ขึ้นมากำกับดูแล ในส่วนตัวเห็นว่ามีความเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาเข้าหลักสูตรการกำกับสถาบันการเงินที่โรงเรียนผู้กำกับสถาบันการเงินของ ธปท. ขณะเดียวกันมีการประสานงานไปยังสมาคมธนาคารไทยและธนาคารพาณิชย์ ซึ่งพร้อมอบรมเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ และให้ฝึกงานในธนาคารพาณิชย์เพื่อนำไปปรับปรุงมาตรฐานการทำงาน ซึ่งจะช่วยสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับระบบสหกรณ์ในอนาคต

ขณะที่อีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยประชาชนที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ได้รับการคุ้มครอง นายประสาร ให้คำแนะนำว่า การผลักดันให้สหกรณ์เข้าเป็นสมาชิกบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิต บูโร) และสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.และเครดิต บูโรได้ร่วมกันดำเนินการ และมีสหกรณ์เข้าเป็นสมาชิกเครดิต บูโรนำร่องแล้ว 5 แห่ง”

ใช้มาตรฐานเทียบแบงก์พาณิชย์

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ในหลักการกฎเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติของสหกรณ์ถือว่าดีอยู่แล้ว โดยมีหลักการคือ “สมาชิกเข้ามารวมตัวกันเป็นกลุ่มและช่วยเหลือกันดูแลกัน” แต่หลักการจัดตั้งสหกรณ์ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกคือ ไม่ได้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อรับฝากเงินจากประชาชน แต่เหมือนกับผู้ใหญ่ช่วยเด็ก เข้าทำนองคนที่มีรายได้มากช่วยคนที่มีรายได้น้อย

ปัญหาที่เกิดขึ้น การขยายตัวเศรษฐกิจไทยมีอัตราเติบโตอย่างรวดเร็ว ความเจริญมีมากขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้หลักการเดิมๆ ที่เคยวางไว้ในอดีตได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เช่น การเพิ่มหลักเกณฑ์การรับฝากเงินจากสมาชิกสมทบของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ทำให้ความรับผิดชอบของสหกรณ์ฯ ไม่ได้อยู่ที่ตัวสมาชิกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ขยายไปยังผู้ฝากเงินคนอื่นๆด้วย

ความเสี่ยงและช่องโหว่ที่จะนำไปสู่การทุจริตของผู้บริหารสหกรณ์ในปัจจุบันจึงมีมากขึ้น ดังนั้น ปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการใช้จ่ายเงินและการลงทุนของสหกรณ์ ควรได้รับการแก้ไขด้วยการเพิ่มการกำกับดูแลเรื่องความมั่นคงของฐานะการเงินตามมาตรฐานสากล มีการสำรองเงิน กองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส เรโช) รวมถึงมีการตรวจสอบที่เข้มงวดและสม่ำเสมอจากหน่วยงานที่กำกับดูแลโดยตรง

“หากต้องการความร่วมมือ สศค.ก็มีความยินดีให้ความช่วยเหลือ เพราะสิ่งที่ขาดหายของระบบสหกรณ์บ้านเราคือ การขาดบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด ทำให้สหกรณ์บางแห่งอาศัยช่องโหว่นี้เป็นเส้นทางการนำเงินของสมาชิกไปใช้อย่างไม่โปร่งใส”

ท้ายที่สุด จากความเสียหายจำนวนมากที่เกิดขึ้นกับ “ระบบสหกรณ์” ของไทย “ทีมเศรษฐกิจ” เห็นว่ารัฐบาลจะต้องตระหนักถึงปัญหาและความไม่เป็นมืออาชีพในช่วงที่ผ่านมา และตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่ดึงอำนาจดังกล่าวออกจากกระทรวงเกษตรฯ เพื่อความมั่นคงในระบบสหกรณ์ของประเทศ และเพื่อปลดแอกจากการแทรกแซงทางการเมือง จะโอนถ่ายการกำกับดูแลให้ ธปท. กระทรวงการคลัง หรือตั้งองค์กรอิสระขึ้นมากำกับดูแล จำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้.

ทีมเศรษฐกิจ

12 เม.ย. 2558 10:00 12 เม.ย. 2558 10:03 ไทยรัฐ