วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
มองอนาคต กสทช.ผ่านร่างแก้ไขกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นฯ

มองอนาคต กสทช.ผ่านร่างแก้ไขกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นฯ

  • Share:

บรรยากาศช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ดูเหมือนจะเงียบเหงาและไม่หวือหวาเหมือนปีที่ผ่านๆ มา นั่นอาจเป็นเพราะเป็นวันหยุดยาวที่ลงตัวต่อเนื่องจากวันเสาร์และอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ของคนส่วนใหญ่

ใครที่ไม่ได้เดินทางไปไหน เพราะไม่ชอบการไปเบียดเสียดเยียดยัด แย่งกันกิน แย่งกันใช้จ่ายเงินตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ก็คงจะหยุดอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งกิจกรรมที่ทำร่วมกันก็คงไม่พ้นการนั่งดูทีวีพร้อมๆ กันในครอบครัว ซึ่งสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีในระบบดิจิทัลที่มีอยู่รวม 27 ช่องต่างก็เข่งขันกันสรรหารายการพิเศษเพื่อต้อนรับเทศกาลสงกรานต์กันอย่างเต็มที่

เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ในวันนี้ เรามีสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีช่องใหม่ๆ เกิดขึ้นมาพร้อมกันอีก 21 ช่อง (เดิมมีอยู่แค่ 6 ช่อง) นั้น เป็นผลมาจากการเกิดขึ้นขององค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาโดยรัฐธรรมนูญ 2550 และพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 เรียกว่า “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม” หรือ กสทช.

ไม่ว่า กสทช.ชุดนี้ จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องประสิทธิภาพในการกำกับกิจการทั้งในด้านโทรคมนาคมและด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ รวมทั้งการบริหารจัดการงบประมาณให้คุ้มค่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด เราต้องยอมรับว่า องค์กรของรัฐที่เป็นอิสระแห่งนี้ มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการจัดสรรคลื่นความถี่ฯ อย่างเสรีและเป็นธรรม โดยเฉพาะด้านโทรทัศน์

ดังนั้น การที่รัฐบาลปัจจุบันมีนโยบายที่จะผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีเป้าหมายหลักในการเปลี่ยนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีทีให้เป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะมีคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาเป็นหน่วยงานหลักในการผลักดันนโยบายดังกล่าว

เนื่องจากการออกแบบคณะกรรมการดิจิทัลฯ ที่ว่านี้ กำหนดมีอำนาจหน้าที่ต่างๆมากมาย รวมทั้งการดูแลกองทุนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นที่คณะกรรมการชุดนี้ จะต้องมีเงินกองทุนอยู่ในมือเพื่อนำไปบริการจัดการและผลักดันนโยบายดังกล่าว

เมื่อมองซ้าย มองขวาแล้ว ไม่รู้จะไปเอาเงินจากที่ไหนมาตั้งเป็นกองทุน ก็คือ คิดกันง่ายๆ ว่าให้ไปเอาเงินที่ กสทช.ได้รับจากการจัดสรรคลื่นความถี่ในอัตราร้อยละ 25 ทั้งๆ ที่เงินรายได้จากการจัดสรรคลื่นความถี่ดังกล่าว นอกจากจะต้องนำส่งคลังเพื่อนำไปพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ แล้ว ก็ควรจะนำไปไว้ในกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มีอยู่

ความจำเป็นที่จะต้องแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จึงเกิดขึ้น เพราะจะต้องเขียนกฎหมายใหม่ให้รายได้ร้อยละ 25 จากการจัดสรรคลื่นความถี่ของ กสทช.มาเป็นเงินของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลเคยยืนยันว่า การแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จะกระทำเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น

แต่ความจริงที่เกิดขึ้นคือ คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 1 ซึ่งได้ข้อมูลการขอแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจากหลายหน่วยงานโดยเฉพาะสำนักงาน กสทช. ดำเนินการปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยมีการก้าวล่วงไปในเรื่องอื่นๆ ด้วย ซึ่งน่าจะไม่เป็นการเหมาะสมเพราะขณะที่รัฐธรรมนูญกำลังมีการยกร่างฯ โดยไม่รู้ว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงหลักการใดที่จะไปกระทบตัว พ.ร.บ.เดิมหรือไม่

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ ของคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ก้าวล่วงเข้าไปแก้ไของค์ประกอบและคุณสมบัติ รวมทั้งการได้มาซึ่งคณะกรรมการ กสทช. อย่างๆ ไม่มีที่มาที่ไปและไม่สมเหตุสมผล เช่น การเพิ่มอายุของกรรมการ กสทช.จากไม่ต่ำกว่า 35 ปีเป็นไม่ต่ำกว่า 45 ปี รวมทั้งการกำหนดว่าต้องเคยเป็นข้าราชการระดับสูงหรือเคยเป็นผู้บริหารในบริษัทมหาชนใหญ่ไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคมาแล้วไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยไม่พูดถึงประสบการณ์การทำงานด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชนเลย

ขณะที่มีการลดจำนวนกรรมการ กสทช.จาก 11 คนเหลือ 7 คนเท่านั้น ส่วนที่มาของกรรมการก็ให้มาจากการสรรหาโดยประธานศาลต่างๆ และประธานองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระจำนวน 6 คน โดยมีองค์ประกอบคล้ายๆ กับคณะกรรมการสรรหาวุฒิสมาชิกตามรัฐธรรมนูญ 2550 ทำให้องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาเดิมที่กำหนดให้มีผู้แทนจากองค์กรต่างๆ ที่มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลกระทบ เช่น องค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วมในคณะกรรมการสรรหาด้วย ถูกตัดทิ้งออกไปหมด

นอกจากนี้ ยังมีการเขียนกฎหมายใหม่ในลักษณะที่ให้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาล มีอำนาจเหนือคณะกรรมการ กสทช.ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ซึ่งโดยเจตนารมณ์แล้ว องค์กรในลักษณะนี้ จะต้องเป็นอิสระจากรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง เพื่อไม่ให้เข้าแทรกแซงกิจการสื่อมวลชนและโทรคมนาคม

ส่วนประเด็นสำคัญที่มีการแก้ไข ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเลย ก็คือ การกำหนดวิธีการการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เดิมกำหนดให้ใช้วิธีการประมูลเพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมทั้งคลื่นโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ โดยแก้ไขให้การจัดคลื่นความถี่วิทยุและโทรทัศน์ยังคงใช้วิธีการประมูล แต่บอกว่า ไม่ให้คำนึงถึงจำนวนเงินที่เสนอให้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับเป็นสำคัญ

แต่ในส่วนของการจัดสรรคลื่นความถี่ด้านโทรคมนาคมนั้น มีการแก้ไขโดยเปิดโอกาสให้ใช้วิธีการคัดเลือกแทนการประมูลคลื่นความถี่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาสังคมไทยได้มีบทเรียนเรื่องการจัดสรรด้วยวิธีการคัดเลือกมาแล้วว่า เป็นวิธีการที่เปิดโอกาสให้มีการทุจริตคอร์รัปชันได้มากที่สุด ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายให้นำวิธีการคัดเลือก หรือการประกวดนางงาม (Beauty Contest) มาใช้แทนการประมูลจึงเป็นการถอยหลังเข้าคลองอย่างชัดเจน

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงข้อสังเกตบางเรื่องที่ชี้ให้เห็นว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เกินกว่าเจตนารมณ์ที่รัฐบาลนี้ได้ประกาศต่อสาธารณชนตั้งแต่แรก ซึ่งข้อคัดค้านและข้อเสนอแนะทั้งหลายต่อร่างกฎหมายนี้ ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้นำเสนอให้กับคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดดังกล่าวรับทราบแล้ว

จึงหวังว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาชุดดังกล่าว จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ไปปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้ ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ประกาศไว้ต่อสาธารณชน รวมทั้งไม่ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการก้าวล่วงการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

ไม่เช่นนั้น ปัญหาการแก้ไขกฎหมายสำคัญที่ประชาชนได้ร่วมกันต่อสู้มาเป็นเวลายาวนานเพื่อให้เกิดการเปิดเสรีทางด้านโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ โดยไม่ฟังเสียงทัดทานของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็จะกลายเป็นระเบิดเวลาอีกลูกที่พร้อมจะระเบิดออกมาทำลายเสถียรภาพและความตั้งใจดีของรัฐบาลชุดนี้ไปจนหมดสิ้น...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้