วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลุ้น “ดีลนิวเคลียร์” อิหร่าน ชิงขุดทองยุคเปิดประเทศ

ผู้นำสูงสุด–อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เข้าร่วมการประชุมในกรุงเตหะราน เมื่อ 9 เม.ย. ก่อนแถลงว่า ยังไม่มีข้อรับประกันใดๆ ว่าจะมีข้อตกลงขั้นสุดท้ายเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน (เอเอฟพี)

เจรจากันแบบมาราธอน ล่มแล้วล่มอีก มายาวนานถึง 12 ปี ในที่สุด กลุ่มมหาอำนาจของโลก 6 ประเทศ ที่เรียกว่า “พี 5+1” คือสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย และเยอรมนี ก็สามารถบรรลุ “กรอบข้อตกลง” (Framework agreement) กับ “อิหร่าน” ได้เป็นครั้งแรก ในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

สาระหลักๆ ภายใต้กรอบข้อตกลงในการเจรจาที่เมืองโลซาน สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งเลยเส้นตายที่ขีดไว้ถึง 2 วัน ระบุว่า อิหร่านต้องตัดลดปริมาณแร่ยูเรเนียมเข้มข้นที่ใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ในคลังของตนลง และลดจำนวนเครื่องหมุนเหวี่ยง (centrifuges) ซึ่งใช้ทำแร่ยูเรเนียมเข้มข้นเพิ่มเติมลงกว่า 2 ใน 3

และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทั้งในภาคการค้า การเงิน และพลังงาน ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และของสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรป (อียู) ที่บังคับใช้แต่ฝ่ายเดียวกับอิหร่าน จะทยอยยกเลิก ถ้าทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ตรวจสอบและยืนยันว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงจริง

ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายยังเจรจากันต่อในรายละเอียด เพื่อลงนาม “ข้อตกลงขั้นสุดท้าย” (Final agreement) กันให้ได้ภายใน 30 มิ.ย.นี้ ซึ่งก็ยังต้องลุ้นกันว่าจะสำเร็จหรือไม่! เพราะข้อตกลงนี้ถูกต่อต้านสุดๆ จากพวก “สายเหยี่ยว” ในอิหร่านและสภาคองเกรสสหรัฐฯ ไปจนถึง “อิสราเอล” ภายใต้การนำของนายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งมีอิทธิพลอย่างสูงในสภาคองเกรสสหรัฐฯ

เนทันยาฮูซึ่งหวาดระแวงอิหร่านเข้าเส้นเลือดชี้ว่า ข้อตกลงนี้อิหร่านเป็นฝ่ายได้เปรียบ ถ้ายกเลิกคว่ำบาตร อิหร่านจะยิ่งเข้มแข็งและลักลอบผลิตอาวุธนิวเคลียร์ต่อไปจนสำเร็จสักวัน ซึ่งนั่นจะเป็นมหันตภัยต่ออิสราเอล เนทันยาฮูยังเรียกร้องให้อิหร่านรับรองการคงอยู่ของประเทศอิสราเอลในข้อตกลงนี้ด้วย แต่ถูกผู้นำสหรัฐฯปฏิเสธ

นอกจากนี้ “อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่านก็ออกโรงแถลงเองว่า ไม่มีหลักประกันใดๆว่าจะมี “ข้อตกลงขั้นสุดท้าย” ตนไม่เคย ไว้ใจอเมริกา แม้จะไม่สนับสนุนหรือคัดค้านข้อตกลงนี้

ทั้งคาเมนีและประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ยังยืนยันว่าจะไม่ลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้าย ถ้ามาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดไม่ถูกยกเลิก “ในวันแรก” ที่ข้อตกลงนี้มีผลบังคับ ซึ่งสวนทางกับสหรัฐฯ ที่ระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรจะถูกทยอยยกเลิกเป็นลำดับ ขึ้นอยู่กับ “ความประพฤติ” ของอิหร่านว่าปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่

ก่อนถึงเส้นตาย 30 มิ.ย. ทั้งสองฝ่ายต้องใช้แท็กติกต่อรองกันสุดเข้มข้น เพื่อให้ฝ่ายตนได้ประโยชน์มากที่สุดในข้อตกลงขั้นสุดท้าย ท่ามกลางการลุ้นตัวโก่งของบรรดา “นักลงทุน” ที่จ้องจะเข้าไปเจาะตลาดอิหร่านมานานแล้ว โดยเฉพาะหลังจากมี “ข้อตกลงชั่วคราว” ที่นครเจนีวา เมื่อเดือน พ.ย. 2556

ตั้งแต่นั้นกลุ่มบริษัทของยุโรปหรือแม้แต่สหรัฐอเมริกาเอง ก็จ้องอิหร่านตาเป็นมัน บางบริษัทเริ่มร่างแผนลงทุนในอิหร่าน ซึ่งเป็น “ตลาดที่ยังไม่เปิด” ขนาดใหญ่ มีประชากรกว่า 78 ล้านคน ผู้บริโภคมีการศึกษาและกำลังซื้อสูง บางบริษัทวิ่งหาหุ้นส่วนและตัวแทนในอิหร่าน รับสมัครทีมงาน และหาที่ตั้งสำนักงานกันแล้ว

ถ้ามีข้อตกลงขั้นสุดท้ายและการคว่ำบาตรถูกยกเลิก นักลงทุนที่เข้าไปยึดหัวหาดก่อนย่อมได้เปรียบในตลาดอิหร่าน ซึ่งนายมาร์ติน ซอร์เรล แห่ง “WPP” บริษัทโฆษณาและประชาสัมพันธ์ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ เคยเปรียบเปรยไว้ว่าเป็นตลาดที่ยังไม่เปิดที่ใหญ่ที่สุด ก่อนถึงคิว “ดาวอังคาร” และ “ดวงจันทร์” เลยทีเดียว

เมื่ออิหร่านเปิดประเทศ ผู้ที่จะได้รับประโยชน์อย่างยิ่งก็คือชาวอิหร่านเองด้วย โดยเฉพาะชนชั้นกลางที่มีการศึกษาและกำลังซื้อสูง ไปจนถึงผู้ป่วยที่ต้องการยาหรือเวชภัณฑ์นำเข้าจากต่างชาติ และอุตสาหกรรมการบินที่ย่ำแย่ เพราะขาดแคลนเครื่องบินและอะไหล่ เนื่องจากถูกคว่ำบาตรมายาวนาน

แต่การเข้าไปทำธุรกิจในอิหร่านก็ไม่ใช่เรื่องหมูๆ เพราะเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของอิหร่านถูกครอบงำโดยกลุ่มบุคคลผู้ทรงอำนาจ ซึ่งใกล้ชิดกับอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุด รวมทั้งเหล่าผู้นำกองทัพและกองกำลังรักษาความมั่นคงอย่าง “กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ” ซึ่งบางคนเป็นพวกสายเหยี่ยวที่แทบจะไม่ขึ้นตรงกับใคร

นี่ยังไม่นับปัญหาในระบบ “ศาลยุติธรรม” ซึ่งมักรับคำสั่งจาก “เบื้องบน” !

ตัวอย่างที่ว่าอิหร่านถูกควบคุมโดยคณะผู้มีอำนาจเหนือกว่ารัฐบาล เช่นในปี 2547 จู่ๆ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติสั่งยกเลิกสัญญากับบริษัทของตุรกีซึ่งเข้าไปทำธุรกิจให้บริการในสนามบินกรุงเตหะรานที่เพิ่งเปิดใหม่ และให้บริษัทของตัวเองเข้าสวมแทนโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง

เรื่องนี้รัฐบาลของประธานาธิบดีโมฮัมหมัด คาตามี ผู้นำหัวปฏิรูปในขณะนั้น ได้แต่ทำตาปริบๆ เพราะเป็นคำสั่งจาก “สถาบันเบื้องบน” ซึ่งรัฐบาลควบคุมไม่ได้

ดังนั้น ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ผู้นำคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นพวกสายกลาง ประนีประนอมกับตะวันตก อาจเจอปัญหาเดียวกันซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนไม่น้อย แม้อิหร่านจะได้ชื่อว่ามีกรอบและกฎเกณฑ์ด้านการเงินการคลังที่แข็งแกร่ง แตกต่างจากรัสเซียในยุคเปิดประเทศใหม่ๆ หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย

แต่ “นักลงทุนมืออาชีพ” ย่อมปรับกลยุทธ์พลิกแพลงได้ตามสถานการณ์ รู้ว่าผู้มีอำนาจตัวจริงคือใคร จะเข้าช่องทางไหนอย่างไร แค่ขอให้ตลาด อิหร่านเปิดจริงๆ รับรองแห่กันเข้าไปชิง “ขุดทอง” กันคึกคัก!

บวร โทศรีแก้ว

11 เม.ย. 2558 11:16 11 เม.ย. 2558 11:17 ไทยรัฐ