วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขุมทรัพย์ผู้สูงวัย เรื่องเก่าไม่เล่าก็ลืม

เมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังเผชิญสภาพสังคมสูงอายุต้องการให้รัฐดูแล ไม่ว่า...สหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือแม้แต่ฝั่งเอเชีย...ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ กระทั่งประเทศไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว

ดร.สมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานมูลนิธิสถาบันพัฒนาสยาม บรรยายพิเศษเรื่อง “ทางเลือกและรูปแบบการออมสู่วัยสูงอายุ” สะท้อนว่าสังคมชราภาพเป็นสังคมขนาดใหญ่ของโลก ประเทศไทยเข้าสู่สังคมวัยชราเร็วกว่าประเทศอื่นเมื่อเทียบระดับขั้นพัฒนาการเศรษฐกิจ

“ประเทศแถบสแกนดิเนเวียมีคนแก่เยอะ...แต่เป็นหลังยุคพัฒนาอุตสาหกรรม ก็มีความพร้อมอยู่มากที่เผชิญสังคมวัยชรา เพราะเขามีรายได้สูง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเต็มที่ มีเงินออมเยอะ

แต่...ไทยกำลังเป็นประเทศกำลังพัฒนาอยู่ มีรายได้ระดับปานกลาง พยายามตะเกียกตะกายให้พ้นจากรายได้ปานกลาง เรากลับต้องเผชิญกับภาวะสังคมที่เปลี่ยนแปลง มีสังคมชราภาพมากขึ้น”

วิธีการดูแลผู้สูงอายุมี 2 แบบ แบบโลกตะวันตก และ โลกตะวันออก โดยฝั่งซีกโลกตะวันตกนั้นเป็นสังคมครอบครัวเล็ก พอลูกโตขึ้นก็จะแยกไปมีครอบครัว พอถึงคราวพ่อแม่แก่ชราก็มีโรงเลี้ยงคนแก่

“ทางเลือกในการดูแลผู้สูงอายุแบบตะวันตก มีโรงเลี้ยงคนแก่ สำนักงาน สถาบันสำหรับดูแลคนชรา...คนชราก็ไม่เป็นภาระของคนในครอบครัว มีพยาบาล มีหมอคอยดูแล”

ขณะที่สังคมฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะเอเชียโดยมากอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ แต่เมื่อวัฒนธรรมตะวันตกขยายอิทธิพลข้ามแกนโลก มายังตะวันออก ทำให้วิถีชีวิตคนเอเชียเปลี่ยนไป...จากครอบครัวใหญ่ก็เปลี่ยนมาเป็นครอบครัวเล็ก วิถีคนเมืองเร่งรีบมากขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่มีเวลาดูแลครอบครัว

“วิถีชีวิตแบบตะวันออกถูกทำลายไป รักษาไว้ไม่ได้ เพราะเรากำลังเป็นอุตสาหกรรม ทันสมัยมากขึ้น คนอพยพมาอยู่ในเมืองมากขึ้น เป็นธุรกิจ ไม่มีเวลาให้กันและกัน ถ้ามีคนแก่ในบ้านก็เป็นภาระลูกหลาน”

ดร.สมชัย บอกว่า เมื่อวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของเราถูกทำลายไปโดยไม่สามารถยับยั้งได้ เมื่อสังคมไทยเข้าสู่วัยชราจึงเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมว่าจะจัดการอย่างไร รองรับสังคมชราภาพให้อยู่ได้สงบสุข

“การออมเพื่อการชราภาพ”...ต้องเริ่มตั้งแต่ยังไม่ชรา เพราะแก่แล้วไม่มีรายได้ ต้องเตรียมตัวแก่ตั้งแต่ยังไม่แก่...ที่คิดไว้คือระบบ 3 เสาหลัก เสาหลักแรก...เป็นพื้นฐานบริการทางสังคม รวมถึงการประกันชราภาพ ทำอย่างไรให้มีชีวิตในวัยชราอยู่ได้โดยไม่เป็นปัญหาของสังคม และอยู่ได้โดยสงบสุข

เสาหลักที่สอง...การออกกฎหมายบังคับให้ผู้ที่มีรายได้ระดับหนึ่งต้องทำการออมสำหรับชราภาพโดยต้องเป็นการออมภาคบังคับ และ เสาหลักที่สาม...เป็นการออมโดยสมัครใจ อย่างเช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่างๆ

“เราต้องทำรากที่ 1 ให้แข็งแรง...รากที่ 2 ให้สมบูรณ์ ไม่มีรัฐใดดูแลคนทั้งประเทศได้ คนต้องมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องพึ่งรัฐบาล รัฐมีหน้าที่แค่จัดระบบให้คนวัยชรามีความสุข ไม่ทุกข์ยาก ให้ช่วยตัวเองระหว่างมีกำลังวังชาดูแลตัวเองได้อยู่”

“การออม” จึงเป็นสิ่งสำคัญ คงต้องตั้งตารอดูกันว่ารัฐจะส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยรู้จักเก็บออมเงิน เพื่อใช้ในยามชราได้จริงจังมากน้อยแค่ไหน...เมื่อทุกคนต้องแก่ ก็ควรที่จะต้องแก่อย่างมีความสุข

ประสบการณ์นับเป็นของล้ำค่าที่อยู่ในแต่ละตัวบุคคล โดยเฉพาะกับ “ผู้สูงอายุ”...ที่แน่นอนว่าการเดินทางของเข็มเวลาชีวิตที่มากล้น...ผ่านวันคืน แต่ละคนย่อมจดจำเรื่องราวทั้งดีและร้ายอยู่ในความทรงจำ

การนำความทรงจำที่ผ่านพ้นของผู้สูงอายุแปรเปลี่ยนจากการเก็บงำไว้คนเดียว หากได้ถ่ายทอดออกมาสู่คนรุ่นหลัง เพื่อให้ได้เรียนรู้ทั้งเรื่องดีและข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ในเยาวชนรุ่นลูกหลานให้ก้าวย่างในทางของชีวิตที่ยังอีกยาวไกล ให้เดินอย่างถูกต้อง ย่อมมีประโยชน์มากล้น

นพ.ประทีป หุตางกูร ในวัย 83 ปี วันนี้ได้เขียนหนังสือเล่มแรกในชีวิตในช่วงบั้นปลายถ่ายทอดเรื่องราวในวัยเยาว์ตามความทรงจำของบ้านเกิดที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

“เรื่องเล่าของเด็กโจ้งคลำ” เรื่องราวของธรรมชาติ ชาวประมง วิถีชีวิตชาวบ้านดั้งเดิมถูกถ่ายทอดออกมาทำให้บ้านโจ้งคลำที่แต่เดิมเป็นหมู่บ้านหนึ่งในเกาะสมุย และปัจจุบันนี้ไม่หลงเหลือความเป็นชุมชนแล้ว ได้กลับมาโลดแล่นมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

“ผมชอบอ่านหนังสือตั้งแต่หนุ่มๆ แต่เพิ่งมารู้จักคอมพิวเตอร์เมื่ออายุเจ็ดสิบ...ความว่าง บวกกับภาพความทรงจำ เป็นเหมือนภาพยนตร์ชีวิตที่ถ่ายทอดวนเวียนอยู่ในความคำนึง จึงคิดว่าฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้หากตายไปก็คงถูกเผาไปกับเรา ทำอย่างไรจึงจะให้มันได้คงอยู่ ก็ต้องผ่านการเขียน ถ่ายทอดเรื่องราวออกมา”

เกาะสมุยในยุคก่อน ก่อนที่จะถูกความเจริญเข้าลบเลือน ที่ที่เกิดและโต วันเวลาผ่านมาถึงวันนี้ นพ.ประทีปไม่ได้เรียกร้องให้เอาเกาะสมุยกลับคืนมาจากความเจริญ เพียงแต่โอดครวญด้วยความเสียดายธรรมชาติ อยากให้คนรุ่นหลังได้เห็นบ้านโจ้งคลำที่ผ่านความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

นพ.ประทีปมองถึงความสำคัญของผู้สูงวัยให้กล้าลุกขึ้นมาทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อลูกหลานว่าผู้สูงอายุแต่ละคนย่อมมีภาพยนตร์เก่าอยู่ในหัว... “เรื่องของเราอาจไม่ยิ่งใหญ่หรือมีพลังขจัดความชั่วร้ายทุกอย่างให้หมดไป แต่ก็มีค่าไม่ต่างกับหยดน้ำสำหรับดอกไม้ซึ่งกำลังเฉา ทำให้ดอกไม้ยังมีแรงชูช่ออวดสีกับกลิ่นหอม เติมความงามให้โลกต่อไปจนกว่าจะถึงเวลาจากกัน”

ไม่ต่างจาก นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ในวัย 90 ปี ที่พกพาร่างกายที่ยังแข็งแรงกระฉับกระเฉง มาร่วมวงสนทนาพร้อมให้ข้อคิดกับความสำคัญของผู้สูงอายุที่มีต่อสังคมในขนาดต่างๆว่า...“เรื่องเก่าๆของคนวัยสูงอายุหลายครั้งย่อมเป็นที่น่าเบื่อของคนรุ่นใหม่ เพราะบางเรื่องที่เราตั้งใจจะถ่ายทอดบางครั้งเขาก็ไม่อยากที่จะรับฟัง แต่เราเองก็ต้องไม่เบื่อ ต้องอดทน เพราะเชื่อได้เลยว่าวันหนึ่งเขาก็ต้องมาขอประสบการณ์ความรู้ของเราเอง”

อย่าลืมว่า...ประสบการณ์ของเราย่อมมีค่าต่อคนรุ่นหลัง อยู่ที่ว่าจะเลือกถ่ายทอดออกมาในลักษณะใด

ดั่งเช่นประโยชน์จากประสบการณ์คนรุ่นเก่าที่ นพ.ประทีป ได้ถ่ายทอดออกมาให้เป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นใหม่ได้ทราบ นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้สูงอายุจะได้ลุกขึ้นมาทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้บ้าง ส่วนผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวนั้นก็ควรจะได้รับความรู้จากอดีต เพื่อใช้ในการก้าวเดินของชีวิตต่อไป
เชื่อได้ว่า...ผู้สูงอายุท่านคงไม่ได้ต้องการอะไรจากลูกหลานหรือคนรุ่นใหม่มากนัก เพราะด้วยวัยที่มากขึ้น การให้ในห้วงความคิดคงต้องมีมากกว่าการรับมา ยิ่งหากได้ใช้ความมีประโยชน์ของตัวเองตอบแทนไปยังลูกหลานหรือสังคม ย่อมทำให้เกิดความสุขใจอย่างเต็มเปี่ยมแน่นอน

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว สิ่งที่ไม่ควรจะละเลยหาใช่มาอยู่ที่ตัวของผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว แต่ขณะเดียวกันลูกหลานต้องเป็นฝ่ายคำนึงถึงคุณค่าที่มีในตัวของผู้สูงอายุ

“ความสามารถแห่งวัยอาจถดถอยลงตามกาลเวลา แต่ความรู้...ประสบการณ์ที่สั่งสมตลอดชีวิตนั้นหาได้หยุดอยู่คงที่ ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิด พร้อมจะถ่ายทอดเพื่อให้เกิดประโยชน์”

นพ.บรรลุ ศิริพานิช กล่าวทิ้งท้าย.

เมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังเผชิญสภาพสังคมสูงอายุต้องการให้รัฐดูแล ไม่ว่า...สหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือแม้แต่ฝั่งเอเชีย...ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ กระทั่งประเทศไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว 12 เม.ย. 2558 08:40 12 เม.ย. 2558 08:41 ไทยรัฐ