วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


เรื่องเล่าจากก้อนเมฆ : เด็กไทยในแผ่นดิน รัชกาลที่ ๙

โดย น้าเมฆ

ผมได้รับการติดต่อจากญาติธรรมพระชายกลาง อภิญาโณ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกให้ไปเล่านิทานในวันจักรีที่ผ่านมา ก่อนจะรับงานทุกครั้งผมก็ต้องสอบถามลักษณะงานก่อน เพื่อจะได้เตรียมนิทานไปเล่าได้เหมาะสม ทางผู้จัดบอกว่าขอเป็นนิทานธรรมะและนิทานที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมบอกว่าดีเลย ผมอยากนำเสนอนิทานชุดนิทานเฉลิมพระเกียรติที่จัดทำโดยกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๖ ไปเล่าให้เด็กๆ ฟังดีกว่า 

http://www.thairath.co.th/content/342184

ผมไปถึงหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ประมาณสายๆ ไปถึงก็เริ่มต้นด้วยนิทานที่ผมและภรรยาแต่งขึ้น วาดภาพโดยคุณนันทวัน วาตะ ชื่อว่า “ต้นไม้ของพระราชา” พูดถึงพระปรีชาสามารถด้านวรรณกรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผมคั่นด้วยนิทานธรรมะหนึ่งเรื่อง เรื่องนี้พิเศษคือ ผมเล่านิทานประกอบเลโก้ ชื่อว่า “เต่ากับหมาจิ้งจอก” ตัวละครเป็นเต่าที่ต่อด้วยเลโก้ เป็นฝีมือของพี่กะทิ - สิริดนย์ เกษมศักดิ์โยธิน พี่กะทินำนิทานธรรมะเรื่องสั้นๆ ส่งมาให้ผมเล่า โดยใช้เต่าที่เขาต่อเป็นตัวดำเนินเรื่อง เด็กๆ ที่นั่งฟังนิทานเห็นแล้วดูออกว่าเป็นเต่าตัวใหญ่ เจ้าเต่าตัวนี้กำลังออกไปหาผักบุ้งกิน แต่วันนั้นโชคร้ายไปเจอเจ้าหมาจิ้งจอก (ลูกผมแสดงเอง) ที่ออกมาหาอาหารเช่นเดียวกัน เจ้าหมาจิ้งจอกอยากจะกินเต่า พอเต่าเห็นหมาจิ้งจอกพุ่งเข้ามา มันจึงเอาหัวและขาหดซ่อนเข้าไปในกระดอง เจ้าหมาจิ้งจอกกลัวฟันหักไม่กล้ากัดกระดอง มันก็รอๆๆ ให้เจ้าเต่าโผล่หัวและยื่นขาออกมา แต่เต่าอยู่นิ่งๆ ในกระดอง จนสุดท้ายหมาจิ้งจอกทำอะไรไม่ได้ หมดปัญญาที่จะกินเต่า มันเลยเดินหนีไป เต่าค่อยๆ โผล่หัวและขาออกมาและเดินหาผักบุ้งของมันต่อไป ผมสัมภาษณ์พี่กะทิว่านิทานเรื่องนี้สอนว่าอะไร พี่กะทิตอบว่า เราควรมีสติอยู่กับกายตลอดเวลา เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มักจะมีสิ่งภายนอกมากระทบอยู่เสมอ เราควรมีสติเหมือนกับเต่าที่อยู่นิ่งในกระดอง ป้องกันหัวและอวัยวะของมันเมื่อมีอันตราย

ต่อด้วย “เมฆน้อยของพระราชา” แต่งโดย รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีการทำฝนหลวงให้เด็กๆ เข้าใจได้ง่ายๆ

ผมปิดท้ายช่วงแรกนี้ด้วยเรื่อง “กล้องของใคร” แต่งภาพและวาดโดยคุณลำพู แสงลภ ที่พูดถึงการประกวดภาพถ่ายจากกล้องหลายประเภท จนสุดท้ายกล้องเก่าๆ ที่ถ่ายรูปความทุกข์ยากของประชาชน ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม

คิวต่อจากผม มีคุณนภัทร พุกกะณะสุต ประธานชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิสั้นแห่งประเทศไทย ขึ้นมาพูดถึงการอยู่ร่วมกันกับเด็กสมาธิสั้น และสนับสนุนการเล่นแบบไทย อาทิ ตั้งเต หมากเก็บ ซึ่งจะช่วยเรื่องของสายตา สมาธิ ความแม่นยำ ความแข็งแรงของร่างกาย การเล่นร่วมกันในแบบไทยนี้จะแตกต่างจากการเล่นเกมในปัจจุบันที่เด็กนั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์อยู่คนเดียว

หลังจากนั้นถือเป็นไฮไลต์ของงานช่วงเช้า นั่นก็คือการนำผลงานเลโก้ที่ต่อเป็นสถานที่ต่างๆ มาอธิบายให้เด็กๆ ดูทีละชิ้น โดยให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนั้นๆ เป็นผู้บรรยายด้วยตัวเอง เช่น ผลงานของคุณเมฆ ชื่อ “โครงการชั่งหัวมัน” อธิบายพื้นที่ใน อ.ท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ว่าปลูกพืชอะไรบ้าง ต่อมาคุณธีรวัฒน์ได้นำผลงานชื่อ “ชนะมาร ชนะโลก” มาอธิบาย จุดเด่นของผลงานชิ้นนี้คือจะมีพระนั่งอยู่ตรงกลาง รอบด้านมีช้างและสัตว์ประหลาดมากมาย นั่นคือเรื่องราวพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าตอนที่มีมารผจญก่อนจะตรัสรู้

ชิ้นงานเลโก้ที่ลูกชายผมชอบมากคือ “มหานรก” ของพี่ใบจั๋ง ได้สร้างนรกจำลอง โดยอธิบายนรกทีละขุมว่าถ้าทำผิดศีลข้อไหนจะได้รับผลกรรมอย่างไรบ้าง เด็กๆ ที่มาฟังให้ความสนใจอย่างมาก เพราะน้องใบจั๋งอธิบายเข้าใจง่าย คุยภาษาเด็กเหมือนกัน ทำให้เด็กๆ สนุกและได้ความรู้เกี่ยวกับธรรมะไปพร้อมๆ กัน น้องใบจั๋งเก่งขนาดอธิบายเป็นภาษาอังกฤษให้กับชาวต่างชาติที่แวะเข้ามาในสวนโมกข์ กรุงเทพฯ ได้ฟังอีกด้วยครับ

พอถึงช่วงพักเบรกเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ผมชอบมากเพราะทางผู้จัดงานเตรียมภาชนะเป็นชามใบใหญ่ ใครอยากกินอะไรใส่ของที่อยากกินรวมกันในชาม ได้อารมณ์เหมือนพระกินข้าวในบาตรเลยครับ หลังอาหารมื้อเที่ยง พระอาจารย์ชายกลางก็เข้ามาพอดี ผมได้พูดคุยถึงโครงการนี้ ท่านบอกว่าโครงการ “เด็กไทยในแผ่นดิน รัชกาลที่ ๙ “ เพิ่งจัดเป็นครั้งแรกเพราะอยากให้เด็กไทยเป็นเด็กดีมีศีลธรรม รักชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์

ผมเล่านิทานอีกสองเรื่องเพื่อเปิดงานช่วงบ่ายคือเรื่อง “เรือใบใจกล้า” ของคุณวิภาวี ฉกาจทรงศักดิ์ นิทานเรื่องนี้หวังให้เด็กไทยรู้จักคิดด้วยตนเองในสิ่งที่เลือกทำ เช่นเดียวกันกับคนที่เล่นเรือใบต้องรู้จริง กล้าลองผิดลองถูก เรียนรู้ทิศทางลมและคลื่น ที่สำคัญคือสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ และเรื่องสุดท้ายที่ผมนำไปเล่าได้แก่ “ตามยายไปวัด” ของคุณวีระยุทธ เลิศสุดวิชัย เป็นเรื่องราวของชุมชนที่ผูกพันระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียน หลานสองคนตามยายไปเวียนเทียนรอบอุโบสถของวัดแห่งหนึ่ง โดยมีภาพประกอบที่แสดงให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายแต่สวยงาม นั่นก็คือ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกนั่นเอง

หลังจากนั้นมีกิจกรรมศิลปะที่เด็กๆ ชอบ สอนโดยครูสังคม มาชวนเด็กๆ ออกแบบตกแต่งกรอบรูป เพื่อนำรูปในหลวงไปมอบให้กับชาวเขาบนดอย ผมฟังแล้วสนใจ เลยเข้าไปถามคุณอุ๊ ผู้เตรียมกรอบไม้ที่ติดรูปในหลวงอยู่ตรงกลาง คุณอุ๊เล่าว่าทุกๆ ปีจะมีเพื่อนนำของไปบริจาคให้กับเด็กชาวเขาในต่างจังหวัด ซึ่งจัดว่าอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารขนาดที่ว่าไปรษณีย์ยังเข้าไปไม่ถึง เมื่อไปแล้วพบว่าพวกเขาอยากได้รูปในหลวงไว้ติดบ้าน ทางคุณอุ๊จึงตัดปฏิทินเก่าที่มีรูปในหลวงเพื่อส่งไป แต่เพื่อนบอกว่าให้หากรอบรูปมาให้ด้วย ถ้าเป็นกรอบกระจกหรือกรอบพลาสติกก็มีโอกาสแตกได้ คุณอุ๊คิดและตั้งจิตอธิษฐาน ในที่สุดก็คิดถึงกรอบรูปไม้ จึงไปซื้อแผ่นไม้มาตัดเอง ติดรูปในหลวงลงไป แล้วนำมาให้เด็กๆ ช่วยวาดรูปและลงสี เมื่อผลงานเสร็จแล้ว จึงส่งขึ้นไปบนดอยต่อไป

ขณะที่เด็กๆ ใช้สมาธิกับการวาดรูป พระอาจารย์ชายกลางก็สนทนาธรรมกับผู้ปกครองที่มารอลูก โดยเกริ่นว่าช่วงวันหยุดยาว หลายคนออกไปเที่ยวต่างจังหวัดกันหมด แต่บางครั้งก็หลงลืมไปว่าวันหยุดที่พิเศษอย่างเช่น วันจักรีนี้มีความสำคัญหรือความเป็นมาอย่างไร พระอาจารย์จึงได้เล่าถึงพระราชประวัติและพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงการส่งเสริมให้เด็กๆ ของเราเป็นคนดีเพื่อสร้างสังคมที่ดีต่อไป

ในช่วงสุดท้ายก็มีถ่ายรูปหมู่ร่วมกันก่อนกลับบ้าน ทำให้ได้เห็นบรรยากาศอบอุ่นของครอบครัวที่มาร่วมงานเต็มไปด้วยรอยยิ้มจากกิจกรรมดีๆ ครั้งนี้นับว่าการเปิดตัวโครงการเป็นครั้งแรก ถ้าใครสนใจและต้องการสนับสนุนโครงการดีๆ แบบนี้ แนะนำให้ลองเข้าไปสอบถามข้อมูลจากพระอาจารย์ชายกลางเพิ่มเติมได้ที่วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ท่านกล่าวว่าจะพยายามจัดโครงการอย่างนี้ขึ้นอีก โดยอาจจะไปจัดตามต่างจังหวัดและพื้นที่ทุรกันดารบ้างในอนาคตครับ

น้าเมฆ


http://www.facebook.com/cloudbookfanpage

ผมได้รับการติดต่อจากญาติธรรมพระชายกลาง อภิญาโณ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกให้ไปเล่านิทานในวันจักรีที่ผ่านมา ก่อนจะรับงานทุกครั้งผมก็ต้องสอบถามลักษณะงานก่อน เพื่อจะได้เตรียมนิทานไปเล่าได้เหมาะสม... 9 เม.ย. 2558 11:16 9 เม.ย. 2558 14:21 ไทยรัฐ