วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ความเป็น “ผู้ประกอบการ” กับวงการไอที

โดย มาร์ค Blognone

ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ของคุณกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่หันมาเขียนหนังสือช่วง “พักเบรก” ทางการเมือง

หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า Dare to Do ไม่เกี่ยวอะไรกับการเมืองเลย แต่เป็นเรื่องของ “ผู้ประกอบการ” ภาคเอกชนที่คุณกรณ์สนใจและไปสัมภาษณ์มา

ผู้ประกอบการที่ให้สัมภาษณ์มีทั้งหมด 12 ราย (พร้อมความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด-ธุรกิจอีกจำนวนหนึ่ง) มีตั้งแต่ขายพระเครื่อง (บอย ท่าพระจันทร์) ขายหมูทอด (เจ๊จง) ขายขนม (After You) ไปจนถึงผู้ประกอบการด้านไอทีและสตาร์ตอัพ

แน่นอนว่าคอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์ด้านไอที เราก็ขอนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการด้านไอทีสักหน่อยครับ ผู้ที่ให้สัมภาษณ์ในเล่มได้แก่ คุณหมูแห่ง Ookbee, คุณเอม Hubba, คุณป้อม ภาวุธ Tarad.com และคุณพอล ผู้ก่อตั้ง Ensogo

ผมคงไม่ลงรายละเอียดของเรื่องราว ความเป็นมา เคล็ดลับความสำเร็จของแต่ละบริษัท แต่ประเด็นที่ผมสนใจคือคุณกรณ์นำชีวิตของสตาร์ตอัพไอทีเหล่านี้ ไปเปรียบเทียบกับชีวิตของตัวเองที่เคยเปิดบริษัทด้านการเงินการลงทุนมาก่อน

คุณกรณ์บอกว่าในช่วงนั้นเวลานั้น ธุรกิจที่ทำเงินได้ดีที่สุดคือ “ไฟแนนซ์” เพราะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังบูม ตลาดหุ้นกำลังขึ้น และเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาอย่างท่วมท้น

แต่มาถึงตอนนี้ เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังซบเซาหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 และวิกฤติเศรษฐกิจอื่นๆ ทั่วโลก ธุรกิจที่ทำเงินได้ดีที่สุดจึงเปลี่ยนมาเป็น “ไอที” แทน

ผมขอเสริมว่าการที่ธุรกิจไอทีกลายเป็นบ่อเงินบ่อทอง เป็นเพราะเทคโนโลยีพัฒนามาถึงจุดที่เข้ามาแทรกซึมกับชีวิตของผู้คนได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แถมกระแสการเปลี่ยนแปลงยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กระแสเว็บ ตามมาด้วยสมาร์ทโฟน แอพ และกำลังพัฒนาไปสู่อุปกรณ์ทุกสิ่งอย่างเชื่อมต่อเน็ต (Internet of Things) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เมื่อธุรกิจไอทีอยู่ในรอบ “ขาขึ้น” เราจึงเห็นบริษัทไอทีจากต่างประเทศที่มีนวัตกรรม ต่างก็ผงาดขึ้นมายิ่งใหญ่กันถ้วนหน้า บริษัทอย่างกูเกิล เฟซบุ๊ก แอปเปิล ทวิตเตอร์ กลายเป็นหุ้นเด่นในตลาดหลักทรัพย์

เท่านั้นยังไม่พอการบูมของบริษัทไอทีชื่อดัง ผนวกกับธุรกิจอื่นๆ ของโลกยังซบเซา ส่งผลให้นักลงทุนสนใจถ่ายเทเงินมาลงทุนในบริษัทไอทีมากขึ้น ด้วยความเชื่อว่าเราจะได้เห็น “เฟซบุ๊กรายต่อมา” “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กคนใหม่” เติบโตขึ้นมา (และทำกำไรมหาศาลให้นักลงทุนเหล่านี้)

ปัจจัยหลายอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด จึงเป็นผลให้เกิดบริษัทสตาร์ตอัพหน้าใหม่จำนวนมหาศาล และต่างก็ลองผิดลองถูกเพื่อหาโอกาสทางธุรกิจของตน

รายที่ประสบความสำเร็จ ค้นหาจุดเด่นของตัวเองและช่องว่างทางการตลาดเจอ ก็สร้างความมั่งคั่งจากทั้งรายได้ตรง และเงินลงทุนจากนักลงทุนหรือบริษัทที่มาซื้อกิจการ ซึ่งเรื่องราวของหลายบริษัทก็อยู่ในหนังสือของคุณกรณ์แล้ว (แต่ก็ยังมีบริษัทอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จไม่ด้อยกว่ากันอีกหลายราย)

อย่างไรก็ตาม ผมก็ต้องย้ำตรงนี้ว่า บริษัทที่ไม่ประสบความสำเร็จก็มีอีกมากครับ และเรามักทำลืมๆ หรือเผลอไม่สนใจบริษัทเหล่านี้ ซึ่งเหตุผลก็อาจเป็นเพราะมันไม่ใช่เรื่องที่น่าจดจำเท่ากับเรื่องราวที่ประสบความสำเร็จ

เราได้ยินประโยค “การลงทุนมีความเสี่ยง” กันอยู่เสมอมา แต่การทำธุรกิจก็มีความเสี่ยงไม่ต่างกัน

ผมดีใจที่เห็นสตาร์ตอัพไอทีหน้าใหม่ๆ กระโจนเข้ามาสู่วงการ และคิดว่าปรากฏการณ์นี้จะสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมไอทีของบ้านเราในระยะยาว (ต่อให้ล้มเหลว คนกลุ่มนี้ก็ได้ประสบการณ์ล้ำค่าไปลองทำสิ่งใหม่ๆ ต่อไป) แต่ก็ต้องย้ำเตือนกันอีกรอบว่าการเปิดบริษัทของตัวเองนั้นไม่ง่ายเลย เหน็ดเหนื่อยแสนเข็ญมากมาย

ถ้ามีโอกาสคุยกับผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จล้นฟ้า เราจะพบว่าระหว่างทางมีแต่บาดแผลโชกเลือด หยาดเหงื่อและคราบน้ำตา

ผู้ประกอบการที่บอกว่าชีวิตง่ายๆ ชิลๆ นั่งทำโน่นนี่ไม่ยากอะไรก็ได้เงินเป็นสิบล้านร้อยล้าน ไหลเข้ากระเป๋า เป็น passive income ไม่ต้องทำงานก็มีเงินใช้นั้นแทบไม่มีอยู่จริงครับ (ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการตัวจริงจะบ่นว่า “นอนไม่พอ” “ไม่มีเวลาเลย” “ยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก”)

ดังนั้นก่อนจะเปิดบริษัท ขอให้คิดดีๆ หลายๆ ตลบว่าเราจะประสบกับชีวิตที่แสนเข็ญไปอีกหลายปี แต่แน่นอนว่าในทางกลับกัน ถ้าทำจนประสบความสำเร็จ เราก็มีชีวิตที่มั่งคั่งทั้งรายได้และชื่อเสียงรออยู่เบื้องหน้า ทบทวนอย่างรอบคอบแล้วมั่นใจว่าพร้อมจะเสี่ยง ก็ยินดีต้อนรับ และขอให้โชคดี

มาร์ค Blognone

ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ของคุณกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่หันมาเขียนหนังสือช่วง “พักเบรก” ทางการเมือง 9 เม.ย. 2558 10:52 9 เม.ย. 2558 19:32 ไทยรัฐ