วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แขกวำปะนัว

หนังสือดรุณศึกษา ตำราเรียนภาษาไทย ภราดา ฟ.ฮีแลร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ แต่งเมื่อปี 2453 มี 5 เล่ม ชั้นเตรียม ป.1 ไปถึง ป.4 ถึงวันนี้ ยังใช้เรียนกันแพร่หลายในโรงเรียนฝรั่ง และมีการแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ

สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ได้ลิขสิทธิ์จัดส่งมาให้ทั้ง 5 เล่ม

ผมอ่านแล้วก็ได้แต่อัศจรรย์ใจ ครูฝรั่งท่านนี้ อยู่เมืองไทยแค่ 9 ปี ทำไม แต่งตำราให้เด็กเรียนภาษาไทยได้แตกฉานนัก

อย่าว่าเรื่องการเขียนการอ่าน สะกดการันต์เลย...ภราดา ฟ.ฮีแลร์ ท่านแอบปลูกฝังวิชาความรู้...ต่างๆมากมาย ประวัติศาสตร์ ไทย จีน ฝรั่ง

เล่มชั้น ป.3 หลังบทที่ 58 สอนคำที่ใช้ ตัว รร (รอหัน) พรรณ สรร บรรหาร บรรจบ บรรดา ฯลฯ แล้ว ขึ้นบทที่ 59 ครูฝรั่งท่านก็ฝึกการอ่าน ด้วยการเล่าเรื่อง ธรรมเนียมแขกแดง ทั้งถ้อยคำ สำนวน ผมพยายาม ใช้ตามต้นฉบับ...ลองอ่านกันดู

ในประเทศอเมริกาเหนือ มีแขกพวกหนึ่ง ผิวพรรณวรรณะแดงๆ เรียกว่าวำปะนัว และบรรดาแขกวำปะนัวเหล่านี้ มีวิธีปกครองลูกหลาน แปลกกว่าประเพณีของคนชาติอื่นๆ

เป็นธรรมเนียมของเขา มาแต่ดึกดำบรรพ์ นานมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นลูกนายหรือลูกไพร่ คนสามัญอย่างไรก็ตาม เขาก็บำรุงเลี้ยงเสมอหน้ากันหมด

แขกวำปะนัวเป็นชาวป่าชาวดง หากินในทางล่าเนื้อกวาง ละมั่ง จึงให้ลูกฝึกหัดให้ตาไว เท้าไว มือแม่น ใจกล้าฉกาจฉกรรจ์ อดทนต่อความเหนื่อยยากลำบาก ไม่ให้บ่น ไม่ให้รำพัน ร้องทุกข์ อย่างเด็กธรรมดา

ในชั้นแรก เขาฝึกให้ลูกถูกเฆี่ยน ถูกโบยต่างๆ และห้ามมิให้ร้อง ต้องทำหน้าตาหัวเราะยิ้มแย้ม...บางทีเขาให้กระโดด ให้วิ่งทนหนทางไกลเหลือไกล ห้ามมิให้กินน้ำและนั่งผ่อนพักที่ไหนตามทางเลย บังคับให้กลับทันกำหนดเวลาจงได้

บางทีให้คนหนึ่งขี่ม้าวิ่งห้อ และอีกคนหนึ่งนั้นหัดให้วิ่งตามให้ทัน

ทุกปี ถ้าถึงฤดูหนาวเข้าเมื่อไรแล้ว พวกเด็กแขกวำปะนัว ที่มีอายุรุ่นหนุ่ม คือในราวอายุสิบสี่สิบห้าปี ยังต้องถูกทรมานเป็นพิเศษ เป็นครั้งที่สุด อีกครั้งหนึ่ง คือถูกพ่อแม่เอาไปปล่อยป่า จะเรียกเป็นพิธีเข้าบวชป่า ก็ว่าได้

พอย่างเข้าหน้าหนาว พ่อแม่ก็หาขวาน หาพร้า กับธนู หน้าไม้ ไว้ให้ลูกเป็นทุนรอน หรือเครื่องบริขาร แล้วเขาก็เอาผ้าพันตาของลูกไว้แน่น เพื่อกันมิให้เห็นอะไรหมด แล้วก็พาเข้าไปในป่าที่ลึกๆ ซึ่งเด็กคนนั้นยังไม่เคยไป

แล้วปล่อยให้อยู่ที่ในป่านั้น แต่ผู้เดียว ตลอดชั่วฤดูหนาว

ครั้นย่างเข้าฤดูร้อน พ่อแม่และพี่น้อง...ก็ตามไปหา บางทีพบแต่ซากศพ เพราะเด็กนั้นอดอาหารตาย หนาวตาย บางทีสัตว์ร้ายก็เอาไปกินเสีย ไม่เห็นศพเลยก็มี

แต่ข้อที่น่าอัศจรรย์ใจ ก็คือ บรรดาญาติพี่น้องที่ตามไปหานั้น ดูไม่ค่อยจะอาลัยในเด็กที่ตายหรือหายไปนั้นเท่าไรนัก ที่เขาจะเข้าใจว่า มันตายเสียแล้วก็แล้วกัน เมื่อมันหาเลี้ยงตัวเอง และป้องกันตัวเองไม่ได้แล้ว ถึงจะอยู่ต่อไปข้างหน้าก็จะหาเลี้ยงตัวและปกครองบุตรภรรยา หรือพรรคพวก...อย่างไรก็คงไม่ได้

อยู่ไปก็หนักแผ่นดินเปล่า

แต่ทว่าถ้าเด็กคนใด บึกบึนทนทรกรรมอยู่ในป่าได้ ไม่ตาย พวกญาติพี่น้องและพ่อแม่ก็ดีใจสรรเสริญ...ตั้งเป็นกระบวนแห่รับกลับเข้ามาบ้าน ให้นั่งกินนอนกิน ไม่ต้องทำงาน จัดการทำขวัญกันสนุกสนาน อวยชัยให้พรไปต่างๆ

จบจากเรื่องแขกวำปะนัว ครูฝรั่งท่านก็สอนว่า แท้จริงควรจะทำอย่างโบราณ รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ลูกจึงจะเป็นคนขยันได้ ถ้าไม่ตีลูกเมื่อเด็กๆ ลูกเติบโตขึ้นอาจกลับตีพ่อแม่เองก็ได้

ถ้ากลัวลูกจะร้องไห้เมื่อเด็ก ภายหลังน่ากลัวพ่อแม่เอง จะเป็นผู้ร้องไห้เพราะลูก

ผมได้ทบทวนการใช้ รร...หรือรอหัน ได้ตื่นเต้นกับเรื่องฝึกลูกแขกวำปะนัว ตั้งแต่การสอบซ่อม ถึงตอนสอบไล่ หรือบวชป่า ซึ่งเดิมพันด้วยชีวิต...นึกถึงการฝึกหน่วยซีล แรมโบ้ของฝรั่ง แล้วก็มโนต่อไป...

ถ้าเอาวิชาบวชป่าใช้สอนเด็กไทย... เด็กเราโตขึ้นมา ไม่เพียงแต่เป็นผู้แกล้วกล้าสามารถ เขาคงจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ถ้าเป็นผู้นำ ก็ต้องเป็นผู้นำที่ดี

อย่างน้อยที่สุดสัญญาขอเวลา...อะไรไว้ เขาจะทำตามสัญญา เรื่องจะโอ้เอ้วิหารราย อ้างหมอดูทำนาย อ้างโน่นนี่ ขอตีตั๋วนั่งเก้าอี้ต่อไป คงไม่มี.

กิเลน ประลองเชิง

8 เม.ย. 2558 10:27 8 เม.ย. 2558 10:27 ไทยรัฐ


advertisement