วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กตู่แฉกระแสต้าน มีทั้งนอก-ใน

5กลุ่มก็ไม่เลิกข่าว‘บวรศักดิ์’มีตกหล่นจริง

รัฐบาลแจงทูตนานาชาติใช้ ม.44 ยึดหลักสิทธิมนุษยชนสากลเคร่งครัด “วิษณุ” ย้ำจำเป็นต้องใช้ ก.ม.พิเศษควบคุม 5 กลุ่มเคลื่อนไหวป่วนไม่เลิก “ประยุทธ์” เบรกโหร คมช.หยุดจ้อนั่งยาว 3 ปี ลั่นไม่ได้อยากอยู่ ทุกอย่างเดินตามโรดแม็ป เรียกถกเครียดแม่น้ำ 5 สาย หวั่น รธน.ใหม่ล่มถูกแรงต้านทั้งใน-นอกประเทศรุมกระหน่ำ สั่งการบ้านช่วยหาทางออกถ้า รธน.คว่ำ แบไต๋หาก รธน.ไม่ผ่าน ต้องเริ่มทำใหม่ทั้งหมด บ่นอุบแก้ปัญหาประเทศได้ไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ กมธ.ยกร่างฯสรุปร่างแรก ชงเพิ่มหมวดปฏิรูปตำรวจลง รธน. “บวรศักดิ์” แถลงถอดเทปโต้สื่อบิดเบือนข่าวจวกคนเรียนสูงยิ่งชั่ว จี้แก้พาดหัวข่าวให้ถูกต้อง ฝากองค์กรสื่อดูแลกันเอง “บิ๊กต๊อก” นัดสัปดาห์นี้ชงนายกฯเชือด 100 ขรก.โกง นายกฯยันให้ความเป็นธรรมสู้คดี เผย 10 ผวจ.ติดโผพัวพันทุจริตงบภัยพิบัติ-จัดซื้อยาฆ่าแมลง

กรณีนานาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลยังคงแสดงความเป็นห่วงการใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวว่าอาจมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน ล่าสุดรัฐบาลได้เชิญคณะทูตานุทูตต่างชาติและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศมาชี้แจง โดยยืนยันยึดหลักสิทธิมนุษยชนสากล เพื่อควบคุมเฉพาะผู้สร้างสถานการณ์ความรุนแรง 5 กลุ่มเท่านั้น

รบ.แจงคณะทูตปมเหตุใช้ ม.44

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 7 เม.ย. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย พร้อมด้วยนายพิริยะ เข็มพล รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. และ พ.อ.วีรชน สุคนธปฏิภาค ทีมโฆษก คสช. ชี้แจงเนื้อหาและรายละเอียดคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 โดยมีผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ 12 แห่ง และคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยและผู้แทนจาก 66 ประเทศ ในจำนวนนี้เป็นเอกอัครราชทูต 16 ประเทศ เข้าร่วมรับฟัง

ย้ำใช้จับกุมความผิด 4 ลักษณะ

พ.อ.วินธัยกล่าวว่า ในการบริหารงานของ คสช.ที่ผ่านมา พบว่ามีเสียงสะท้อนจากต่างชาติที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อคลายความสงสัยว่าปัญหาหลักที่ผ่านมาคือความขัดแย้งที่เกิดจากการบิดเบือนข่าวสาร ปลุกระดมให้เกลียดชังกัน ใช้อาวุธสงคราม และการหมิ่นสถาบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และกระทบต่อความมั่นคงและสังคมอย่างรุนแรง จึงต้องมีเครื่องมือพิเศษเพื่อควบคุมสถานการณ์ ที่ผ่านมา คสช.ใช้กฎอัยการศึกอย่างระมัดระวังและใช้เท่าที่จำเป็น คือเพียง 2-3 ข้อ จาก 15 ข้อ และเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล จากข้อมูลสถิติสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากช่วงก่อน 22 พ.ค. คสช.ยังเห็นว่าจำเป็นต้องใช้ช่องทางตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 มีสาระสำคัญ คือให้เจ้าพนักงานจับกุมผู้กระทำความผิด 4 ลักษณะ คือต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคง อาวุธสงคราม และการฝ่าฝืนประกาศ คสช. รวมถึงการจำกัดการนำเสนอข่าวที่กระทบความสงบเรียบร้อย และห้ามชุมนุมทางการเมือง ยืนยันว่าเป็นเครื่องมือเสริมพิเศษที่ดูแลชีวิตและทรัพย์สินในช่วงเวลาไม่ปกติ แต่บุคคลโดยทั่วไปจะไม่ได้รับผลกระทบ

ฝ่ายมั่นคงพบ 5 กลุ่มยังป่วนไม่เลิก

ด้านนายวิษณุระบุว่า มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อยู่ในรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่เดือน ก.ค.ปีที่แล้ว และเคยใช้อำนาจดังกล่าวเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อยืดวาระผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอนาคตจะใช้อำนาจตาม มาตรา 44 อีก เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหากรมการบินพลเรือน ปัญหาการเกษตร หรือการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษ เนื่องจากการใช้อำนาจปกติใช้เวลามากไม่ทันกาล มาตรา 44 จึงเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาที่ไม่แก้ไม่ได้ในช่องทางปกติ โดยไม่ใช้อาวุธ เป็นเพียงการควบคุมสถานการณ์ไม่ปกติ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงยังมีรายงานว่า ผู้สร้างสถานการณ์ดังกล่าวมี 5 กลุ่ม คือ 1.ผู้สูญเสียอำนาจทางการเมืองในอดีต 2.กลุ่มทุนทางเศรษฐกิจหรือผู้มีอิทธิพลที่เสียประโยชน์จากการจัดระเบียบสังคม 3.กลุ่มที่ต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อขัดขวางการดำเนินการตามโรดแม็ป 4.กลุ่มที่สร้างสถานการณ์ไม่สงบ และ 5.กลุ่มที่อ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

อ้างกฎเหล็กเก่าใช้ไม่ได้ผล

นายวิษณุกล่าวต่อว่า อำนาจที่คล้ายคลึงกับมาตรา 44 นี้ เคยมีมาแล้วในรัฐธรรมนูญในอดีตช่วง 5 รัฐบาล โดยนำหลักมาตรา 16 ของรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ปี 1958 ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีฝรั่งเศสออกคำสั่งหรือกระทำการใดๆที่จำเป็น เมื่อมีสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ส่วนเหตุผลที่เลือกใช้อำนาจตามมาตรา 44 เนื่องจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในอดีตไม่ประสบความสำเร็จในการควบคุมสถานการณ์ กองทัพยังต้องการมีอำนาจพิเศษที่ชัดเจนกว่าในกฎอัยการศึกหรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องประกาศใช้โดยอ้างเขตพื้นที่เป็นหลัก ขณะที่คำสั่ง คสช.จะอ้างฐานความผิดเป็นหลัก นอกจากนี้คำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ยังเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาต่อรองไม่ต้องรับความผิดได้ โดยเข้ารับการอบรม เพื่อไม่ต้องถูกฟ้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่มีในกฎหมายอื่น

ขึ้นศาลทหารแต่ยังอุทธรณ์–ฎีกาได้

รองนายกฯกล่าวต่อว่า สำหรับความแตกต่างในการใช้กฎอัยการศึก กับคำสั่งตามมาตรา 44 คือ 1.เมื่อไม่ได้อยู่ใต้กฎอัยการศึกจะเป็นผลดีต่อการท่องเที่ยว ลดความรุนแรงในสายตาประชาคมโลก 2.เจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดต่อฐานความผิด 4 กลุ่มเท่านั้น 3.เจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียก จับกุม ค้น ยึด เข้าในเคหสถาน ห้ามการเผยแพร่ข้อมูลที่กระทบต่อความมั่นคง และกักตัวผู้ต้องหาได้ 7 วันเท่านั้น 4. การชุมนุมทางการเมืองเป็นไปได้ หากมาขออนุญาตจาก คสช. 5.ความผิดของผู้ฝ่าฝืนประกาศ คสช. สามารถยกเลิกได้ด้วยการเข้ารับการอบรม 6.คำสั่งมีความรุนแรงน้อยกว่ากฎอัยการศึก และวิธีการไต่สวนนำมาจากกฎหมายคดีอาญา และ 7.ผู้กระทำผิดตามฐานความผิด 4 ประเภท จะถูกไต่สวนโดยศาลทหาร สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้ และบางคดีอาจยกฟ้องได้ อย่างไรก็ตาม คสช.จะไม่ออกคำสั่งเพิ่มแล้ว ยกเว้นจะใช้อำนาจตามมาตรา 44 การจับกุมผู้กระทำความผิดจึงเป็นความผิดตามคำสั่งเดิม เช่น การห้ามชุมนุม

ตอบต่างชาติผู้บริสุทธิ์ไม่ต้องกลัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตเบลเยียม ถามว่า จะทราบได้อย่างไรว่าใครเป็นเจ้าหน้าที่ที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 นายวิษณุ ตอบว่า ผู้บริสุทธิ์ทั้งไทยและต่างชาติไม่มีอะไรต้องกลัว หากต้องการรู้ว่าใครเป็นเจ้าหน้าที่ก็ขอให้แสดงบัตรประจำตัวได้ โดยเจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามคำสั่ง คสช.นี้ จะต้องได้รับการแต่งตั้งจากหัวหน้า คสช. ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่แต่งตั้ง ส่วน พ.อ.วีรชน กล่าวเสริมว่า ขอให้สถานทูตต่างๆ แจ้งประชาชนของตนด้วยว่า หากพบเจ้าหน้าที่ไทยขอให้รู้สึกปลอดภัย ไม่มีเรื่องต้องกังวล

พ.อ.วินธัยกล่าวภายหลังการชี้แจงถึงข้อกังวลของผู้แทนสถานทูตต่อการแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ว่า เจ้าพนักงานที่รักษาความสงบจะเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร ส่วนคำสั่งปฏิบัติหน้าที่จะอยู่ในคำสั่งปฏิบัติหน้าที่ของนายทหารคนนั้นๆ การปฏิบัติหน้าที่ต้องแสดงตัวว่ามาจากสังกัดใด และเป็นไปอย่างเปิดเผย

นายกฯสรงน้ำเบิกฤกษ์สงกรานต์

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนการประชุมนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวฯ นำเหล่าศิลปิน ดารา เข้าพบเพื่อประชาสัมพันธ์ “เทศกาลเย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์” ในปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558 และส่งเสริมการเล่นสงกรานต์แบบวิถีไทย โดยนายกฯสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์จำลอง รับมอบผ้าขาวม้าและน้ำอบพร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเที่ยวสงกรานต์บ้านเรา พร้อมฝากกระทรวงการท่องเที่ยวฯควรให้ความรู้การท่องเที่ยวด้วย เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ดีส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว รัฐบาลกำลังแก้ไขอยู่ สถานการณ์ปัจจุบันคนไทยเที่ยวได้แต่ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด เพราะเดี๋ยวนี้คนไม่ค่อยอ่านหนังสือ ชอบออกมาวิเคราะห์วิจารณ์อะไรกันมากมายไม่ได้เรื่อง โดยนางกอบกาญจน์ กล่าวรายงานว่า ช่วงวันที่ 11-19 เม.ย. คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะมาเที่ยวไทย 5 แสนราย ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยเพิ่มขึ้น 2 ล้านคน คาดสงกรานต์ปีนี้จะทำรายได้ 14,500 ล้านบาท

หยอกสื่อจัดระเบียบจับใส่ชุดไทย

ขณะเดียวกัน นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน นำศิลปิน ดารา พบนายกฯมอบสื่อรณรงค์ประหยัดพลังงาน จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์เยี่ยมชมกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “รวมพลังหารสอง เดินหน้าประเทศไทย ลดใช้พลังงาน” โดยนายกฯระบุว่า “อย่าบ่นกันอย่างเดียวว่าเศรษฐกิจไม่ดี ทุกคนต้องช่วยกันประหยัด ลดการใช้พลังงาน แก๊สและน้ำมัน ขณะนี้ใช้พลังงานมากถึงร้อยละ 70 อยากให้ช่วยกันลดเหลือร้อยละ 50”

ด้าน พญ.สร้อยสอางค์ พิกุลสด ผอ.ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย นำศิลปินดารา นักแสดง เข้าพบนายกฯติดเข็มกลัดรณรงค์ประชาสัมพันธ์ โครงการ “แล้งนี้ ไม่แล้งน้ำใจ ขับขี่ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ ลดการใช้โลหิต” รณรงค์เชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโลหิต รับมืออุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 7-15 เม.ย.ก่อนขึ้นห้องประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์หันมาหยอกล้อผู้สื่อข่าวว่า “จะจัดระเบียบให้ผู้สื่อข่าวใส่ชุดไทยมาทำงานทุกวัน” และทักทายนักเรียนวงดุริยางค์ทหารบกที่มาร่วมงานรณรงค์ว่า “ไม่ได้เป็น ผบ.ทบ.แล้วจำกันได้หรือไม่”

เบรก “โหรวารินทร์” หยุดจ้อตามนิมิต

ต่อมาเวลา 13.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหร คมช.นิมิตว่านายกฯจะอยู่บริหารต่อถึง 3 ปีว่า “ไม่ทราบ คงต้องไปถามที่โหรเอง ส่วนผมมีโรดแม็ปของผมเอง และได้ส่งสัญญาณไปถึงโหรวารินทร์แล้วว่า อย่าพูดเลย ซึ่งท่านก็คงไม่พูดแล้ว เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรผม แล้วผมเองก็ไม่ต้องไปตามท่านทุกเรื่อง ผมก็เป็นตัวผม สามารถใช้สติปัญญาที่ผมมีกับความร่วมมือของทุกคน” เมื่อถามว่า แต่ถ้าดวงดาวกำหนดให้เป็นเช่นนั้น ยินดีจะทำตามหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ดวงดาวคือดวงดาว ถ้าเราทำตัวไม่ดี ไม่มีคุณธรรม ศีลธรรม ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม ต่อให้ดวงดาวดีขนาดไหน จะกี่ดวงมาซ้อนกันเป็นกี่จักรก็ไปไม่ได้ เพราะคนไม่ดี

ไม่ได้อยากอยู่ ทุกอย่างยึดโรดแม็ป

เมื่อถามว่า แต่ถ้าดวงชะตากำหนดเช่นนั้นจะรับได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ไม่ต้องมาถ้ากับตน อย่ามาถ้า ไม่ได้อยากจะอยู่ ทุกอย่างจะเป็นไปตามโรดแม็ปของตนก็แล้วกันตามนั้น ทุกคนที่ทำหน้าที่ต่างมีความตั้งใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสนช. สปช.ทุกคนนำบทเรียนที่ผ่านมามาคิดทำแก้ปัญหาในจุดต่างๆ ทั้งในส่วนของที่มา ส.ส.-ส.ว.หรือการพิจารณาในการใช้อำนาจที่เหมือนจะเป็นเผด็จการรัฐสภา เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง เราเข้าใจประเด็นที่เห็นต่างอย่างต่างประเทศ ไม่ว่าจะพรรคการเมืองใดขึ้นมาบริหาร อะไรที่เป็นยุทธศาสตร์ชาติ เขาจะทำต่อไม่ใช่พอพรรคหนึ่งขึ้นมาแล้วก็ล้มของอีกพรรคที่ทำไว้แล้วเดิม ต้องเริ่มใหม่กันตลอด งานจะเป็นท่อนๆไม่ทั่วถึง อย่างเช่นกรณีการบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น

ท่องคาถาไม่เหลิง-ใจเย็น-เมตตา

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ จ.เชียงใหม่ ได้ทำบุญได้แรงใจ มีกำลังใจมากขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ตนมีกำลังใจทุกวัน ไปไหนก็มีกำลังใจ ที่ไป จ.เชียงใหม่มีคนชื่นชมต้องขอบคุณ แต่พอกลับมาสิ่งที่ตนรู้คือจะต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม เพราะมีคนคาดหวัง ต้องทำทุกอย่างให้ดี การให้กำลังใจมาเป็นการดีแต่อย่าไปเหลิงกับมัน อย่าไปเห็นว่าพอมีคนรักแล้วยินดี ถ้าตนจะทำให้คนรักมากๆ ใครขออะไรมาก็คงให้ทั้งหมด แต่พอถึงวันข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างไม่รู้ วันนี้เราต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ยั่งยืน การทุจริตต่างๆ ต้องรื้อทั้งหมด เมื่อถามว่า ดูเหมือนนายกฯจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ พล.อ.ประยุทธ์ยิ้มแล้วตอบว่า ใจเย็น เมตตาทุกคน พร้อมกำมือไว้ที่หน้าอกข้างซ้าย ก่อนกล่าวว่า พระอยู่ในใจ

ห่วงต่างชาติไม่เข้าใจ รธน.ใหม่

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะออกมาว่า ยืนยันว่าไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองใด สำคัญคือต้องสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้คนทั้งในและนอกประเทศว่าไทยต้องปฏิรูปเพราะอะไร เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วคนในประเทศไม่รับ คนนอกประเทศบอกว่าไม่เป็นสากล แล้วจะทำอย่างไร ตนกำลังหาทางออก ต้องเห็นใจ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะนายกฯจะนำข้อพิจารณาต่างๆมาดูในรายละเอียด และให้ต่างชาติพิจารณา จะถามว่าบ้านเมืองที่มีการปฏิรูปมีการใช้รัฐธรรมนูญรูปแบบใด ในประเทศตนไม่ได้ห่วงคุยกันรู้เรื่อง แต่ต่างประเทศถ้ารับไม่ได้เขาจะบอกว่าเราไม่มีประชาธิปไตย ตนไม่มีการเมือง จึงรู้ปัญหามีอะไรบ้าง แล้วจะแก้อย่างไร ท้ายที่สุดตนก็รับผิดชอบอยู่ เพราะเป็นผู้ที่กุมอำนาจมา ดังนั้นจะไม่ตามใจใครสักคน

อุบไต๋ยังไม่เคาะเรื่องประชามติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีโอกาสที่จะพิจารณาเรื่องการทำประชามติรัฐธรรมนูญหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ยังไม่รู้ เพราะไม่ถึงเวลา เมื่อถามว่า ถ้ารัฐธรรมนูญทำประชามติไม่ผ่านจะหยิบยกรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ 2550 มาใช้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ไม่มี ต้องทำใหม่ สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองตนดูอยู่ เคยมาคุยกันแล้ว เมื่อตอน คสช.แรกๆ พอหลังๆ เมื่อพูดจาอะไรที่ไม่ค่อยเข้าท่าก็เชิญมาคุยอีก รับปากทุกที แต่พอรับปากเสร็จก็ออกไปพูดข้างนอก แล้วจะให้ทำอย่างไร จะใช้อำนาจยังไม่ได้ใช้ รอให้มีการพูดไปเรื่อยๆ ก่อนก็แล้วกัน ซึ่งกลุ่มที่เคลื่อนไหวต้องการเลือกตั้งโดยใช้กติกาเดิม ส่วนประเด็นนายกฯคนนอกเพราะเห็นว่าก่อนวันที่ 22 พ.ค.57 ประเทศเดินไม่ได้ รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็มใช้งบประมาณไม่ได้ จำเป็นต้องมีคนหรือนายกฯคนนอก หรือมีองค์กรเข้ามา แล้วค่อยมาเลือกตั้งกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องเดินหน้าไปได้ ไม่ต้องลงในรายละเอียดมากนัก แต่ไปลงเรื่องการบริหารประเทศ ธรรมาภิบาล หน้าที่พลเมือง วันนี้ต้องทำเรื่องใหญ่ก่อน ถ้าทำเรื่องใหญ่ด้วยเรื่องเล็กด้วย คนเป็นนายกฯปวดหัวตายพอดี

ปัดไม่คิดจะปลด ผบ.ตร.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวจะปลด พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียวว่า “ใครบอกจะปลด ข่าวมาจากไหน ผมไม่ได้เป็นคนปลด ใครเป็นคนปลด นายกฯหรือเปล่า ใช่ไหม อำนาจนายกฯหรือเปล่า นายกฯไม่ได้ปลด จบหรือยัง และไม่คิดจะปลดด้วย ยังไม่มีความผิดอะไรนี่นา ผบ.ตร.ก็มีการจับกุมดำเนินคดีตามนโยบายได้ตลอด อย่าไปเอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาพันกันไปมั่ว ไม่เอา เอางานของเขาว่าทำได้หรือเปล่า วันนี้เขาทำได้ มีคดีความอะไรก็จับได้ ค้ามนุษย์ก็จับได้ ข้าราชการมีตำรวจที่เกี่ยวข้องเขาก็จับมา ตนจะปลดเขาทำไม ถ้าไม่ทำหรือทำไม่ได้ก็จะปลด”

ดึง 2 ปท.แชร์บทเรียนแก้ รธน.

กระทั่งเวลา 15.00 น. ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานประชุมร่วม 5 ฝ่าย ประกอบด้วย คสช. ครม. สนช. สปช. และ กมธ.ยกร่างฯ เพื่อติดตามการขับเคลื่อนการทำงานตามโรดแม็ปครั้งที่ 4 ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด กระทั่งเวลา 17.20 น. พล.อ.ประยุทธ์พร้อมตัวแทน 5 ฝ่าย ร่วมแถลงหลังการประชุม โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทั้ง สนช. สปช.ได้รายงานความก้าวหน้ามาเป็นลำดับ ขณะที่การทำงานของ ครม. คสช. มีเอกสารชัดเจนว่า ทำอะไรไปถึงไหน ซึ่งได้ให้นโยบายใหม่ว่า ขณะนี้กำลังเดินหน้าสู่การมีรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งตามโรดแม็ป จึงต้องให้ความสำคัญเรื่องการสร้างความเข้าใจ ที่ผ่านมาประธานของแต่ละคณะได้ทำอยู่แล้ว แต่ความขัดแย้งมีมาก จนบางครั้งไม่เข้าใจกัน ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 20-22 เม.ย.จะหาบุคคลภายนอกที่มีประสบการณ์มาอธิบายให้ฟังว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญในประเทศของเขาเป็นอย่างไรเช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส ที่มีปัญหาคล้ายๆไทยในอดีตนั้น มีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร จะถามเขาและให้อธิบายว่า รัฐธรรมนูญของเขามีความเป็นมาอย่างไร เพื่อมาสร้างความเข้าใจเรื่องการปฏิรูปบ้านเมือง

หนักใจแก้ปัญหาได้ไม่ถึง 30%

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้เรามีปัญหาจำนวนมาก ถ้าคิดเป็น 100% รัฐบาลและ คสช. ทำมาได้ไม่ถึง 30% จึงต้องสร้างความรับรู้ให้กับประชาชน เพื่อเดินหน้าประเทศต่อไป โดยเห็นร่วมกันว่ารัฐธรรมนูญเขียนมาอย่างไรก็ตาม ถ้าประชาชนไม่ยอมรับ ก็ไปไม่ได้ ดังนั้น ต้องศึกษาและดูจากภายนอกประเทศบ้าง จากนั้นจะไปสู่การวิจัย ตนมีขั้นตอนอยู่แล้ว ขอให้รอฟังอย่าเอาเรื่องพวกนี้ไปเป็นประเด็นความขัดแย้งนักเลย ถึงอย่างไรเลือกตั้งก็ต้องเลือกตั้งอยู่แล้ว หนีเลือกตั้งไม่พ้น เพราะมีโรดแม็ปอยู่ แต่ถ้ามันมีปัญหามาก ก็เลือกไม่ได้ทำไม่ได้ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน ขอเอาแค่นี้แล้วกัน วันนี้ขอให้ไปดูว่าบ้านเมืองเดือดร้อนตรงไหน ทุกคนทำงานหนักทั้งกฎหมาย การปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดิน ปัญหามันเยอะเกินไปแล้ว ยังเพิ่มความขัดแย้งเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเข้าไปอีก ยอมรับว่า มันหนัก ต่างประเทศก็มีทั้งเข้าใจ และไม่เข้าใจประเทศไทย รอฟังข่าวดีในวันที่ 8 เม.ย. ว่ารัสเซียจะมีความร่วมมืออะไรกับไทย เพราะนายกรัฐมนตรีรัสเซียจะเดินทางมาเยือนอย่างเป็นทางการ เราเปิดประเทศคบกับทุกประเทศ ไม่ได้เลือกข้างใดข้างหนึ่ง เป็นประเทศที่มีความเป็นกลาง

นายกฯห่วง รธน.ไม่เป็นที่ยอมรับ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯไม่ถึงขนาดกับกังวลว่าร่างรัฐธรรมนูญจะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เพียงแต่ปรารภว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาลำดับแรกต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชนไทย ต้องผสมผสานกัน เพราะบางทีเป็นที่ยอมรับในนานาประเทศ แต่อาจใช้แก้ปัญหาคนไทยไม่ได้ หรือจะเอาแก้ปัญหาคนไทยได้โดยที่ต่างประเทศไม่ยอมรับ จะไปได้ลำบาก จะหารือกับ กมธ.ยกร่างฯต่อไปว่าจะทำอย่างไร

ฝากช่วยทางออกถ้า รธน.คว่ำ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ฝากให้แม่น้ำแต่ละสายช่วยกันดูแล โดยเฉพาะการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างแรกออกมาในวันที่ 17 เม.ย. นายกฯกังวลเรื่องสาระสำคัญที่จะปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ทุกคนดูสาระสำคัญให้ขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายที่ต้องการปฏิรูปประเทศ และเป้าหมายโรดแม็ปของประเทศ เมื่อถามว่าได้หารือหรือไม่ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะทำอย่างไรต่อไป นายสุรชัยตอบว่า นายกฯฝากเป็นประเด็นให้ทุกคนช่วยกันคิด เพราะเดือน พ.ค.ต้องประชุมครั้งที่ 5 ร่วมกันอีก แต่ยังไม่มีการพูดถึงการทำประชามติ เพราะเมื่อได้ร่างแรกในวันที่ 17 เม.ย.แล้ว ยังมีเวลาอีก 30 วัน ทำความเห็น บวกอีก 60 วัน เมื่อได้รับความเห็นแล้วก็ต้องให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญนำความเห็นไปพิจารณาทบทวนร่างอีกครั้ง จึงมีเวลาอีก 90 วัน ซึ่งนายกฯฝากว่าช่วง 90 วันให้ทุกฝ่ายไปช่วยกันดู

ผวาแรงต้านใน-นอก ปท.รุมยำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมแม่น้ำ 5 สาย พล.อ.ประยุทธ์ใช้เวลาช่วงหนึ่งกล่าวต่อที่ประชุมเป็นเวลา 45 นาที ว่าวันนี้เรื่องสำคัญคือเรื่องรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง ต้องยอมรับที่ผ่านมาระบบการเมืองทำให้ข้าราชการอ่อนแอ ส่วนใหญ่ยังเกียร์ว่างอยู่ทำให้การบริหารประเทศลำบาก วันนี้รู้สึกเหนื่อยต้องแก้ปัญหาบ้านเมืองหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่แน่ใจว่า หลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านยกแรกในการอภิปรายของ สปช.ระหว่างวันที่ 20-26 เม.ย. ไปแล้ว จะมีปัญหาอะไรอีกบ้าง จะมีการออกมาต่อต้าน หรือมีเหตุการณ์รุนแรงหรือไม่ ขอให้ทุกฝ่ายไปอธิบายเรื่องรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเข้าใจ เพราะขณะนี้กระแสต่อต้านทั้งภายในและนอกประเทศยังมีอยู่

“วันนี้ผมเป็นห่วงสถานการณ์การเมือง ที่ผมเข้ามารัฐประหาร ตัวผมก็เสี่ยงมาก ถ้าแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้เลย ก็จะเป็นแบบเก่าอีก มีนักข่าวต่างประเทศถามผมว่า หากรัฐธรรมนูญไม่เป็นที่ยอมรับจะกลับไปใช้ รธน.ปี 40 หรือ 50 หรือไม่ ผมตอบไปว่า แล้วมันแก้ปัญหาได้ไหมละ บ้านเมืองจะกลับไปเหมือนเดิม สงสารผมเถอะ ผมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาแล้ว” นายกฯระบุ

ให้ความเป็นธรรม ขรก.สู้คดีทุจริต

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เตรียมนำรายชื่อข้าราชการระดับต่างๆประมาณ 100 คน ที่พัวพันการทุจริต ว่ากำลังไล่อยู่ จับกลุ่มดูอยู่ว่าเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ถ้าส่งมาก็จะให้แต่ละกระทรวงไปดูว่ามีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกันอย่างไร บางทีต้องให้เขาตรวจสอบ ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ถ้าไม่ทำผิดก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ก็อาจจะไม่เข้าใจกันบ้าง หรือผิดจริงก็ไม่รู้ ถ้าไม่ผิดแล้วมีชื่อมาก็ต้องชี้แจงให้ได้

“บิ๊กต๊อก”ชงนายกฯเชือดสัปดาห์นี้

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการส่งรายชื่อข้าราชการที่ทุจริตให้นายกฯว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมอยู่ จะส่งให้นายกฯภายในสัปดาห์นี้ ส่วนที่มีการไปลงข่าวว่ามีข้าราชการหน่วยงานไหน ทุจริตเรื่องอะไร คดีไหนบ้างนั้นตนไม่ทราบ ไม่เคยพูดเลย สื่อไปลงข่าวกันเอง

ปิดลับรายชื่อ 100 ขรก.ขี้ฉ้อ

ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เตรียมส่ง 100 รายชื่อข้าราชการพัวพันการทุจริตให้นายกฯดำเนินการว่า รายชื่อทั้งหมดคงสงวนไว้ ไม่เปิดเผย เรื่องนี้ถือว่าน่าตกใจที่มีข้าราชการทุจริตมากขนาดนี้ ส่งผลประชาชนหมดศรัทธาได้ สะเทือนวงการข้าราชการไทย แต่มองมุมกลับถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน สังคมจะได้ประจักษ์ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ข้าราชการจะมีอุทาหรณ์ว่าการรับราชการต้องไม่หาผลประโยชน์ ส่วนข้าราชการจะยื่นแก้ต่างให้ตัวเองได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรม ว่าตามข้อเท็จจริง

10 ผู้ว่าฯพันงบน้ำท่วม-ยาฆ่าแมลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อข้าราชการระดับสูงประมาณ 100 ชื่อ ที่มีกระแสข่าวพัวพันกับการทุจริต ซึ่ง รมว.ยุติธรรมเตรียมเสนอต่อนายกฯ โดยในส่วนของกระทรวงมหาดไทยจะมีชื่อ ผวจ.กว่า 10 รายเกี่ยวข้องด้วยนั้น โดยบุคคลในกลุ่มดังกล่าวมีทั้งระดับรองปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นอดีต ผวจ.จังหวัดทางภาคอีสาน ที่กระทำความผิดขณะดำรงตำแหน่ง ผวจ. ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นอดีต ผวจ.จังหวัดภาคอีสานและ ผวจ.จังหวัดภาคกลาง ผวจ.และรอง ผวจ.จังหวัดภาคอีสาน ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น ผวจ.แต่ถูกร้องเรียนว่ากระทำความผิดสมัยเป็นรอง ผวจ. และอดีต ผวจ.ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ซึ่งเรื่องทั้งหมดถูกร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยมีการดำเนินการฟ้องร้องเอาผิด โดยสาเหตุมีทั้งเรื่องการทุจริตงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น กรณีภัยพิบัติน้ำท่วม เมื่อปี 54 ที่เหตุทุจริตเกิดขึ้นระหว่างน้ำท่วม และหลังจากน้ำท่วมในช่วงการฟื้นฟู รวมถึงกรณีภัยพิบัติฉุกเฉิน เพลี้ยกระโดด ที่ส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สั่งโปรเจกต์ 50 ล้านต้องแจง คตร.

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า ตามนโยบายรัฐบาลไม่ให้ทุจริตคอร์รัปชันทุกโครงการ กำหนดมีสัญญาคุณธรรมประกอบสัญญาจัดซื้อจัดจ้างนั้น ในที่ประชุม ครม.นายกฯสั่งการทุกกระทรวง ทุกรัฐวิสาหกิจที่มีโครงการงบประมาณเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป รายงานการปฏิบัติให้คณะกรรมการประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่มี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ทั้งโครงการที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ว่าทำโครงการอย่างไร บริษัทไหนได้รับการจัดซื้อจัดจ้าง ผลผลิตที่ว่าเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างไร โครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ และโครงการที่อยู่ในแผนงานในระยะเวลา 3 เดือนต่อไปข้างหน้าที่จะทำ และให้ คตร.ออกแบบฟอร์มการรายงาน ปลายเดือน เม.ย.ให้ คตร.รวบรวมรายงานต่อที่ประชุม ครม.รับทราบ

“บวรศักดิ์” แจงสื่อตีข่าวผิดพลาด

อีกด้าน เมื่อเวลา 09.45 น. ที่รัฐสภา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 เม.ย. กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อนุ กมธ. การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าและสภาพัฒนาการเมือง จัดโครงการเวทีสัมมนาเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญ ที่โรงแรมฮอลิเดย์อินน์ จ.เชียงใหม่ มีประเด็นเกี่ยวกับตนที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์แพร่หลายในสังคมสื่อออนไลน์ ซึ่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ ฉบับพิมพ์ 4 เม.ย.และหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ วันที่ 4 เม.ย.พาดหัวข่าวว่า “บวรศักดิ์” รับฟัง “บิ๊กตู่” ติง รธน. ชง “ส.ส.ไม่จบ ป.ตรี” ชี้เรียนสูงชั่วมาก เป็นการเขียนข่าวและนำเสนอข่าวที่ผิดพลาด บิดเบือนข้อมูลความเป็นจริง

ถอดเทปเคลียร์ไม่ได้ด่าคนเรียนสูงชั่ว

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นไปในทางถูกต้องและไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด จึงให้เจ้าหน้าที่ถอดเทปเสียงของข้อความดังกล่าว มีเนื้อหาดังนี้ “ปี สี่ศูนย์ เนี้ย กรรมาธิการยกร่างฯ เห็นว่า ส.ส.ไม่ควรจบปริญญาตรี เพราะถ้า ส.ส.ต้องจบปริญญาตรีเนี่ย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นไม่ได้ ส.ส.ในประเทศไทย ทั้งๆที่แกคิดสูตรปรมาณู วินสตัน เชอร์ชิล นายกฯอังกฤษไม่จบปริญญาตรีนะ แต่พอไปฟังเสียงประชาชนทั้งประเทศ 75 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าต้องจบปริญญาตรี เราก็ต้องยอม ร่างฯนี้ไม่ได้เขียนให้ ส.ส.จบปริญญาตรีนะ เพราะตรี โท หรือไม่ตรี ไม่โท ไม่สำคัญ

ความดีต่างหากที่สำคัญ คนยิ่งจบสูงและถ้ามันจะเป็นคนเลวมันยิ่งชั่วมาก เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงอีกนะว่าต้องจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ไม่จำเป็นครับ แต่ถ้าท่านอยากให้จบปริญญาเอก ก็บอกมา ถ้าประชาชนบอกว่า ส.ส.ต้องจบปริญญาตรีมากๆ 80 เปอร์เซ็นต์ เราก็ต้องเขียน เขียนเสร็จฝรั่งก็จะต้องลงมือด่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับพิสดาร ตัดสิทธิประชาชน”

พ้อโดนยำเละขอสื่อพาดหัวแก้ข่าว

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า หากผู้สื่อข่าวฟังสิ่งที่พูดด้วยความเป็นธรรมจะเข้าใจ และที่ต้องขอความกรุณา เพราะเอาไปลงตามสื่อต่างๆจนเกิดผลกระทบรุนแรง นักการเมืองเอาไปขยายต่อ จึงขอความกรุณาผู้สื่อข่าวฉบับต่างๆที่เอาไปพาดหัว กรุณาพาดหัวให้ตัวเท่ากัน แม้ผู้สื่อข่าวต้องการความรวดเร็วจนบางครั้งไปก๊อบปี้กัน แต่ไม่เป็นไรให้อภัยได้ อาจเป็นเวรกรรมในชาติปางก่อน ทำให้ต้องถูกเล่นงานทางสื่อแบบนี้อยู่เรื่อยๆ ขอได้โปรดช่วยแก้ข่าวให้ด้วย เสียหายไปแล้วไม่เป็นไร วันนี้อาจมีความไม่ถูกต้อง ไม่หลากหลาย ก็อยากจะฝากองค์การวิชาชีพสื่อให้สื่อดูแลกันเองด้วย “ผมต้องขออภัยผู้ที่เรียนจบสูงด้วย ผมไม่ได้ว่าท่าน แต่เขาเอาไปว่าท่านแทนผมแล้ว เขาก็น่าจะคิดได้ว่าผมจบปริญญาเอก หากออกมาด่าตัวเองเฉยๆ โดยไม่มีอะไรทำคงจะกินยาผิด ผมเรียกร้องอย่างไม่มีเงื่อนไข ผิดครั้งแรกไม่เป็นไรถือว่าเป็นครู ผิดครั้งที่สองต้องคิดกัน แต่ถ้าครั้งที่สามก็ไม่แน่ เพราะแสดงให้เห็นเจตนา สื่ออื่นๆ ผมไม่ติดใจ แต่สื่อบางฉบับอย่าให้ผิดซ้ำเป็นครั้งที่สาม” นายบวรศักดิ์กล่าว

ลั่นไม่เคยกลัวทำประชามติ

นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนร่างสุดท้ายของรัฐธรรมนูญที่ถูกโจมตี ให้ไปถามชาวบ้านที่รู้เนื้อหา เขาจะตอบอีกแบบ นักการเมืองหลายคนมาพูดส่วนตัวกับตนว่าเห็นด้วย เพราะพรรคเขาได้ประโยชน์ แต่นักการเมืองที่ไม่เห็นด้วยส่วนใหญ่ก็เข้าใจ มารับตำแหน่งนี้รู้ว่าไม่มีทางได้ดอกไม้ ส่วนใหญ่จะได้ก้อนหิน ไม่ได้น้อยใจแต่เป็นสัจธรรม มีลาภเสื่อมลาภมียศเสื่อมยศ จะไปเดือดเนื้อร้อนใจทำไม ทั้งนี้ไม่กังวลต่อกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ขอแค่ได้อธิบายร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเข้าใจก่อน จึงไม่เคยกลัวประชามติ

สำหรับข่าวดังกล่าวที่เป็นประเด็นปัญหาเกิดขึ้นนั้น จากการตรวจสอบพบว่าเนื้อข่าวที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและไทยรัฐออนไลน์ มีความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์อยู่จริง เนื่องจากขาดตกบกพร่องในถ้อยคำอันเป็นสาระสำคัญคือ“... คนยิ่งจบสูงและถ้ามันจะเป็นคนเลวมันยิ่งชั่วมาก...” นั้นตกประโยคว่า “และถ้ามันจะเป็นคนเลว” ไป ทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นดังกล่าว

เพิ่มหมวดปฏิรูปตำรวจใน รธน.

นายมานิจ สุขสมจิตร รองประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ขณะนี้ที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯได้พิจารณาบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา และบันทึกเจตนารมณ์เสร็จสิ้นในร่างแรกแล้ว มี 315 มาตรา ยังปรับปรุงถ้อยคำได้ถึงวันที่ 17 เม.ย.ที่จะจัดพิมพ์ให้ สปช.อย่างเป็นทางการได้และแจกให้สื่อมวลชนวันที่ 20 เม.ย. หากเผยแพร่เนื้อหาร่างแรกก่อนถึงวันที่ 17 เม.ย.อาจผิดกฎหมายได้

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า ในการประชุมคณะ กมธ.ยกร่างฯวันที่ 8 เม.ย.จะประชุมครึ่งวัน เพื่อพิจารณาเพิ่มเนื้อหาเรื่องการปฏิรูปตำรวจเข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่คณะ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. เสนอมา เพื่อให้ครอบคลุมเรื่องการทำหน้าที่ของตำรวจ การโยกย้ายข้าราชการตำรวจที่ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและความเหมาะสม เป็นต้น

“บิ๊กตู่” วอนสื่อเป็นพยานคดีสลายม็อบ

อีกเรื่อง ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กล่าวถึงเรื่องการแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนชุดใหม่เพื่อคลี่คลายคดีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองปี 53 ว่า เป็นเรื่องของราชการ เวลารัฐบาลก่อนเปลี่ยนคนทำสำนวน เปลี่ยนตำรวจทำไมถึงทำได้ ถ้าอ้างว่าไม่เป็นธรรมก็จะอ้างอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ไม่เกี่ยว เรื่องของการสอบสวนว่าด้วยหลักฐาน ด้วยวัตถุพยาน พยานบุคคลว่ามา สื่อมวลชนต้องไปช่วยเป็นพยานด้วยไปกันเยอะแยะ ถือกล้องกันเป็นแถว เป็นร้อยเป็นพันไม่เห็นมาช่วยทหารเลย

แดงตื๊อขอจัดงานทำบุญ 10 เม.ย.

ต่อมาเวลา 13.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ผ่าน พล.ต.หญิง บุษบง นุตสถิตย์ หัวหน้าศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารกองทัพบก เพื่อขออนุญาตจัดงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.-19 พ.ค.53 ที่วัดพลับพลาไชย ในวันที่ 10 เม.ย.58 โดยนายธนาวุฒิกล่าวว่า มายื่นหนังสือ 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นคำชี้แจงขออนุญาตจัดงานของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ส่วนฉบับที่ 2 เป็นคำขออนุญาตจากตัวแทนญาติวีรชน เป็นการทำบุญไม่มีนัยแอบแฝง ไม่มีการตั้งเวทีปราศรัย พร้อมให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลความสงบ หัวหน้า คสช.ยังไปทำบุญที่ จ.เชียงใหม่ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังจัดงานทำบุญพรรคได้ แต่ญาติวีรชนขอจัดงานทำบุญตามศาสนาบ้างไม่ได้หรืออย่างไร คสช.ไม่ควรปิดกั้น

คสช.เชื่อกิจกรรมแฝงอิงการเมือง

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวว่า หน่วยงานที่ดูแลพื้นที่เป็นกองกำลังรักษาความสงบจะพิจารณา กรณีนี้ด้วยสถานที่และช่วงเวลาอาจถูกมองว่ามีนัยทางการเมือง สื่อถึงความขัดแย้งในอดีต ซึ่งการติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ ต้องมีรายละเอียดที่สมบูรณ์ บางครั้งการรักษาความปลอดภัยอาจมีผู้ไม่หวังดีเข้ามาสอดแทรก และก่อเหตุบางอย่างที่ทำให้สังคมมองผิดไปได้ เมื่อถามอีกว่า คสช.ยืนยันว่าจะไม่ให้จัดงานนี้ใช่หรือไม่ โฆษก คสช.กล่าวว่า กองกำลังรักษาความสงบจะเป็นผู้พิจารณา รายละเอียดล่าสุดยังไม่ได้ตรวจสอบ แต่จากลักษณะของกิจกรรม หลายฝ่ายยังมองว่ามีความข้องเกี่ยวทางการเมือง

นายกฯรัสเซียเยือนไทย 8 เม.ย.

ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่าวันที่ 8 เม.ย. เวลา 10.00 น. นายดมิทรี เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีรัสเซีย มีกำหนดการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ โดยจะมีการหารือคณะเล็กและเต็มคณะ จากนั้นนายกฯสองฝ่ายจะแถลงข่าวร่วมกัน โดยนายกฯจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน และจะมีการลงนามความตกลงทวิภาคีระหว่างไทยกับรัสเซีย 5 ฉบับ ประกอบด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน วัฒนธรรม การท่องเที่ยว การลงทุน และร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ส.ของไทยกับสำนักงานกลางเพื่อการควบคุมยาเสพติดแห่งรัสเซียว่าด้วยความร่วมมือการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติด

รัฐบาลแจงทูตนานาชาติใช้ ม.44 ยึดหลักสิทธิมนุษยชนสากลเคร่งครัด “วิษณุ” ย้ำจำเป็นต้องใช้ ก.ม.พิเศษควบคุม 5 กลุ่มเคลื่อนไหวป่วนไม่เลิก “ประยุทธ์” เบรกโหร คมช.หยุดจ้อนั่งยาว 3 ปี ลั่นไม่ได้อยากอยู่... 8 เม.ย. 2558 07:11 8 เม.ย. 2558 07:12 ไทยรัฐ