วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ต้อกระจก-โรคผิวหนังรักษาฟรี

ต้อกระจก-โรคผิวหนังรักษาฟรี

  • Share:

รัฐลุยอุ้มเกษตรกรเต็มเหนี่ยว ดัน พ.ร.บ.รายได้-สวัสดิการ

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการยกร่าง พ.ร.บ.ประกันรายได้และสวัสดิการเกษตรกร พ.ศ. ...ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขเพื่อเตรียมทำประชาพิจารณ์อีกครั้ง ภายในเดือน เม.ย.นี้ และคาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในเดือน พ.ค.นี้ โดยประเด็นการแก้ไขแบ่งเป็น 1.นิยามของคำว่า “สวัสดิการ” ต้องมีความชัดเจน เช่น กลุ่มคนที่รัฐบาลช่วยเหลือต้องเป็นเกษตรกรจริง โดยจะต้องมีการจดทะเบียนเกษตรกรทั้งประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และกระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือกันจดทะเบียนผู้มีรายได้ทรัพย์สินเพื่อให้ได้ประโยชน์จากมาตรการรัฐบาลโดยตรง

“นิยามสวัสดิการ เป็นเรื่องที่ยาก เพราะว่าชาวนาแบ่งเป็น 3 กลุ่ม 1.กลุ่มที่มีที่ดินของตัวเอง 2.กลุ่มที่เช่าที่ดิน และ 3.กลุ่มแรงงาน ซึ่งพิสูจน์ได้ยากว่าใครเป็นเกษตรกร และอาจมีผลกระทบกับการออกแบบการช่วยเหลือสวัสดิการ อย่างกลุ่มที่มีที่ดินทำกินกับกลุ่มที่เช่าที่ดิน อาจจะมีการดูแลในอีกระดับหนึ่ง โดยแนวคิดเบื้องต้น อาจจะให้มีการจ่ายเงินเพื่อให้ชาวนามีส่วนร่วมในการสร้างสวัสดิการตัวเองได้”

สำหรับเรื่องที่ 2.คือ อำนาจและภารกิจของคณะกรรมการที่กำหนดเรื่องของระดับรายได้ โดยคณะกรรมการชุดนี้มีภารกิจเกี่ยวกับการวางแผนด้านสวัสดิการ นอกเหนือจากสวัสดิการที่เกษตรกรได้รับแล้ว ยังจะมีสวัสดิการอื่นๆ อีกหรือไม่ เพราะเกษตรกรมีความเสี่ยงไม่เหมือนคนทั่วไป เช่น โรคที่เกี่ยวกับการทำเกษตรคือ โรคต้อกระจก โรคผิวหนังจากการโดนแดด ประกันสุขภาพจะครอบคลุมหรือไม่ ส่วนเรื่องที่ 3.คือ การประกันภัยยังต้องศึกษาเช่นกัน รัฐบาลควรเข้ามาช่วยในด้านประกันภัยหรือไม่ เนื่องจากความเสี่ยงเกษตรกรส่วนใหญ่คือ ราคาพืชผลเกษตรและอายุของเกษตรกรที่มีมากขึ้น ซึ่งเกษตรกรบางกลุ่มไม่มีเงินสะสม มีโรคภัยไข้เจ็บ แม้จะทำประกันภัยอยู่บ้างแต่ก็ไม่กว้างขวาง”

ทั้งนี้ หลักการของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังคงเน้นการช่วยเหลือเรื่องรายได้ ไม่ใช่ราคาพืชผล และการช่วยเหลือสวัสดิการ โดยมีคณะกรรมการใหญ่เป็นผู้กำหนดแผนงานและงบประมาณ โดยต้องอิงกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภาคการเกษตร เพื่อป้องกันรัฐบาลใช้เงินเกินกว่าความจำเป็น โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดสัดส่วนวงเงินไว้ที่ 1-10% ของจีดีพี หรือปีละ 100,000 ล้านบาท โดยไม่ส่งผลฐานะการคลัง.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้