วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
 สภาพอากาศ อันตรายใกล้ตัวเมื่อทำการบิน

สภาพอากาศ อันตรายใกล้ตัวเมื่อทำการบิน

  • Share:

การบินเป็นการเดินทางไปในอากาศด้วยอากาศยานซึ่งจำเป็นต้องอาศัยอากาศเพื่อพยุงให้อากาศยานลอยตัว และขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ต้องการ ตามคุณลักษณะทางอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ของอากาศยานแต่ละแบบอากาศในชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกไว้ตามธรรมชาติ มีคุณลักษณะทางกายภาพที่เป็นพลวัตคือมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่อยู่นอกเหนือความสามารถในการควบคุมของมนุษย์เป็นปรากฏการณ์ที่มีผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพอากาศที่มีความแปรปรวนที่รวดเร็วและรุนแรงจะก่อให้เกิดภัยพิบัติ ต่อชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินได้ รวมทั้งภัยพิบัติในการบินด้วย


ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีสภาพอากาศแปรปรวนรวดเร็วมีปรากฏการณ์หลายๆ อย่างเกิดขึ้นในอากาศและบางครั้งมีความรุนแรงมาก ทำให้เกิดเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติการบินที่นักบินทั้งหลายมักจะประสบอยู่เสมอคือ พายุฟ้าคะนอง (THUNDERSTROMS) ซึ่งนักบินทุกคนเคยได้รับการศึกษามาแล้วในวิชาอุตุนิยมวิทยาการบิน และถ้าหากได้สำรวจหนังสือ และบทความในด้านวิทยาการการบิน ซึ่งมีปรากฏอยู่ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษก็จะพบเรื่องเกี่ยวกับพายุฟ้าคะนองในเรื่องเกี่ยวกับการเกิด ลักษณะอากาศขณะเกิด ภัยอันตรายและข้อควรปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายโดยมุ่นเน้นอันตรายที่จะเกิดต่อการปฏิบัติการบิน บทความที่ผู้เขียนได้เรียบเรียงเพื่อนำเสนอต่อเพื่อนๆ นักบินได้มาจากการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงที่ระบุไว้ท้ายบทความนำมาสรุปสาระสำคัญเผยแพร่เพื่อทบทวนความรู้ สำหรับเพื่อนนักบินนำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติการกิจการบินในสภาพพายุฟ้าคะนองได้อย่างปลอดภัย

พายุฟ้าคะนอง
พายุฟ้าคะนอง (Thunderstorms) เป็นลมกระโชกรุนแรงเริ่มก่อตัวจากเมฆคิวมูลัส (Cu) เมื่อเมฆคิวมูลัสก่อตัวสูงขึ้นเนื่องจากกระแสอากาศมีการยกตัวขึ้นอย่างรุนแรงอากาศร้อนความชื้นสูงอากาศไร้เสถียรภาพแบบมีเงื่อนไข จึงทำให้อากาศลอยตัวสูงขึ้นๆ และขยายตัวใหญ่ขึ้นกลายเป็นเมฆคิวมูโลนิมบัส (Cu) ในที่สุดเป็นเมฆที่ทำให้เกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้องและฟ้าฝ่ายอดเมฆคิวมูโลนิมบัสมีรูปร่างแผ่ออกกว้างคล้ายรูปทั่ง

การเกิดพายุคะนองเกิดขึ้นได้ 3 ประเภท
1. พายุฟ้าคะนองเกิดจากมวลอากาศ

2. พายุฟ้าคะนองเกิดจากแนวปะทะ

3. พายุฟ้าคะนองเกิดบริเวณภูเขา

1.พายุฟ้าคะนองเกิดจากมวลอากาศ
เกิดขึ้นจากโลกได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ ทำให้พื้นดินรับความร้อนตามอากาศเหนือพื้นดินจึงมีการยกตัวลอยสูงขึ้นเกิดเป็นเมฆคิวมูลัสและสามารถพัฒนากลายเป็นพายุฟ้าคะนองได้ ในตอนบ่ายและเย็น

2. พายุฟ้าคะนองเกิดจากแนวปะทะ
อาจเกิดจากแนวปะทะอากาศเย็น หรือแนวปะทะอากาศอุ่นก็ได้ถ้าเกิดจากแนวปะทะอากาศเย็นจะมีลักษณะมวลอากาศเย็นเคลื่อนที่เข้าไปใต้มวลอากาศอุ่น ยกตัวให้มวลอากาศอุ่นลอยสูงขึ้นและเย็นตัวลงกลายเป็นพายุฟ้าคะนองได้ ถ้าเกิดจากแนวปะทะอากาศอุ่นจะมีลักษณะมวลอากาศอุ่นเคลื่อนที่อยู่เหนือมวลอากาศเย็นทำให้มวลอากาศอุ่นลอยตัวสูงขึ้น เย็นตัวลงและขยายตัวออกกลายเป็นพายุฟ้าคะนองได้

3.พายุฟ้าคะนองเกิดบริเวณภูเขา
เกิดจากการที่มวลอากาศยกตัวสูงขึ้นตามความลาดชันของภูเขา มวลอากาศจะเย็นลงและขยายตัวออก กลายเป็นพายุฟ้าคะนอง ซึ่งมีความร้ายแรงกว่า 2 แบบที่กล่าวคือ เมฆจะก่อตัวในแนวตั้งสูงมาก อากาศปั่นป่วนมาก

ลักษณะอากาศขณะเกิดพายุฟ้าคะนอง ได้แก่
1. เมฆทวีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

2. ลมพัดแรงและลมกระโชกเป็นครั้งคราวอาจทำให้สิ่งก่อสร้างหักพังหรือต้นไม้หักโค่นได้

3. ฝนเริ่มตกและตกหนักในเวลาต่อมา อาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้

4. บางครั้งเกิดลูกเห็บตกลงมา ซึ่งทำความเสียหายให้กับพืช ผักผลไม้ สัตว์เลี้ยง และสิ่งก่อสร้าง

5. เกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้องและฟ้าผ่าอาจทำลายชีวิตของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงได้

6. อาจเกิดลมงวงซึ่งทำลายชีวิตมนุษย์ สัตว์ต้นไม้ และสิ่งก่อสร้างได้

การเกิดพายุฟ้าคะนองแบ่งเป็น 3 ขั้นคือ


1. ขั้นก่อตัว (cumulus stage) เมฆคิวมูลัสก้อนเล็กเริ่มขยายตัวมีกระแสอากาศไหลขึ้นจากฐานเมฆ ด้วยอัตราเร็วประมาณ 26ฟุต/นาที ภายในเมฆคิวมูลัสประกอบด้วยหยดน้ำขนาดเล็กมีการรวมตัวกันมีขนาดใหญ่ขึ้นตกลงสู่เบื้องล่างแต่กระแสอากาศทำให้หยดน้ำขนาดใหญ่แตกเป็นหยดน้ำขนาดเล็กอีกแล้วยกตัวขึ้นสู่เบื้องบน ภายในก้อนเมฆคิวมูลัสในระดับต่ำๆ จึงประกอบด้วยหยดน้ำส่วนระดับสูงถึงระดับเยือกแข็ง (freezinglevel) จะประกอบด้วยเกล็ดน้ำแข็งและหิมะ ขั้นนี้กินเวลานานประมาณ 10-15 นาที ขั้นก่อตัว (culmulus stage)

2.ขั้นเจริญเต็มที่ (mature stage) ภายในเมฆก้อนใหญ่ประกอบด้วยหยดน้ำและเกล็ดน้ำแข็งหรือหิมะ มีการรวมตัวกันขนาดใหญ่ขึ้นหนักขึ้นจนกระแสอากาศที่ไหลขึ้นต้านไม่ไหวทำให้หยดน้ำหรือเกล็ดน้ำแข็งหรือหิมะตกลงสู่พื้นดินกลายเป็นฝนหรือหิมะเป็นขั้นรุนแรงที่สุดของพายุฟ้าคะนองมีกระแสอากาศไหลลงเริ่มจากระดับต่ำและกลางก่อน แล้วจึงมีกระแสอากาศไหลลงจากระดับสูง ทำให้เกิดลมกระโชกรุนแรงและอุณหภูมิพื้นดินบริเวณนั้นก็เย็นลงฝนตกหนักเป็นเวลานานอาจมีลูกเห็บตกมีฟ้าแลบฟ้าร้อง และฟ้าผ่า อากาศปั่นป่วนมาก ท้องฟ้ามืดกินเวลานานประมาณ 15-30 นาที ขั้นเจริญเต็มที่ (mature stage)

3. ขั้นสลายตัว (dissipating stage) ภายในคิวมูโลนิมบัสเมฆไม่มีกระแสอากาศไหลขึ้น มีแต่กระแสอากาศไหลลงจากระดับต่ำถึงระดับสูงจนกระแสลมหยุดพัดฝนและหิมะหยุดตก พายุฟ้าคะนองค่อยๆ หมดไปอุณหภูมิ ของก้อนเมฆก็ค่อย ๆ ปรับเท่ากับบริเวณใกล้เคียง อุณหภูมิจะสูงขึ้น ทุกอย่างเข้าสู่สภาพปกติ กินเวลาประมาณ 30 นาที รวมเป็นเวลาของการเกิดพายุฟ้าคะนองนานประมาณ 1–2 ชั่วโมง
ขั้นสลายตัว (dissipating stage)

อันตรายของพายุฟ้าคะนองต่อการบิน บริเวณที่เป็นอันตรายของพายุฟ้าคะนองต่อการบินมิได้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณ ภายในหรือภายใต้พายุฟ้าคะนองเท่านั้นแต่ยังมีอันตรายในพื้นที่โดยรอบอีกด้วย นักบินจึงควรทำการบิน เพื่อหลีกเลี่ยง พายุฟ้าคะนองอย่างน้อย 10 นอติคอลไมล์ (18 กม.) หรือถ้าเป็นพายุที่รุนแรงมาก ควรบินให้ห่างถึง 20 นอติคอลไมล์ (36 กม.) ในอากาศยานที่มีการติดตั้งเรดาร์ตรวจอากาศ (Airborne weatherradar) นักบินจะรู้ถึงขนาดของบริเวณที่เกิดพายุฟ้าคะนองและสามารถพิจารณาเลือกเส้นทางบินเพื่อหลีกเลี่ยงได้อย่างเหมาะสม แต่ถ้าเป็นอากาศยานที่ไม่มีเรดาร์ตรวจอากาศจำเป็นต้องใช้ การสังเกตจากสายตาของนักบิน และประสบการณ์ในการตัดสินใจหลีกเลี่ยง แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องค่อนข้างยากหากมีเมฆมากและบดบังการเกิดพายุฟ้าคะนอง แต่อาจจะสังเกตจากฟ้าแลบได้ ถ้ามีฟ้าแลบเกิดขึ้นมากอาจจะแสดงถึงว่าเป็นพายุฟ้าคะนองที่ค่อนข้างรุนแรงอันตรายที่จะเกิดต่อการบิน กระแสลมที่พัดอย่างรุนแรงอาจทำให้เสียแนวบินที่ต้องการ สูญเสียการควบคุมอากาศยาน กระแสลมวนทำให้สูญเสียการควบคุมอากาศยาน ความเสียหายจากลูกเห็บ ที่เกิดกับลำตัวจากอากาศยาน หรือ wind shield ทัศนวิสัยลดลงและจำกัด ความเสียหายที่เกิดจากฟ้าผ่ารวมถึงความเสียหายต่อระบบไฟฟ้า และวิทยุของอากาศยาน เกิดการรบกวนในระบบการติดต่อสื่อสาร หรือระบบเครื่องช่วยเดินอากาศ

คำแนะนำสำหรับการบินในบริเวณที่เกิดพายุฟ้าคะนอง
ไม่ทำการขึ้นลงในพื้นที่หรือสนามบินที่กำลังเกิดพายุฟ้าคะนองเนื่องจากกระแสปั่นป่วนมีลมเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และเปลี่ยนแปลงทิศทางอย่างกะทันหัน และกระแสอากาศมวลวนในบริเวณนั้น ในขณะทำการบินให้ทำการบินหลีกเลี่ยงบริเวณที่เกิดพายุฟ้าคะนองอย่างน้อย 10 นอติคอลไมล์ (18 กม.) หรือหากเป็นพายุฟ้าคะนองที่รุนแรงควรบินให้ห่างอย่างน้อย 20 นอติคอลไมล์ โดยสังเกตจากจอแสดงภาพของเรดาร์ตรวจอากาศหากเป็นอากาศยานที่ไม่มีเรดาร์ตรวจอากาศติดตั้งให้สังเกตุด้วยสายตาจากกลุ่มเมฆที่ก่อตัวในแนวตั้ง สายฝนที่กำลังตกหนัก รวมทั้งการเกิดฟ้าแลบและฟ้าผ่าที่จะแสดงถึงบริเวณที่เกิดพายุฟ้าคะนอง

ทำการคาดและจัดปรับสายรัดตัวรัดไหล่ทั้งนักบินและผู้โดยสารรวมทั้งยึดตรึงสิ่งของและอุปกรณ์ต่างๆ ในอากาศยานหากทำการบินในเวลากลางคืนควรเปิดไฟส่องสว่างในห้องนักบินเพื่อลดการสูญเสียการมองเห็นในเวลากลางคืนจากฟ้าแลบห้ามทำการบินใต้พายุฟ้าคะนองเพราะในบริเวณนั้นมีกระแสลมปั่นป่วนรุนแรง มีลูกเห็บตกรวมทั้งฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ซึ่งจะทำให้เกิดภัยพิบัติต่ออากาศยานได้มีคำแนะนำจากบทความเรื่องพายุฟ้าคะนอง (THUNDERSTROMS) ที่กล่าวไว้อย่างกระชับ และเข้าใจได้ง่าย คือ อย่าบินเข้าไปหามันให้บินเลี่ยงไปเสียทางอื่น ให้บินให้ห่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือถ้าหันหลังกลับได้ก็จะยิ่งดี.


เอกสารอ้างอิง Airman’sInformation Manual May 8, 1986 The Pilot’s ManualInstrument Flying Jan 1990 Instrument Commercial Manual Jeppensen 2001 FM 1- 230 Meteorology for Army Aviators

อุตุนิยมวิทยา ผศ.วิไลลักษณ์ ตั้งเจริญ พิมพ์ครั้งที่ 1 2540

พายุฟ้าคะนอง (Thunderstroms) เรียบเรียงโดย น.ท.เกรียงไกร แสนทวีสุข ลงพิมพ์ในหนังสือ Safety Information ฉบับที่ 70 – 71 ของกองทัพอากาศ

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้