วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ใบไม้ร่วงที่ “ไฮเดลเบิร์ก” เยือนปราสาทใหญ่...และถังไวน์ยักษ์

ใบไม้ร่วงที่ “ไฮเดลเบิร์ก” เยือนปราสาทใหญ่...และถังไวน์ยักษ์

  • Share:

ใบไม้ร่วงที่ปราสาทไฮเดลเบิร์ก.

จากแฟรงก์เฟิร์ตราว 1 ชั่วโมงเราก็มาถึง ไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg) หรือที่คนเยอรมันจะออกเสียงว่า “ไฮเดลแบร์ก” เมืองนี้มีความน่าสนใจมากทั้งในแง่ประวัติ ศาสตร์ของเมือง เป็นเมืองมรดกโลก ที่มีสถานที่ที่น่าสนใจมากมายและในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนไทย เพราะเป็นเมืองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงพระราชสมภพที่นี่ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เสด็จมาศึกษาวิชาการแพทย์ที่ เมืองนี้ และปัจจุบันไฮเดลเบิร์กก็เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมากในเรื่องของการผ่าตัดหัวใจ ที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในโลก

เรามาถึง ไฮเดลเบิร์ก ประมาณบ่ายโมงแต่วันนี้โชคไม่ดี แดดไม่สวย ดูครึ้มฟ้าครึ้มฝน เรามีเวลาที่จะอยู่ในเมืองนี้ไม่มากนัก จึงเลือกที่จะไปเที่ยวชมสถานที่ที่เป็นไฮไลต์ของเมืองก่อน นั่นก็คือ ปราสาทไฮเดลเบิร์ก หรือ Heidelberg Castle ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา ปราสาทแห่งนี้เป็นปราสาทเก่าแก่ อายุมากกว่า 600 ปี ในอดีตเป็นป้อมปราการและต่อมาได้ถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นปราสาทสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1398 สถาปัตยกรรมของปราสาทไฮเดลเบิร์ก น่าสนใจตรงที่การผสมผสานระหว่างศิลปะสไตล์โกธิคและเรอเนสซองส์ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว แม้หลายส่วนของปราสาทจะไม่ต่างอะไรกับซากปรักหักพัง เพราะถูกทำลายในช่วงสงครามหลายต่อหลายครั้ง ที่รุนแรงที่สุดเห็นจะเป็นในช่วงที่ กองทัพฝรั่งเศส โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นำทัพมาถล่มไฮเดลเบิร์ก จนหลายๆส่วนของปราสาทพังลงมาจนเหลือซาก

มองจากระเบียงปราสาทลงมาด้านล่าง จะเห็นความสวยงามของทั้งสะพานเก่าที่เรียกว่า Old Town Bridge และ แม่น้ำเนคคาร์ (Neckar) ที่สวยงามมาก จึงไม่แปลกใจที่หลายคนเรียกไฮเดลเบิร์กว่าเป็นเมืองแห่งความโรแมนติก อีกแห่งหนึ่งของยุโรป

อาคารเฟรดริชส์บาว...ที่ปราสาทไฮเดลเบิร์ก.

เดินลัดเลาะเข้าไปในตัวปราสาท จะเห็นอาคารหลังใหญ่ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นอาคารที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดของปราสาทไฮเดลเบิร์ก เรียกว่า อาคาร Friedrichsbau ภาษาเยอรมันอ่านว่า “เฟรดริชส์บาว” เป็นส่วนที่ใหม่ที่สุดของปราสาท สร้างในต้นศตวรรษที่ 17 เป็นอาคารสไตล์บาร็อกเพียงอาคารเดียวในปราสาท สร้างด้วยหินทรายแดง และบริเวณหน้าอาคารนี้เองที่กลายเป็นฉากถ่ายรูปทั้งรูปเดี่ยว รูปหมู่สำหรับกรุ๊ปที่มาชมกันเป็นหมู่คณะ

แต่อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะเป็นจุดที่ถ่ายรูปได้สวย เขาจึงมีการกั้นพื้นที่เป็น Photo Shot ที่ไม่อนุญาตให้เราเข้าไปถ่ายรูปได้ ต้องใช้บริการของคุณลุงช่างภาพกับคุณป้าชาวดอยซ์ ที่คิดราคาค่ารูปถึงใบละ 8 ยูโร และซื้อใบดียวก็ไม่ได้อีก ต้องซื้ออย่างน้อย 3 ใบ...บังคับกันขนาดนี้เลยทีเดียวเชียว...

สรุปคือ คณะเราไม่มีใครถ่ายรูปกับคุณลุง ได้แต่ใช้โทรศัพท์กับกล้องถ่ายรูปเก็บภาพมุมนั้นมุมนี้ไปตามเรื่องตามราว ซึ่งดูแล้วก็ไม่เลวร้ายนัก

ถังไวน์ยักษ์.

ถัดจาก เฟรดริชส์บาว เข้าไปเป็นจุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งของปราสาทแห่งนี้ นั่นก็คือ ห้องเก็บไวน์ที่อยู่บริเวณใต้ตึกติดกับเฟรดริชส์บาว เป็นที่เก็บถังไวน์ยักษ์ ที่เรียกว่า Great Tun หรือ Great Barrel ถังไวน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำจากไม้โอ๊กถึง 130 ต้น สามารถบรรจุไวน์ได้มากกว่า 2.2 แสนลิตร ใหญ่ขนาดไหน ลองจินตนาการดูก็แล้วกันว่า เวลาจะขึ้นไปดูด้านบนของถังไวน์ยักษ์นี้ ต้องเดินขึ้นบันไดไปถึงสองสเต็ป มองลงมาก็ประมาณทาวน์เฮาส์ 2 ชั้นครึ่งนั่นละ...

ตามประวัติบอกว่า ถังนี้มีไว้เพื่อเก็บรวบรวมไวน์จากที่ต่างๆทั่วทั้งแคว้น โดยเจ้าของไร่ไวน์จะต้องส่งไวน์มาให้เจ้าของปราสาทเหมือนเครื่องบรรณาการ และไวน์ก็จะถูกนำมาเก็บรวมกันไว้ในนี้ ดื่มกันกี่ชาติจึงจะหมดละเนี่ย...

ประตูอลิซาเบธ เกท หรือประตูคืนเดียว.

จริงๆถ้ามีเวลามาก ได้มีโอกาสเดินเล่นชมตัวปราสาทโดยรอบ ซึ่งอาจต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งวัน ยิ่งถ้าเป็นวันที่อากาศเย็นสบายๆ บอกได้เลยว่าฟินสุดๆ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นอุทยานหรือสวนของปราสาท ที่ต้องเดินผ่านประตู ที่เรียกว่า Elizabeth Gate ซึ่งเป็นประตูเก่าที่สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1528 ได้รับการขนานนามว่า “ประตูคืนเดียว” ด้วยเหตุผลว่า ประตูนี้ พระเจ้าเฟรดริชที่ 5 มีบัญชาให้สร้างขึ้น เพื่อเป็นของขวัญให้แก่ภรรยาคือ เจ้าหญิงอลิซาเบธ เมื่อมีอายุครบ 19 ปี อีกชื่อหนึ่งที่กล่าวขานถึงคือ เป็นประตูที่สร้างขึ้นด้วยพลังแห่งความรัก

โอลด์ทาวน์ บริดจ์.

ลมเริ่มแรงขึ้นระหว่างทางเดินลงจากปราสาท ไปยัง Old Town Bridge ซึ่งผู้สันทัดกรณีที่เคยมาเที่ยวก่อนหน้านี้บอกว่า ถ้าอยากได้วิวปราสาทแบบเต็มๆ ต้องลงไปถ่ายรูปย้อนจากสะพานขึ้นมาด้านบน

ก่อนเดินข้ามสะพานสะดุดตากับลิงหน้าตาแปลกๆ ดูเหมือนจะสร้างจากโลหะบรอนซ์ แอบฟังลุงไกด์ที่กำลังอธิบายให้นักท่องเที่ยวอเมริกันฟัง ได้ความว่า เจ้าลิงตัวนี้สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความอัปลักษณ์ ไร้ยางอาย ความโลภของมนุษย์ ว่ากันว่า ถ้าเอามือแตะที่กระจกที่ลิงถืออยู่จะทำให้ร่ำรวย ถ้าแตะที่นิ้วจะได้กลับมาไฮเดลเบิร์กอีกครั้ง ข้างๆกันบนขอบปูนของสะพานมีหนูตัวเล็กๆ คุณลุงแกพูดติดตลกว่า ใครที่คิดอยากจะมีลูกก็เอามือแตะที่หนู จะได้มีลูกเยอะๆ

ลิงบรอนซ์...สัญลักษณ์แห่งความไร้ยางอายของมนุษย์.

เห็นหลายคนแตะทั้งตัว คงหวังให้ทั้งร่ำรวย ลูกดก และได้กลับมาที่นี่อีก...ไม่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย เพราะทั้งลิงทั้งคนงง...แต่ที่แน่ๆคงมีคนมาลูบลิงเยอะพอสมควร สังเกตจากบรอนซ์ที่เป็นว้าบ...ประมาณคนลูบน่าจะเกินล้านคนแล้วล่ะ

ถนน Hauptstrasse ถนนคนเดินที่ยาวที่สุดในเยอรมัน.

หลังลูบลิงเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินผ่านหอคอยประตู หรือที่เรียกว่า Gateway Tower ไปยังกลางสะพานเพื่อเก็บภาพเต็มๆของปราสาทไฮเดลเบิร์ก ก่อนจะไปเดินเล่นชมเมืองกันที่ถนน Hauptstrasse ซึ่งเป็นถนนสายหลักในไฮเดลเบิร์ก และเป็นถนนคนเดินที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมัน มีทั้งร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร และที่เยอะอีกอย่างน่าจะเป็นร้านหนังสือ เนื่องจากที่นี่เป็นเมืองมหาวิทยาลัย เราแวะเข้าไปดูหนังสือในร้านหนังสือเก่าเล็กๆร้านหนึ่ง มีหนังสือดีๆอยู่หลายเล่ม แต่เสียดายที่ส่วนใหญ่เป็นภาษาเยอรมัน เลยได้แค่ดู ไม่ได้ซื้อติดไม้ติดมือมา และที่ขาดไม่ได้สำหรับเยอรมันอีกอย่าง นั่นก็คือ ร้านขายเบียร์ที่ตั้งโต๊ะออกมาด้านนอก สำหรับลูกค้าที่ต้องการจิบเบียร์เบาๆรับลมหนาว เพื่อนที่เคยมาก่อนหน้าบอกว่า บางร้านมีบริการผ้าห่มกันหนาวให้ด้วย เอ้า...เอากับเขาสิ

Gateway Tower ที่สะพานเก่า.

น่าเสียดายที่เรามีเวลาน้อยมากในไฮเดลเบิร์ก ยังพลาดสถานที่สำคัญๆอีกหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในเยอรมัน รวมถึงหอคอยแม่มดที่ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัย และคุกนักศึกษา ที่ว่ากันว่าคลาสสิกสุดๆ ในย่านเมืองเก่าของไฮเดลเบิร์ก เพราะสมัยนั้นพวกนักศึกษาหัวก้าวหน้ามักมีข้อขัดแย้งกับทางการเรื่อยๆจนถูกจับมาขังคุก คนสำคัญของเรื่องนี้เห็นจะเป็นมาร์ติน ลูเธอร์ ที่มีเรื่องโต้เถียงกับโป๊ปแห่งวาติกัน จนต้องมาตั้งนิกายใหม่ คือ นิกายลูเธอร์แรน ซึ่งมีคนนับถือเป็นอันดับสองรองจากคาทอลิก

อดใจรออีกนิด ก่อนฤดูร้อนในเยอรมนีปีนี้ เรามีนัดไปเที่ยวเมืองเก่าที่มีเรื่องเล่ามากมายแห่งนี้อีกรอบ คราวนี้รับรองไม่ พลาดไฮไลต์ไฮเดลเบิร์ก แน่นอน....!!!!

แม่น้ำเนคคาร์.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้