วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อาญาทัพ

ในยามศึกสงคราม โดยเฉพาะเมื่อข้าศึกประชิดติดเมือง ทหารต้องทำตามคำสั่งแม่ทัพโดยเด็ดขาด หากพลาดพลั้ง ก็ต้อง เจออาญาทัพ โทษแรง ฟังแล้วน่าขนสยองพองเกล้า

และจะยิ่งรุนแรงหนัก หากเป็นโทษฐานกบฏ อย่างเจ้าอนุวงศ์ เวียงจันทน์ ถึงขั้นต้องลงโทษด้วย เครื่องกรรมกรณ์

กรรมกรณ์ (อ่านว่ากำมะกอน) แปลว่า เครื่องสำหรับลงอาญา มี ครก สาก สำหรับโขก มีเบ็ดสำหรับเกี่ยวแขวน มีกระทะสำหรับต้ม มีขวานผ่าอก มีเลื่อยไว้สำหรับเลื่อย

ในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์ ต้นสกุลสิงหเสนีย์) จับเจ้าอนุวงศ์ได้ส่งตัวมากรุงเทพฯ โปรดให้จำไว้ที่ทิมแปดตำรวจ และทำที่ประจาน ตรงหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์

ชะตากรรมของเจ้าอนุวงศ์ ยังไม่ถึงขั้นถูกใช้เครื่องกรรมกรณ์ หลังถูกประจานประมาณ 7–8 วัน ก็ป่วยเป็นโรคลงโลหิตตาย

ย้อนไปถึงสมัยรัชกาลที่ 1 มีบันทึกการใช้อาญาทัพเด็ดขาด ใส่ครกโขลก สับศีรษะสามเสี่ยง

เจ้าพระยาทิกาพรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เล่าไว้ในหนังสือ พระราช– พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ตอนรบพม่า...ว่า

เมื่อสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ยกทัพหลวงออกจากกรุงเทพฯ รวมพลได้ 3 หมื่น ก็หยุดยั้งตั้งทัพ ที่ตำบลลาดหญ้า เหนือเมืองกาญจนบุรี

ทรงมีพระราชบัณฑูร ดำรัสให้ท้าวพระยา นายทัพ นายกอง ทั้งปวง ยกพลทหารออกโจมตีค่ายพม่า พม่าก็ต่อรบเป็นสามารถ ต่างล้มตายกันทั้งสองฝ่าย ทัพไทยจะหักเอาค่ายพม่ามิได้ ก็ถอยเข้าค่าย

วังหน้า ทรงสั่งให้ทำครกสากขนาดใหญ่ 3 สำรับ ไว้ในค่ายหลวง ดำรัสให้ประกาศแก่นายทัพนายกอง และทหารทั้งปวงว่า “ถ้าผู้ใดถอยหนีพม่าข้าศึก จะเอาตัวลงครกโขลกเสีย”

แล้ววังหน้าก็เริ่มยุทธการรบพม่าต่อ สั่งให้พระยาสีหราชเดโช พระยาท้ายน้ำ พระยาเพชรบุรี เป็นนายทัพกองโจร ให้พระยารามกำแหง พระยาเสนานนท์ เป็นปลัดทัพ ถือพล 500 ลัดป่าไปคอยตีกองลำเลียงของพม่าที่ช่องแคบ ตำบลพุไทร

แต่นายทัพทั้งสาม กลับย่อท้อต่อข้าศึก พาทหารหลีกหนีไปตั้งทัพที่อื่น

พวกขุนหมื่นในกองทัพ มาร้องกล่าวโทษให้กราบทูล จึงมีรับสั่งให้พระยามณเฑียรบาล พาทหารไปจับตัวนายกองทั้ง 3 ปลัดทัพทั้ง 2 รวมเป็น 5 มาพิจารณาโทษ เมื่อพิจารณาได้ความเป็นสัตย์สมคำโจทก์

คณะข้าหลวงลงอาญาทัพตามรับสั่ง ตัดหัวนายกองทั้งสามใส่ชะลอม เอาดาบสับหัวปลัดทัพทั้งสอง คนละสามเสี่ยง

แล้วเอาหัวทั้ง 5 มาถวาย ณ ค่ายหลวง แล้วให้เอาหัวเหล่านั้นเสียบประจานไว้หน้าค่าย อย่าให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่าง

เพราะใช้อาญาทัพเด็ดขาด...ขนาดนี้ แม่ทัพนายกองกลัวอย่างนี้ วังหน้าจึงมีอีกชื่อถูกเรียกลับหลังว่า...พระยาเสือ

สงครามยุคนั้น เดิมพันด้วยการเสียบ้านเสียเมือง ...ไทยเราเสียกรุงศรีอยุธยามาแล้วสองครั้ง ครั้งนั้น รัชกาลที่ 1 ท่านเพิ่งตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ฟื้นฟูบ้านเมืองใหม่

หากแม่ทัพไม่เข้มแข็งเฉียบขาด คุมทัพที่มีกำลังน้อยกว่าคงหักหาญเอาชนะพม่าข้าศึกไม่ได้

ประวัติศาสตร์คงต้องบันทึกว่า เราเสียกรุงเป็นครั้งที่ 3

ผมอ่านพงศาวดารเรื่องนี้แล้ว ไม่พะวง ไม่สงสัย...หากแม่ทัพจะใช้กฎอัยการศึก หรือจะเปลี่ยนมาใช้มาตรา 44 ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด...เพื่อรักษา...บ้านเมือง

ประเด็น...อยู่ที่เห็นไม่ตรงกัน ทหารเขามองว่า สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะศึกสงคราม แต่พลเมืองบางสีบางเหล่า...เขาไม่เห็นเป็นสงคราม

ผมสังกัดพวกไม่เอาไหน มาแต่ไหนแต่ไร...เห็นตรงกับทหาร

บ้านเมืองเราอยู่ในภาวะสามสงคราม สงครามรบกันเองภายใน สงครามกับพวกคอร์รัปชัน สงครามเศรษฐกิจกับนานาประเทศ รบกันมารบกันไป เผลอนิดเดียว 10 ปี ไทยแลนด์ผู้เคยเกรียงไกร กลายเป็นคนป่วยของเอเชียไปเสียแล้ว.

กิเลน ประลองเชิง

12 เม.ย. 2558 07:59 12 เม.ย. 2558 07:59 ไทยรัฐ