วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ล่องเรือ...อิ่มบุญ อิ่มใจ 5 วัด 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ (3)

เรือสนุกของ Sabai Cruise ยังคงทำหน้าที่พาคณะสื่อมวลชนและผู้บริหาร ธนาคารธนชาต มุ่งหน้าล่องเจ้าพระยาต่อไปยัง...วัดราชาธิวาสวรวิหาร วัดที่เชื่อกันว่า การมากราบไหว้ เพื่อเสริมบารมีในเรื่องของ “การงานและธุรกิจ”

เรียกว่างานนี้ไหว้เสริมบารมีกันทุกเรื่อง กลับไปจะได้ดวงดีกันถ้วนหน้า...

โดยส่วนตัวแล้วเคยไปวัดราชาธิวาส...อยู่หลายครั้ง แต่ไม่เคยฟังเรื่องราวความเป็นมาเป็นไปของวัดนี้เช่นคราวนี้ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรี ซึ่งถือว่าสำคัญมากๆ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า วัดนี้สร้างมานานถึง 738 ปี แต่ถ้านับจากปีที่มีการผูกพัทธสีมา ก็ 248 ปี พอดี...

เดิมชื่อ “วัดสมอราย” อย่าแปลโดยขาดความรู้ว่าเพราะมีต้นสมอเรียงราย...โดยเด็ดขาด เพราะจริงๆแล้ว คำว่า “สมอ” ในที่นี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ท่านทรงมีพระราชวิจารณ์ไว้ว่า น่าจะมาจากคำว่า “ฌมอ” แปลว่า หิน จึงทรงแปลว่า วัดศิลาราย สร้างคู่กันกับวัดสมอแครง หรือวัดเทวราชกุญชร ซึ่งจะเป็นวัดสุดท้ายในการล่องเรือไหว้พระทำบุญในครั้งนี้

และเพราะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงผนวชและจำพรรษาที่วัดนี้ จึงได้พระราชทานนามว่า “วัดราชาธิวาส” มีความหมายว่า “วัดอันเป็นที่ประทับของพระราชา” เพราะวัดนี้เป็นวัดแรกที่เป็นที่ประทับจำพรรษาของพระภิกษุเจ้าฟ้าแห่งราชวงศ์จักรี คือ รัชกาลที่ 2

คณะของเราได้มีโอกาสเข้าไปกราบไหว้ พระสัมพุทธพรรณี ซึ่งเป็นพระประธานในพระอุโบสถ ซึ่งพระอุโบสถของวัดราชาธิวาสนี้ ต้องบอกว่ามีเรื่องราวน่าสนใจอยู่มาก ตั้งแต่สถาปัตยกรรมที่ออกแบบเป็นทรงขอมคล้ายนครวัด มีเสาพาไลรอบ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ออกแบบ หลังจากที่วัดเดิมทรุดโทรมมาก โดยให้รักษาผนังเดิมไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสำคัญของฝ่ายธรรมยุต ผู้รู้บางท่านบอกว่า พระอุโบสถวัดราชาฯนี้เป็นต้นแบบในการออกแบบหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย จริงเท็จอย่างไรไม่มีการยืนยัน

สะดุดตาอีกอย่างสำหรับที่วัดนี้ คือ บริเวณหลังพระประธานสร้างเป็นซุ้มคูหา มี “พระราชลัญจกรประยุกต์” 5 รัชกาล ยอดบนสุดเป็นรูปมหาอุณาโลม ซึ่งคำว่าอุมีลักษณะเป็นม้วนกลม คล้ายลักษณะความหมายของพระนามเดิมว่า“ด้วง” หมายถึง รัชกาลที่ 1

ถัดลงมาเป็นรูปครุฑจับนาค ล้อตามความหมายของวรรณคดีไทยที่ฉิมพลีเป็นที่อยู่ของพญาครุฑ ตรงกับพระนามเดิมของรัชกาลที่ 2 ว่า “ฉิม”

ถัดลงมาเป็นรูปมหาปราสาท แทนรัชกาลที่ 3 เนื่องจากพระนามเดิมของท่านคือ “ทับ” ซึ่งหมายถึงที่อยู่หรือเรือน ส่วนรัชกาลที่ 4 เป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎ ตามพระนามเดิมคือ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” และสุดท้ายรัชกาลที่ 5 เป็นรูปพระพิฆเนศ ถือพระจุลมงกุฎหรือพระเกี้ยว มาจากพระนาม “จุฬาลงกรณ์” ที่แปลว่า เครื่องประดับผม หรือพระเกี้ยว ที่มีรูปเป็นส่วนยอดของพระมหามงกุฎหรือยอดชฎา


นอกจากซุ้มคูหาพระประธานแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมากอีก อย่างเห็นจะเป็น “ภาพจิตรกรรมฝาผนัง” ที่แสดงเรื่องพระเวสสันดรชาดกทั้ง 13 กัณฑ์ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นผู้ร่างภาพ และ ศ.ซี.ริโกลี (C.Rigoli) จิตรกรชาวอิตาเลียน ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เขียนภาพบนเพดานโดมในพระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นผู้เขียนด้วยการใช้สีปูนเปียก (Fresco) จิตรกรรมฝาผนังที่บอกว่าแปลก และดูแตกต่างจากที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด รูปร่างหน้าตาของพระเวสสันดรและคนอื่นๆ จึงดูออกแนวลูกครึ่งฝรั่ง อาจเป็นเพราะฝรั่งเป็นคนวาดก็ได้ แต่ในแง่ความสวยงามแล้ว ต้องบอกว่า จิตรกรรมฝาผนังวัดราชาธิวาสนี้มีความเป็นธรรมชาติ เหมือนจริง ทั้งความพลิ้วไหวของเสื้อผ้า แสงเงา ที่ดูมีมิติมากกว่าภาพเขียนทั่วๆไปในยุคเดียวกัน

ด้านในของพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์ องค์ประธาน คือ “พระสัมพุทธวัฒธโนภาส” ซึ่งใต้ฐานชุกชีนั้น พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันโปรดเกล้าฯ ให้บรรจุพระบรมราชสรีรังคาร สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และ เส้นพระ เกศาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ไว้ด้วย ขณะที่ใต้ฐานพระ สัมพุทธพรรณี รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระราชสรีรังคาร สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี ไว้ด้วยเช่นกัน

ฟ้าเริ่มมืด เสียดายที่เวลา น้อยมาก จริงแล้วอยากมีโอกาสไปดู “ศาลาการเปรียญ” ที่ได้ชื่อว่าเป็นศาลาการเปรียญที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ว่ากันว่า สามารถจุคนได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันคนเลยทีเดียว

จากวัดราชาธิวาส เรามุ่งหน้าสู่วัดสุดท้ายคือ วัดเทวราชกุญชร ไปที่นี่เพื่อเสริมบารมี ให้เทวดาคุ้มครองป้องกัน วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา จนมาเปลี่ยนชื่ออีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 4 พระราชทานชื่อวัดให้ใหม่ว่า “วัดเทวราชกุญชร” โดยนำชื่อมาจากพระนามเดิมของกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ ต้นสกุล กุญชร ณ อยุธยา พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 ผู้ที่ทรงเป็นคนบูรณปฏิสังขรณ์วัด ถ้าแปลตามตัว วัดเทวราชกุญชร หมายถึง ช้างของเทวดา จึงไม่แปลกที่จะเห็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณตั้งตระหง่านอยู่ภายในวัด และตราสัญลักษณ์ของวัดเทวราชกุญชรซึ่งเขียนขึ้นโดยกรมศิลปากรนั้นจึงเป็นภาพพระอินทร์ประทับบนช้างเอราวัณ

ปัจจุบันคนที่ไปวัดเทวราชกุญชร นอกจากสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดแล้ว พิพิธภัณฑ์สักทองวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร (Golden Trek Museum) อนุมานว่าไม้สักที่ใช้ในการสร้างพิพิธภัณฑ์สักทองนี้อายุประมาณ 479 ปี ความใหญ่โตของเสาไม้สักขนาดสองคนโอบ มีเสาทั้งหมด 59 ต้น เป็นอีกสถานที่ที่ควร ได้มีโอกาสเข้าไปชม โดยเฉพาะ สักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ สักการะรูปปั้นไฟเบอร์กลาส ของสมเด็จพระสังฆราช 19 พระองค์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และพระเกจิ ทั้งสายปริยัติ ปฏิบัติ ที่เป็นที่รู้จัก ทั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เจ้าคุณนรรัตนราชมานิต, หลวงปู่แหวน สุจิณโณ, ท่านพุทธทาส, หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง ฯลฯ

หลังไหว้พระทำบุญเสร็จ ฟ้ามืดพอดี คุณสมเจตน์ บิ๊กบอสใหญ่ของธนชาต จัดเลี้ยงมื้อค่ำ เป็นกุ้งแม่น้ำตัวโต บนเรือสำราญกลางเจ้าพระยา

ประมาณว่าให้ทริปนี้ อิ่มทั้งบุญ อิ่มทั้งใจ... จะได้ไม่ทิ้งกัน...ไงละค้า...คุณขา!!!

11 เม.ย. 2558 10:37 11 เม.ย. 2558 10:39 ไทยรัฐ