วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


เราทั้งคู่เหมือนปาท่องโก๋! เปิดคอนโดเก๋ คุ้ยครอบครัวไฮโซ 'แม่อุ๊-พะเพื่อน สกุลไทย' (ชมคลิป)

เมื่อพูดถึงวันที่ '14 เมษายน' หลายคนคงนึกถึง 'วันครอบครัว' ที่เต็มไปด้วยอุ่นไอรัก สายใยความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ที่ไม่มีวันจางหาย และการกลับมาพบกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ของคนในครอบครัวที่ห่างเหินกันไปนาน ไม่ว่าจะด้วยภาระหน้าที่ต่างๆ หรือการแต่งงาน ที่ทำให้ต้องแยกย้ายครอบครัวของแต่ละคนออกไป

เนื่องด้วยความพิเศษของวันครอบครัวที่ทุกคนต่างรอคอยนี่เอง ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสพิเศษได้เปิดบ้านพูดคุยกับคุณแม่-ลูกคนดัง เบอร์หนึ่งแห่งวงการเซเลบฯ 'แม่อุ๊-มณฑ์ลัชชา สกุลไทย' และลูกสาวคนเก่ง 'พะเพื่อน-ชุติมณฑน์ สกุลไทย' ที่มีความสนิทสนม ผูกพัน และใช้เวลาอยู่ด้วยกันเกือบจะตลอดเวลา หยิบเรื่องราวดีๆ มาถ่ายทอด รับประกันความอบอุ่นที่ตลบอบอวลมาให้แฟนๆ ได้ฟินกัน!

บทที่ 1 : my home บ้านแสนอบอุ่น บ้านสองเรา!

Q : ปกติแล้วอยู่ที่บ้านหรือคอนโดฯ มากกว่ากัน พูดได้ไหมว่าคอนโดฯ คือบ้านหลังที่ 2 

ก็ได้นะค่ะ (หัวเราะ) เพราะบ้านจริงๆ แล้วอยู่พัฒนาการ แต่มันไกล และรถติดมากก (เน้นเสียง) อยู่คอนโดฯ นี้ใจกลางเมืองเลยสะดวกกว่า อีกอย่าง พะเพื่อน เรียนอยู่โรงเรียนฮาร์โรว์ ถ้าอยู่พัฒนาการมันก็ไกล-นานมาก แถมรถติดมากอีก นั่นทำให้พะเพื่อนเข้าโรงเรียนสาย เราก็เลยตัดสินใจกันว่าย้ายมาอยู่คอนโดฯ ใจกลางเมืองจะดีกว่าไหม แต่เราก็สลับไปสลับมานะ เพราะพะเพื่อนค่อนข้างติดห้องนอนที่โน่น มันมีบริเวณให้ทำกิจกรรมอะไรเยอะกว่าคอนโดฯ

เราย้ายมาอยู่คอนโดฯ ตอนพะเพื่อนอายุประมาณ 5 ขวบ จนถึงตอนนี้ก็ประมาณเกือบ 20 ปี ตอนแรกก็ไปๆ มาๆ วันศุกร์-อาทิตย์ก็กลับไปอยู่บ้าน เราจะมีของแบ่งไว้เลย 2 บ้าน จะได้ไม่ต้องโยกย้ายบ่อย แต่หลังๆ มาเราก็คิดว่ามันเหนื่อยเหมือนกันนะ เพราะอยู่ๆ ไปมันก็มีธุระบ้าง เราจะกลับบ้านขับรถไป-ขับรถมาก็เหนื่อยแล้ว สุด ท้ายเราก็เลยตัดปัญหา ตัดสินใจนอนคอนโดฯ ไปเลย จนกลับกลายเป็นว่าตอนนี้ติดคอนโดฯ ไปซะแล้ว และมันก็โอเคมาก เพราะจากคอนโดฯ ไปถึงโรงเรียนพะเพื่อน ใช้เวลาเดินทางแค่ 10 นาทีเอง มันก็สบายกว่า และรถก็ไม่ติดด้วย


Q : เวลามีใครมาขอสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟแบบส่วนตัวก็จะให้มาที่คอนโดฯ​ เป็นหลัก ?

ใช่เลย… แต่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใครที่นี่มาเป็นปีแล้ว ที่นี่สะดวกกว่า บ้านหลังโน้นมันค่อนข้างไกล เกรงใจทีมงาน ที่นั่นเป็นบ้านแฝด ตอนนี้ก็ให้น้องสาวคอยดูแล พ่อบ้าน แม่บ้าน และคุณแม่ให้ด้วย

Q : พูดถึงการเดคคอเรชั่นตกแต่งภายในคอนโดฯ​ หน่อย ?

ตอนสมัยอยู่บ้านหลังนั้นเราเป็นคนรักความสะอาดมาก ชอบแบบบ้านโปร่งๆ ของน้อยๆ และดูโมเดิร์นทันสมัยในตัว แต่พอมาอยู่คอนโดฯ นี้ เราตกแต่งแบบภายในคนละแนวเลย โดยคอนโดฯ นี้จะเน้นแนว (กึ่ง) วินเทจซะส่วนใหญ่ ซึ่งก็ได้แรงบันดาลใจมาจากพะเพื่อนนี่แหละ


Q : เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง และเครื่องประดับ ส่วนใหญ่เป็นวินเทจเกือบทั้งหมด ?

ใช่ค่ะ เมื่อตอนหลัง เรามาอยู่ที่นี่แล้วโดนพะเพื่อนและน้องสะใภ้ล้างสมอง (หัวเราะ) เพราะตอนแรกเลยเราไม่เคยสนใจพวกของวินเทจอะไรอยู่แล้ว เราไม่มีเลยด้วยซ้ำ แต่น้องสะใภ้ก็มาแง้มๆ หว่านล้อมหน่อยๆ บอกมันสวยนะ มันเหมือนมีชีวิต มันมีเสน่ห์ในตัวมันเอง เราก็แบบไม่เอาอ่ะ เรากลัว กลัวเจ้าของจะตามมาแบบนี้ แต่สุดท้ายพอเราไปเห็นบ้านอื่น เราก็คิดว่า 'เอ๊ะ ทำไมบ้านเขาเท่จัง เหมือนบ้านฝรั่งเลย' เพราะบ้านฝรั่งเขาจะเรียงวางของออกแนววินเทจ เราก็เลยเริ่มหันมาสนใจ โดยเริ่มจากสะสมนาฬิกาก่อนเลย เพราะน้องสะใภ้สะสมมาก่อนแล้ว เป็นนาฬิกาเซรามิกของเยอรมัน พอเราเห็น เราก็คิดว่ามันสวยมากเลย และน่าสนใจมากๆ

Q : น่าสนใจยังไง ?

มันเป็นอะไรที่เท่มากนะ เรือนหนึ่งไม่แพงด้วย ประมาณ 4-5 พันบาท ตอนแรกเราก็ถามน้องสะใภ้ว่า ซื้อที่ไหน เขาก็บอกว่า 'ตลาดรถไฟ' แต่เราต้องไปดูเองนะเพราะที่นั่นมีให้เลือกเยอะมาก เราก็เลยไปกับน้องสะใภ้ อย่างนาฬิกที่สะสมอยู่ ก็ได้มาจากสวนรถไฟนะ เป็นของเก่าหมดเลย ยอมรับนะว่าตอนแรกที่เราเห็น เราก็คิดว่าทำไมโลหะมันดูเขรอะๆ ดำๆ จะบอกช่างแล้วให้ขัดใหม่ หรือไม่ก็ย้อมสีให้มันดีๆ กว่านี้ แต่น้องสะใภ้บอกว่า นี่แหละคือเสน่ห์ของมัน ความเก๋มันอยู่ตรงนี้ล่ะ เราก็พอเก็ตนะ (หัวเราะ) เราก็เลยโอเคๆ สุดท้ายไปๆ มาๆ เราก็ชอบมันเข้าอย่างจัง เรียกได้ว่าใจรักเลย!


Q : ของตกแต่งของวินเทจหมด มันเลยดูมีความหมายมีเรื่องราวไม่น้อย ?

ใช่ค่ะ ทุกอย่างมีมูลค่า และมีความหมายมาก โดยเฉพาะดิกชันนารีของคุณตาเล่มนี้ เรารักมากเลย เพราะมันมีความเก่า และแฝงด้วยความทรงจำดีๆ เรื่องราวเกี่ยวกับคุณพ่อ เป็นดิกชันนารีที่คุณพ่อ (พี่อุ๊) ซื้อตั้งแต่ตอนเป็นหนุ่ม ใช้ประกอบการทำงาน เพราะเมื่อก่อนคุณพ่อทำงานด้านต่างประเทศ ก็ต้องมีดิกชันนารีเก็บไว้ด้วยเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งคือ พิมพ์ดีด จำได้ว่าคุณพ่อเป็นคนพิมพ์เอง และพิมพ์เก่งมากด้วย (ยิ้มเมื่อหวนคิดถึงความทรงจำเก่าๆ)


Q : ของตกแต่งวินเทจชิ้นไหนแพงที่สุด ?

ปั๊มน้ำมันนี้แพงสุดเลย ประมาณ 6 หมื่นกว่าบาทนั่งต่อตั้งนานจากราคาเกือบ 8 หมื่น สามารถเติมน้ำมันได้จริงๆ ตอนซื้อมายังมีกลิ่นน้ำมันอยู่เลย เพราะว่ามันเป็นของจริง และเขาเอามาทาสีใหม่-ทำใหม่ เราก็จองเลย พอเห็นปุ๊บชอบมาก คือมันคือเราเลยอ่ะ!

Q : เวลาเลือกซื้อของตกแต่งวินเทจ พะเพื่อนชอบด้วยไหม และมีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง ?

ที่เราเลือกตกแต่งสไตล์วินเทจ ก็เพราะได้พะเพื่อนนี่แหละเป็นแรงเชียร์ เวลาเราจะเลือกซื้อของแต่งสักชิ้น คือทุกอย่างเราจะให้พะเพื่อนดูก่อน ถ้าวันนั้นพะเพื่อนไม่ได้มากับเราด้วย เราก็จะส่งให้ทางไลน์ โซเชียลต่างๆ แล้วก็บอกอันนี้น่ารักมากเลยนะ พะเพื่อนว่ายังไงบ้าง? ถ้าพะเพื่อนโอเค เขาชอบ เราก็ซื้อเลย แต่ถ้าเขาไม่โอเคปุ๊บ เราก็จะสต็อปไม่เอาเลยทันที


Q : มุมโปรดของคุณแม่-คุณลูก ?

พะเพื่อน : คนละมุมเลยค่ะ อย่างหนูจะชอบห้องนี้ เพราะมันมีโต๊ะหนังสือไว้อ่านหนังสือ ถ้ามีคอมฯ ก็เล่นคอมฯ ได้ เราสามารถทำทุกอย่างได้เลย อีกอย่างมันสงบดีด้วย อย่างเวลาอยู่กับเพื่อนๆ ติวหนังสือ หรือทำอะไรที่ต้องใช้สมาธิแบบสงบๆ เยอะๆ หนูก็จะปิดประตูเป็นห้องส่วนตัวไปเลยค่ะ

ส่วนของคุณแม่ก็จะเป็นเก้าอี้ตัวนี้เลย เพราะถ้าหนูอยู่ในห้อง คุณแม่ก็จะนั่งดูหนัง ทำอะไรของคุณแม่ตรงนี้แหละ (หัวเราะมีความสุขสุดๆ)

Q : นิยามของคำว่า 'บ้าน' สำหรับคุณแม่และพะเพื่อน ?

อบอุ่นแล้วก็สบาย มีพะเพื่อนก็ต้องมีเรา มีเราก็ต้องมีพะเพื่อนอะไรแบบเนี้ย …

บทที่ 2 แม่ลูกคู่ปาท่องโก๋ ติดกันหนึบ...!

Q : ทั้งคู่เป็นแม่ลูกที่สนิทกันพอสมควร ?

โห พูดว่ามาก (หัวเราะ) ดีกว่า แบบไปไหนไปด้วยกันทุกที แทบจะไม่ห่างกันเลย จำได้ว่าครั้งแรกในชีวิตที่ไปเกาหลี และไม่มีลูก (พะเพื่อน) ไปด้วย เราร้องไห้น้ำตาไหลเลย ตอนนั้นพะเพื่อนติดถ่ายละคร แล้วเราก็ต้องไปประชุม 3 วัน 2 คืนที่เกาหลี เราก็บอกพะเพื่อนว่า งานนี้เราต้องไปเอง เพราะทางเกาหลีส่งมาว่าต้องไปช่วงนี้ๆ แล้วตอนนั้นก็มีทีมแพทย์เราไปด้วย เพราะฉะนั้นมันเลื่อนไม่ได้ เราต้องไปกับทีมงานนะ พะเพื่อนเขาก็น่ารัก โตแล้ว ไม่ดื้อๆ เขาก็เข้าใจ แล้วก็โอเค

Q : คุณแม่มีวิธีการเลี้ยง-สอนพะเพื่อนยังไงบ้าง ?

ตั้งแต่เด็กพะเพื่อนมีพี่เลี้ยง เพราะก่อนนี้เราทำงานเยอะมาก ตอนที่มีพะเพื่อน เราจะคอยบอกพี่เลี้ยงเลยว่า ให้เขาทำอะไรให้พะเพื่อนได้ทุกอย่าง แต่ขออย่างเดียวคือ ตอนเย็นเราจะขออาบน้ำให้พะเพื่อนเอง เพราะเรามีความรู้สึกกลัวเขาทำลูกเราหล่น กลัวตกแล้วหัวฟาด แต่ถ้าวันไหนที่เรากลับมาไม่ทันก็ต้องเป็นคุณยาย หรือไม่ก็คุณน้าอาบให้แทน นอกนั้นห้ามหมดเลย เพราะเรากลัวมาก เราจะดูพะเพื่อนมาตั้งแต่เด็กๆ ประกบพร้อมกับพี่เลี้ยง ฉะนั้นพะเพื่อนจะติดเรามาก ไม่ติดพี่เลี้ยงเลย เราก็จะเอาพี่เลี้ยงมาคอยช่วยเฉพาะเวลาเราเหนื่อย


Q : เป็นคุณแม่ที่ดุลูกไหม ดูจากหน้าดาเดาว่า 'ดุ' ?

ไม่เคยดุเลยนะ (หัวเราะ) ถ้าวันไหนที่ดุมากๆ เราก็จะรู้สึกแย่ แย่กับตัวเราเอง แล้วก็รู้สึกสงสารพะเพื่อนไปด้วย มันก็มีบ้างแหละที่เราดุ แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เราจะดุในเรื่องไร้สาระ ซะมากกว่า ซึ่งบางทีเราดุไป เราก็ขอโทษพะเพื่อนเหมือนกัน ว่าเราจะดุลูกทำไมนะ อะไรแบบนี้ๆ บางทีเราก็คิดเองเออเอง

Q : ก่อนคลอด (แม่อุ๊ใช้วิธีอุ้มบุญน้องพะเพื่อน) คุณอยากได้ลูกสาว หรือลูกชาย ?

นั่นก็เป็นโชคดีของเราด้วย เพราะเราก็อยากได้ลูกสาวมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนนั้นเราก็ไปไหว้พระ-ขอพร ขอให้ได้ออกมาเป็นลูกสาวเหมือนกัน… ลูกสาวเป็นสิ่งที่เราใฝ่ฝันอยากจะมีเลย เพราะจะได้มาอยู่เป็นเพื่อนเรา ไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนในตอนนี้


Q : คุณแม่ได้วางแพลนอนาคตไว้ให้พะเพื่อนบ้างหรือยัง ?

ก็มีวางแผนคร่าวๆ ไว้ให้นะ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็ให้เขาได้เลือกตัดสินใจเอง อย่างทุกครั้งที่เปลี่ยนโรงเรียน เราก็จะถามพะเพื่อนก่อน แต่มีวางแผนให้เฉยๆ ว่า สมมติถ้าพะเพื่อนจะเรียน ฮาร์โรว์ มันจะไกลมากนะ พะเพื่อนจะต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 ซึ่งมันเช้ามาก พะเพื่อนคิดว่ายังไงถ้าแม่จะเปลี่ยนมาเป็นโรงเรียนนี้ที่อินเตอร์เหมือนกัน และพะเพื่อนจะได้ไม่ต้องตื่นเช้ามาก เวลาเราจะเสนออะไร เราก็จะมีเหตุผลมาซัพพอร์ตตลอดด้วยเหมือนกัน ซึ่งลูกก็โอเคด้วยตลอด เปลี่ยนโรงเรียนทุกครั้งพะเพื่อนไม่เคยงอแง ได้หมด และเข้ากับเพื่อนได้ง่าย

พอเข้าไปวันแรก เราก็ถามพะเพื่อนมีเพื่อนรึยัง เขาก็บอกมีเพื่อนแล้วสบายมาก มีเพื่อนมาคุยด้วยเต็มเลยไรงี้ จริงๆ อย่าเรียกว่าวางแผนให้พะเพื่อนเลย แต่จะเป็นการแนะแนวทางที่ดีกว่า ซะมากกว่า จนกระทั่งตอนนี้พะเพื่อนเรียนจบ เขาก็มาปรึกษาเรานะว่า จะเอายังไงต่อดี จะไปเรียนเมืองนอกดีไหม? เพราะเรื่องเรียนเมืองนอกนี้ เราผลัดกันมาตั้งแต่พะเพื่อนอยู่ชั้น ป.4 แต่เพราะเรื่องมันค่อนข้างยุ่งยากนิดนึง มันจะต้องโอนจาก ป.4 ไปอยู่อังกฤษ จริงๆ ตอนแรกเราวางแผนกันก่อนอนุบาลว่า เดี๋ยวจะไปอยู่อังกฤษเป็นโรงเรียนประจำ พอเริ่มใกล้เข้ามาปีที่พะเพื่อนจะต้องไปเรียน ก็แบบเลื่อนไปเรื่อยๆ แบบจบ ป.6 ก่อนละกัน ไม่ต้องรีบๆ

Q : พะเพื่อนติดคุณแม่หรือเปล่า ?

เรียกได้ว่าต่างคนต่างติดกันมากกว่า แบบพอใกล้ ป.6 ปุ๊บ ถึงเวลาที่พะเพื่อนต้องไปเรียนเมืองนอกตามที่แพลนไว้ ก็เอาอีกละ เราก็ไม่อยากให้พะเพื่อนไปเลย เลยบอกพะเพื่อนว่าภาษาอังกฤษลูกก็ดีแล้วนะ ยังไม่ต้องรีบหรอกเนอะ เอาจบไฮสคูลก่อนดีไหมคะ (ยิ้มเขินๆ) ซึ่งพะเพื่อนก็โอเคนะ เขาไม่งอแงร้องอยากไปเรียนนอกเลย ทีนี้พอจบไฮสคูลที่เมืองไทย เราก็บอกลูกว่า เดี๋ยวเพื่อนๆ ก็ไปต่อมหา'ลัยที่เมืองนอกกันเนอะ เพื่อนที่ไปก็เป็นกลุ่มเด็กไทยประมาณ 10 คนได้ เหลือแค่ 2 คน เองมั้งที่ต่ออินเตอร์ในไทย ซึ่ง 1 ในนั้นก็คือ พะเพื่อน ตอนแรกพะเพื่อนเลือกจะไปสอบมหา'ลัยที่อังกฤษ เลือกไว้เรียบร้อยแล้วล่ะ แต่สรุปสุดท้ายบอกเราว่า พะเพื่อนว่าเรียนวารสารอินเตอร์ก็ได้นะ

พะเพื่อน : เปลี่ยนใจไม่อยากไปค่ะ หนูอยากอยู่เมืองไทยมากกว่า คือหนูติดคุณแม่ด้วย ติดบ้าน ติดพี่น้อง และญาติๆ (ยิ้มเขินๆ)


Q : นอกเหนือหน้าตาที่น่ารัก เซ็กซี่ พูดถูกไหมบุคคลิกดูเซอร์ๆ ขัดกันหน้าตา จริงๆ คุณเป็นคนยังไง?

นิดนึงนะ ออกแนวผู้ชายมากกว่า ไม่หวานเลย แต่ก็ไม่เซอร์ซะทีเดียว ถ้าให้แต่งชุดสวยๆ ก็สวยอยู่นะ ออกแนวเท่ๆ ทะโมนๆ หน่อย (หัวเราะร่า) เสื้อผ้าของพะเพื่อนจะเป็นแนวทหารเยอะมาก อย่างแนวหวานๆ ดอกไม้เนี่ย พะเพื่อนจะไม่เอาเลย อย่าได้ซื้อมาเชียว… เขาไม่ใส่แน่นอน !!

Q : พะเพื่อนจำได้ไหมว่า คุณแม่ดังในสังคมแบบนี้ตั้งแต่พะเพื่อนอายุเท่าไหร่ ?

ประมาณ 8-9 ขวบ ได้นะ ตอนนั้นจำได้ว่าคุณแม่จะรู้จักคนเยอะ เพื่อนเยอะ คือสังคมเพื่อนทั้งนั้น แต่คุณแม่ไม่ได้ออกงานเลย คือเวลาเปิดหนังสือคุณแม่จะรู้จักทุกคน ไปไหนมาไหนก็เจอคนรู้จักตลอด ไหว้กัน-ทักกันตลอด


Q : เกร็งบ้างไหม มีคุณแม่เป็นคนดังทรงอิทธิพลในวงการไฮโซ ?

(หัวเราะ) ไม่ได้เกร็งนะ แต่ก็ต้องรู้ว่าควรทำตัวอย่างไง วางตัวยังไงให้ดี ต้องมีสัมมาคารวะ มีกาลเทศะต่อหน้าผู้ใหญ่ยังไง เพราะคุณแม่รู้จักคนเยอะ และอยู่ในแวดวงสังคมที่มีคนรู้จักมากมาย อย่างถ้าหนูรู้ว่าเป็นเพื่อนคุณแม่ หนูก็เข้าไปสวัสดี ต้องไหลไปตามกันกับสังคมที่คุณแม่เป็น พวกเพื่อนๆ ก็รู้กันอยู่แล้วล่ะว่า คุณแม่พวกเราเป็นแบบไหน เราก็ต้องวางตัวแบบนั้นแหละ ซึ่งจะมาเสียงดังโวยวาย นั่งแหกขาในร้านอาหารก็เป็นไปไม่ได้

Q : สนิทกับคุณแม่แบบนี้ พะเพื่อนได้อะไรจากคุณแม่บ้าง ?

นิสัยนะ นิสัยหนูกับคุณแม่จะเหมือนกันมาก เพราะออกจะห้าวๆ ด้วยกันทั้งคู่

บทที่ 3 : วันครอบครัว คือ 'ทุกวัน'

Q : พูดถึงวันครอบครัว ทั้งสองคนให้ความสำคัญกับมันมาก-น้อยแค่ไหน ?

จริงๆ เนื่องจากเราสนิทกันอยู่แล้ว วันครอบครัวเลยเหมือนมีอยู่ทุกวัน ทุกๆ วันเป็นวันสำคัญสำหรับเราสองคนแม่ลูก พะเพื่อนคือครอบครัวของเราในทุกวัน อย่างวันสงกรานต์อาจจะมีบ้างนิดหน่อย 'รดน้ำดำหัว' ที่โรงเรียนอินเตอร์ เพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นธรรมเนียมของประเทศไทยนะ

ถ้าพูดถึงวันครอบครัวปีนี้ เราอาจจะนำองค์พระมาสรงน้ำ และพาพะเพื่อนไปไหว้ขอพร-รดน้ำดำหัวคุณตา คุณยาย พาไปทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตา ก็คือวันสำคัญอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่

Q : ปกติคุณแม่-พะเพื่อน แสดงความรักให้กันอย่างไรบ้าง ?

จะเป็นในลักษณะของการแกล้งกันมากกว่า หอมแก้ม กอดกัน หยิกกันบ้างล่ะ แกล้งกันตลอดค่ะ บางทีคุยกับคุณแม่ตอนอยู่กับเพื่อนๆ คุณแม่ก็ชอบแกล้ง หนูก็แกล้งกลับ เพื่อนๆ ก็ชอบถามว่า นี่คุยกับแม่จริงหรือเปล่าเนี่ย (หัวเราะดัง)


Q : ประทับใจอะไรในตัวกันและกัน ?

พะเพื่อน : ประทับใจทุกอย่างเลยค่ะ คุณแม่เป็นคนเก่ง ตลก และที่สำคัญชอบตรงที่คุณแม่เข้ากับหนู เข้ากับเพื่อนๆ หนูได้ เพราะอย่างพ่อแม่บางคนจะดูเครียดๆ ไม่ค่อยยินดีอะไรเท่าไหร่ แต่คุณแม่หนูจะเป็นคนสบายๆ ดูชิลๆ ไม่คาดหวังกับหนูมาก และไม่สร้างความกดดันให้หนูเลย

แม่อุ๊ : พะเพื่อนเป็นเด็กที่ไม่ดื้อเลยนะ และแคร์เรามาก มีอะไรคุยกันได้ตลอด คือสมัยก่อนเราโดนอะไรมาเยอะ เราก็จะไม่ทำกับลูกเราแบบนั้น เพราะเรารู้ว่ามันเป็นยังไง และที่เราประทับใจมากที่สุด ก็ตรงที่พะเพื่อนไปไหนมาไหนแล้วบอกตลอด กลับกี่โมงบอก และกลับตรงเวลาด้วย สร้างความไว้วางใจให้กับเรา ไม่เคยทำให้เราต้องเป็นห่วง เป็นกังวลเลย

Q : ห่วงเรื่องผู้ชายที่เข้ามาจีบลูกสาวบ้างไหม ?

ไม่ห่วงนะ เพราะพะเพื่อนเป็นคนเลือกมาก เรื่องเยอะในการเลือก เขาชอบผู้ชายที่มีความเป็นผู้นำ และมีนิสัยที่โตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ง๊องแง๊งเหมือนกับเขา พะเพื่อนชอบบอกจะมีลูกเขยให้คุณแม่แน่นอน แต่ขอเลือกนิดนึง ฉะนั้นเราไม่ต้องห่วงเรื่องผู้ชายเลย


Q : สุดท้าย วันครอบครัวมีความสำคัญยังไง ?

มันก็มีส่วนสำคัญเหมือนกันนะ เพราะมันคือคนทั้งประเทศอ่ะ มันเป็นอะไรที่ทำให้เราคิดถึงครอบครัวว่า เรามีครอบครัวนะ ซึ่งจริงๆ มันก็เป็นวันครอบครัวทุกวันแหละ แต่ในเมื่อมีวันหนึ่งที่เป็นวันครอบครัวจริงๆ เลย มันก็เหมือนเป็นวันที่มาเติมเต็ม เหมือนเป็นเครื่องเตือนใจว่า ครอบครัวเป็นอะไรที่สำคัญอันดับหนึ่ง เพราะครอบครัวไม่ทำร้ายเราแน่นอน ครอบครัวคือสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด ที่ไม่คิดร้าย และไม่ทำร้ายเราแน่นอน!

 

เมื่อพูดถึงวันที่ '14 เมษายน' หลายคนคงนึกถึง 'วันครอบครัว' ที่เต็มไปด้วยอุ่นไอรัก สายใยความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ที่ไม่มีวันจางหาย และการกลับมาพบกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ของคนในครอบครัวที่ห่างเหินกันไปนาน 9 เม.ย. 2558 20:59 14 เม.ย. 2558 16:29 ไทยรัฐ