วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อาญาทัพ

อาญาทัพ

  • Share:

ในยามศึกสงคราม โดยเฉพาะเมื่อข้าศึกประชิดติดเมือง ทหารต้องทำตามคำสั่งแม่ทัพโดยเด็ดขาด หากพลาดพลั้ง ก็ต้อง เจออาญาทัพ โทษแรง ฟังแล้วน่าขนสยองพองเกล้า

และจะยิ่งรุนแรงหนัก หากเป็นโทษฐานกบฏ อย่างเจ้าอนุวงศ์ เวียงจันทน์ ถึงขั้นต้องลงโทษด้วย เครื่องกรรมกรณ์

กรรมกรณ์ (อ่านว่ากำมะกอน) แปลว่า เครื่องสำหรับลงอาญา มี ครก สาก สำหรับโขก มีเบ็ดสำหรับเกี่ยวแขวน มีกระทะสำหรับต้ม มีขวานผ่าอก มีเลื่อยไว้สำหรับเลื่อย

ในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์ ต้นสกุลสิงหเสนีย์) จับเจ้าอนุวงศ์ได้ส่งตัวมากรุงเทพฯ โปรดให้จำไว้ที่ทิมแปดตำรวจ และทำที่ประจาน ตรงหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์

ชะตากรรมของเจ้าอนุวงศ์ ยังไม่ถึงขั้นถูกใช้เครื่องกรรมกรณ์ หลังถูกประจานประมาณ 7–8 วัน ก็ป่วยเป็นโรคลงโลหิตตาย

ย้อนไปถึงสมัยรัชกาลที่ 1 มีบันทึกการใช้อาญาทัพเด็ดขาด ใส่ครกโขลก สับศีรษะสามเสี่ยง

เจ้าพระยาทิกาพรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เล่าไว้ในหนังสือ พระราช– พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ตอนรบพม่า...ว่า

เมื่อสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ยกทัพหลวงออกจากกรุงเทพฯ รวมพลได้ 3 หมื่น ก็หยุดยั้งตั้งทัพ ที่ตำบลลาดหญ้า เหนือเมืองกาญจนบุรี

ทรงมีพระราชบัณฑูร ดำรัสให้ท้าวพระยา นายทัพ นายกอง ทั้งปวง ยกพลทหารออกโจมตีค่ายพม่า พม่าก็ต่อรบเป็นสามารถ ต่างล้มตายกันทั้งสองฝ่าย ทัพไทยจะหักเอาค่ายพม่ามิได้ ก็ถอยเข้าค่าย

วังหน้า ทรงสั่งให้ทำครกสากขนาดใหญ่ 3 สำรับ ไว้ในค่ายหลวง ดำรัสให้ประกาศแก่นายทัพนายกอง และทหารทั้งปวงว่า “ถ้าผู้ใดถอยหนีพม่าข้าศึก จะเอาตัวลงครกโขลกเสีย”

แล้ววังหน้าก็เริ่มยุทธการรบพม่าต่อ สั่งให้พระยาสีหราชเดโช พระยาท้ายน้ำ พระยาเพชรบุรี เป็นนายทัพกองโจร ให้พระยารามกำแหง พระยาเสนานนท์ เป็นปลัดทัพ ถือพล 500 ลัดป่าไปคอยตีกองลำเลียงของพม่าที่ช่องแคบ ตำบลพุไทร

แต่นายทัพทั้งสาม กลับย่อท้อต่อข้าศึก พาทหารหลีกหนีไปตั้งทัพที่อื่น

พวกขุนหมื่นในกองทัพ มาร้องกล่าวโทษให้กราบทูล จึงมีรับสั่งให้พระยามณเฑียรบาล พาทหารไปจับตัวนายกองทั้ง 3 ปลัดทัพทั้ง 2 รวมเป็น 5 มาพิจารณาโทษ เมื่อพิจารณาได้ความเป็นสัตย์สมคำโจทก์

คณะข้าหลวงลงอาญาทัพตามรับสั่ง ตัดหัวนายกองทั้งสามใส่ชะลอม เอาดาบสับหัวปลัดทัพทั้งสอง คนละสามเสี่ยง

แล้วเอาหัวทั้ง 5 มาถวาย ณ ค่ายหลวง แล้วให้เอาหัวเหล่านั้นเสียบประจานไว้หน้าค่าย อย่าให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่าง

เพราะใช้อาญาทัพเด็ดขาด...ขนาดนี้ แม่ทัพนายกองกลัวอย่างนี้ วังหน้าจึงมีอีกชื่อถูกเรียกลับหลังว่า...พระยาเสือ

สงครามยุคนั้น เดิมพันด้วยการเสียบ้านเสียเมือง ...ไทยเราเสียกรุงศรีอยุธยามาแล้วสองครั้ง ครั้งนั้น รัชกาลที่ 1 ท่านเพิ่งตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ฟื้นฟูบ้านเมืองใหม่

หากแม่ทัพไม่เข้มแข็งเฉียบขาด คุมทัพที่มีกำลังน้อยกว่าคงหักหาญเอาชนะพม่าข้าศึกไม่ได้

ประวัติศาสตร์คงต้องบันทึกว่า เราเสียกรุงเป็นครั้งที่ 3

ผมอ่านพงศาวดารเรื่องนี้แล้ว ไม่พะวง ไม่สงสัย...หากแม่ทัพจะใช้กฎอัยการศึก หรือจะเปลี่ยนมาใช้มาตรา 44 ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด...เพื่อรักษา...บ้านเมือง

ประเด็น...อยู่ที่เห็นไม่ตรงกัน ทหารเขามองว่า สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะศึกสงคราม แต่พลเมืองบางสีบางเหล่า...เขาไม่เห็นเป็นสงคราม

ผมสังกัดพวกไม่เอาไหน มาแต่ไหนแต่ไร...เห็นตรงกับทหาร

บ้านเมืองเราอยู่ในภาวะสามสงคราม สงครามรบกันเองภายใน สงครามกับพวกคอร์รัปชัน สงครามเศรษฐกิจกับนานาประเทศ รบกันมารบกันไป เผลอนิดเดียว 10 ปี ไทยแลนด์ผู้เคยเกรียงไกร กลายเป็นคนป่วยของเอเชียไปเสียแล้ว.

กิเลน ประลองเชิง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้