วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“คอร์รัปชัน”ต้นตอความอ่อนแอระบบราชการไทย อุปสรรคสำคัญฉุดรั้งการปฏิรูปประเทศ

วาระสำคัญสูงสุดที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องดำเนินแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไปตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับประชาชน 3 ประการอันได้แก่ ความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ และการทุจริตคอร์รัปชัน

ดูเหมือนจะยังไม่ได้ถูกนำขึ้นมาเป็นประเด็นแก้ไขอย่างจริงจัง และปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมต่อเนื่องอย่างที่ประกาศไว้ หลังจากที่อยู่ในอำนาจมากว่า 10 เดือน

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราๆท่านๆจะได้เห็นข่าวคราวความเป็นไปของหน่วยงานรัฐในเรื่องของความไม่โปร่งใสในการใช้อำนาจ และการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ถึงแม้ว่าหน่วยงานนั้นๆจะเคยได้ชื่อว่ามีธรรมาภิบาลมาก่อนก็ตาม

ล่าสุด ผลการตรวจพบข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยในกระบวนการออกใบอนุญาตการบินให้แก่สายการบินต่างๆของ กรมการบินพลเรือน (บพ.) ที่ออกประกาศโดย องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) หน่วยงานที่มีความชำนาญพิเศษด้านการทดสอบมาตรฐานการบินของ องค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งเผยว่า บพ.ของไทยสอบตก

ซ้ำยังได้คะแนนเป็นอันดับสุดท้ายในภูมิภาคอาเซียนเพียง 35.6% ต่ำกว่ามาตรฐานการบินของกัมพูชาและอินโดนีเซียด้วยนั้นไม่เพียงทำให้ผู้คนรู้สึกตกใจเท่านั้น แต่ยังสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่ธุรกิจการบินและการท่องเที่ยวที่อาจไม่สามารถนำพานักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปยังประเทศต่างๆได้ด้วย หลังจากที่ องค์การการบินพลเรือนของญี่ปุ่น ออกประกาศห้ามสายการบินเช่าเหมาลำของไทย 6 แห่ง ได้แก่ เอเชีย แอตแลนติก แอร์ไลน์, เจ็ท เอเชีย แอร์เวย์, นกสกู๊ต, เอเชี่ยน แอร์, แอร์เอเชีย เอ็กซ์ และการบินไทยที่เพิ่มเที่ยวบินพิเศษ เดินทางเข้าญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2558

ขณะที่เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และจีน คำรามดังๆออกมาเพื่อเตือนล่วงหน้าว่า พวกเขาอาจจะออกประกาศแบบเดียวกัน หากรัฐบาลไทยไม่ทบทวนมาตรฐานการออกใบอนุญาตการบินให้แก่สายการบินต่างๆเสียใหม่

แม้สุดท้าย เจ้ากระทรวงคมนาคมผู้ออกใบอนุญาตการบินให้สายการบินมากถึง 32 แห่งในห้วงเวลาเพียง 9 เดือนของการนั่งในตำแหน่ง จะทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นยอมขยายเวลาบังคับใช้กฎกติกานี้ออกไปอีก 2 เดือนได้ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่คำตอบที่ทำให้คนไทยไร้ข้อกังขาต่อความไม่โปร่งใสในการใช้อำนาจที่อาจหมายรวมไปถึงการทุจริตคอร์รัปชันได้

เมื่อประเด็นนี้ กลายเป็นที่จับจ้องของสังคม ทีมเศรษฐกิจ จึงขอหยิบยกเอาข้อเขียนที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างมีนัยสำคัญของ ดร.วิรไท สันติประภพ และ นายบรรยง พงษ์พานิช ที่โพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวมาตีพิมพ์เผยแพร่ให้ผู้อ่านได้อ่านกันอย่างทั่วถึงอีกครั้ง.


บรรยง พงษ์พานิช
คณะกรรมการนโยบายกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.)

ผมขอเริ่มด้วยมายาคติในสังคมไทย เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการคอร์รัปชัน ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นว่าคอร์รัปชันเป็นภัยร้ายแรงอย่างใด เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ผู้ที่มั่งคั่งทั้งลาภยศสมบัติที่มาจากการให้และการรับจากคอร์รัปชันก็ได้รับเกียรติยศสูงสุด ผู้คนนับถือคารวะจะเอาเยี่ยงอย่าง

ผลการสำรวจระบุว่า กว่าครึ่งของสังคมยอมรับคอร์รัปชันได้ หาก สร้างความเจริญให้กับประเทศ ทำให้เกิดคำถามว่า “จริงหรือ” ที่มีคอร์รัปชันชนิดที่สร้างความเจริญได้ คำตอบที่น่ากลัวมากก็คือจริง มีคอร์รัปชันที่สร้างประโยชน์ แต่ไม่ใช่ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ถึงแม้จะเป็นประโยชน์ของคนหมู่มาก ก็เป็นประโยชน์ระยะสั้นที่ไม่ยั่งยืน นำมาซึ่งความฉิบหายร้ายแรงในอนาคตอย่างแน่นอน

มองในแง่ที่น่าเห็นใจ เรามักเชื่อกันว่าเงินเดือนข้าราชการประจำและการเมืองไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทั้งๆที่มีการปรับเงินเดือนในอัตราที่ค่อนข้างดีมาโดยตลอดในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา

มายาคติข้อสุดท้าย คือความเชื่อที่ว่าคอร์รัปชันเป็นวัฒนธรรมอันหยั่งรากลึกในสังคมไทยทุกระดับตั้งแต่โบราณกาลมา ไม่มีทางที่จะขุดถอนได้สำเร็จ เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน ทำให้การตื่นตัวปลุกระดมที่จะต่อสู้กับคอร์รัปชันยังไม่ค่อยจะชัดเจนนัก ว่าจะต่อสู้กับอะไร ด้วยกลยุทธ์อะไร เพื่อเป้าหมายอย่างไร

หากยังมองปัญหาเหล่านี้ไม่ออก ก็ย่อมยากที่จะสร้างฉันทามติ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ จัดสรรทรัพยากร จัดกระบวนทัพ ที่จะเข้าสู่สงครามระยะยาวกับภัยคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็น “วาระแห่งชาติ” อย่างแท้จริง

การคอร์รัปชันนั้นเกิดได้ในทุกหย่อมหญ้า ทั้งในภาคเอกชน ซึ่งสามารถก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง ได้แก่ การจัดจำหน่ายสินค้าบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งการหลอกลวงผู้บริโภค เช่น แชร์ลูกโซ่ ไปจนถึงการทุจริตโดยการเบียดบังทรัพย์สินของรัฐโดยตรง เช่น การฉ้อฉลงบประมาณแผ่นดิน รวมทั้งการที่ภาคเอกชนจ่ายสินบนให้กับผู้มีอำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ตน ซึ่งเป็นประเภทที่ระบาดกว้างขวางและสร้างความเสียหายมากที่สุด

ลองคิดดูว่าการจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนของภาครัฐและรัฐ-วิสาหกิจปีหนึ่งๆ มีปริมาณกว่า 2 ล้านล้านบาท หากมีการทุจริตเพียง 10% ก็เป็นเงินถึง 200,000 ล้านบาทต่อปีแล้ว ไม่นับรวมถึงประโยชน์ไม่ควรได้ ที่เกิดจากใบอนุญาตและสัมปทานต่างๆ จนมีผู้กล่าวว่า มหาเศรษฐีไทย 8 ใน 10 คน มีส่วนเกี่ยวข้องในทุจริตประเภทนี้ไม่มากก็น้อย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

คอร์รัปชันนั้น เมื่อทำให้ไม่มีผู้รู้สึกเสียหาย ย่อมไม่มีผู้ร้องเรียนและมีแรงจูงใจในการป้องกันปราบปรามน้อย เช่น ทุจริตจากงบประมาณลงทุนหรือจัดซื้อจากส่วนกลาง ภาระจะกระจายสู่ประชาชนทุกคน จนไม่ รู้สึกถึงความเสียหายร้ายแรงอื่นๆ เช่น ถ้าทุจริต 6,500 ล้านบาท จากงบประมาณส่วนกลาง คิดจากฐานประชากรทั่วประเทศ 65 ล้านคน ทุกคนจะเสียหายเพียงคนละ 100 บาท น้อยเสียจนไม่รู้สึกถึงผลกระทบอื่นๆ

นอกจากนั้นการทุจริตที่ไม่ส่งผลเสียในทันที ย่อมมีโอกาสที่จะถูกต่อต้าน หรือถูกตรวจสอบ ป้องกันปราบปรามได้น้อยกว่า เช่น การลงทุนขนาดใหญ่ในภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ อย่างสนามบินที่ควรสร้างด้วยเงิน 100,000 ล้าน เราลงทุนเสีย 120,000 ล้าน ก็ไม่ทำให้ความเป็น ไปได้ทางการเงินลดน้อยลงมากนัก ต้นทุนความเสียหายที่เกิด จะถูกตัด “ค่าเสื่อมราคา” ระยะยาวหลายสิบปี จนไม่เกิดความรู้สึกในทันที

แทบทุกคนรู้ว่าคอร์รัปชันเป็นเรื่องชั่วร้าย เป็นความผิดทั้งคุณธรรมและจริยธรรม แต่ดูเหมือนการปลูกจิตสำนึกในบาปบุญคุณโทษตามค่านิยมวัฒนธรรมและศาสนาจะไม่ได้ผล เนื่องด้วยผลประโยชน์ที่มหาศาล และค่านิยมที่เชื่อว่าการ “แก้กรรม” สามารถทำได้ โกงแล้วก็ไปสร้างวัด สร้างพระ ก็น่าจะหายกันไป

จะต่อสู้กับคอร์รัปชัน คือต้องเปลี่ยนทัศนคติที่ยอมรับหรือวางเฉยกับความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น ให้เป็นการปฏิเสธและต่อต้านให้จงได้ และต้องเปลี่ยนจากการแค่ “ไม่ทำชั่ว” ให้เป็น “ไม่ยอมให้มีการทำชั่ว”

ผมมีความเชื่อว่า การจะต่อสู้กับคอร์รัปชันให้ได้ผล สังคมจะต้องรับรู้รายละเอียดในโทษของคอร์รัปชันอย่างแจ้งชัดเท่านั้น จึงจะสามารถผนึกสรรพกำลังในการทำสงครามระยะยาวได้

โทษมหันต์ของคอร์รัปชัน ทำให้นโยบายการคลังหรือการกำหนดทรัพยากรภาครัฐ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ถูกจัดสรรและใช้งานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ จนบางครั้งก็เป็นต้นเหตุของวิกฤติร้ายแรงต่างๆในอนาคต ทำให้บริการพื้นฐานมีคุณภาพต่ำ ปริมาณไม่เพียงพอ และมีต้นทุนสูง

บั่นทอนศักยภาพการแข่งขันของประเทศโดยรวม โดยผมมั่นใจว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของการพัฒนา เพราะมีช่องทางมากมายที่จะซื้อหาความได้เปรียบหรือกีดกันการแข่งขัน โดยที่ไม่ต้องพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพแท้จริง ซึ่งไม่เคยมีประเทศใดๆในโลก ที่สามารถก้าวพ้น “กับดักการพัฒนา” ได้เลย หากไม่สามารถปรับปรุง “ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน” ให้สูงเกินกว่า 5.0

ผมขอยกตัวอย่างประเทศมาเลเซียที่มีนโยบาย แผนงาน และยุทธศาสตร์ ที่ชัดเจนที่มุ่งมั่นจะก้าวพ้น ‘กับดักการพัฒนา’ สู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี 2020 และแน่นอน หนึ่งในนโยบายที่สำคัญที่สุดคือ จะต้องขจัดคอร์รัปชันให้หมดไป สำหรับประเทศไทย ถ้าเรายังพัฒนาในลักษณะนี้ ต้องไปหลังพุทธศักราช 2600 โน่น เราจึงจะบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนา

ผมยังเชื่อด้วยว่า การกระจายอำนาจรัฐ ยังจะมีส่วนช่วยลดการคอร์รัปชันได้มาก โดยเฉพาะการกระจายอำนาจในการกำหนดงบประมาณ การจัดสรรและควบคุมการใช้ทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น เพราะจะเกิดแรงจูงใจให้ประชาชนในท้องถิ่นติดตามดูแลตรวจสอบไม่ให้มีการรั่วไหล เนื่องจากมีส่วนได้เสียโดยตรง

นอกจากนั้น การขจัดเงื่อนไขที่เอื้อให้มีการทุจริต ได้แก่ ลดขั้นตอนในระบบราชการและแก้ไขระเบียบปฏิบัติที่ยุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะที่อนุญาตให้มีการใช้วิจารณญาณของผู้มีอำนาจ, การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่สมบูรณ์ ไม่ให้ภาคการเมืองและข้าราชการมีบทบาทและอิทธิพลเหนือ ตลอดจนการเปิดเสรีระบบเศรษฐกิจ ก็ถือเป็นทฤษฎีที่ยอมรับกันโดยสากลว่าเป็นเงื่อนไขขจัดคอร์รัปชันที่ดีที่สุด.


วิรไท สันติประภพ
คณะกรรมการนโยบายกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.)

ช่วงเดือนที่ผ่านมา พาดหัวข่าวใหญ่ว่าองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ตรวจสอบมาตรฐานด้านการบินของไทยและให้คะแนนประเทศไทยตก ได้คะแนนต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน

นับเป็นเรื่องน่าตกใจ เพราะกรมการบินพลเรือนจัดได้ว่าเป็นกรมเกรดเอ ที่การทำงานต้องมีความเป็นสากล ดูแลอุตสาหกรรมมูลค่าหลายแสนล้านบาท ข้าราชการต้องติดต่อกับองค์กรระดับโลก หน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ และสายการบินจากนานาประเทศอยู่ตลอดเวลา

ถ้าหันมาดูพาดหัวข่าว ที่สะท้อนการทำงานของหน่วยงานราชการแบบไทยๆยิ่งน่ากังวลขึ้นไปอีก เราต้องตกใจกับข่าวอดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ร่วมกันใช้อำนาจผิดกฎหมายมาเป็นเวลานานจนมีทรัพย์สินแอบซ่อนไว้นับพันนับหมื่นล้านบาท ต้องประหลาดใจกับข่าวเงินของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังกว่าหนึ่งพันหกร้อยล้านบาทหายไปจากบัญชีเป็นเวลาหลายปี โดยไม่มีหน่วยงานใดตรวจสอบพบ และมีคนระดับอดีตอธิการบดีตกเป็นผู้ต้องหา และต้องเศร้าใจกับข่าวสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นล้มละลายเพราะนำเงินฝากของสมาชิกไปใช้ผิดประเภท และเงินที่หายไปนับพันล้านได้ไปเข้าบัญชีของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและผู้เกี่ยวข้อง จนถึงเวลานี้ยังไม่สามารถเรียกเงินคืนได้หรือเอาผิดได้ ทั้งๆที่เป็นการรับเงินผิดกฎหมาย

ผมคิดว่าข่าวเหล่านี้มีต้นเหตุคล้ายกันคือความอ่อนแอของระบบราชการไทย ที่ปล่อยให้ปัญหาต่างๆถูกซ่อนไว้ใต้พรม ไม่คิดวางแผนป้องกันหรือจัดการแก้ไขอย่างจริงจัง และขอย้ำว่าปัญหาเหล่านี้สะท้อนความอ่อนแอของระบบราชการ ในข้อเท็จจริงแล้วเรามีข้าราชการที่เก่ง มีความสามารถ และมีจิตสาธารณะอยู่จำนวนมาก แต่ระบบได้ทำให้ข้าราชการเหล่านั้นไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพและเต็มประสิทธิภาพ ถูกระบบทำให้ฝ่อไประหว่างทางหรือต้องเลื่อนไหลไปตามระบบ กลายเป็นเพียงผู้รักษากฎ ทำตามกฎ

งานศึกษาของมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา เรื่อง “ข้อเท็จจริง 10 ปี ระบบข้าราชการไทย” แสดงข้อมูลที่น่ากังวลหลายอย่าง ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา กำลังคนในภาครัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ส่งผลให้งบเงินเดือนและสวัสดิการบุคลากรภาครัฐเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า นอกจากนี้ งบประมาณสำหรับบุคลากรของภาครัฐไทยสูงถึงประมาณ 7% ของรายได้ประชาชาติ ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับต้นๆของเอเชีย แต่ผลการทำงานของภาครัฐกลับตกต่ำลงมากทั้งด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และปัญหาคอร์รัปชันที่เพิ่มสูงขึ้น

ผมคิดว่าความอ่อนแอของระบบราชการไทยเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ประการแรก ระบบราชการไม่สามารถคานอำนาจนักการเมืองที่มุ่งหาประโยชน์ได้ ทั้งประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ทางการเมืองในช่วงสั้นๆ

ประการที่สอง การทำงานในระบบราชการอิงกับการทำงานตามกรอบอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในกฎหมายเป็นหลัก แต่กฎหมายเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้าสมัยและมีลักษณะรวมศูนย์ กระบวนการแก้ไขกฎหมายใช้เวลานาน และไม่ค่อยเป็นที่สนใจของนักการเมือง เพราะไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่เดิม

ประการที่สาม การทำงานในระบบราชการ ให้ความสำคัญกับขั้นตอนและพิธีการมากเกินควร ข้าราชการมักใช้เวลาไปกับการทำตามขั้นตอนและพิธีการ มากกว่าการใช้เวลาคิดและทำเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด การตั้งคณะกรรมการขนาดใหญ่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของระบบราชการ และการตัดสินใจของคณะกรรมการมักจะนำไปสู่การประนีประนอมมากกว่าที่จะได้ข้อสรุปแบบฟันธง ประเทศไทยมีคณะกรรมการระดับชาตินับร้อยคณะ แต่ในทางปฏิบัติแล้วกลับไม่สามารถประชุมได้ เพราะไม่สามารถหาเวลาของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ตรงกัน ส่งผลให้เรื่องสำคัญของประเทศหยุดค้างไป ส่วนข้าราชการก็ต้องเสียเวลาไปกับการหาเวลานัดกรรมการ จัดเตรียมเอกสาร จัดที่นั่งให้เป็นที่พอใจของผู้ใหญ่แต่ละคน และหาทาง
บรีฟผู้ใหญ่แต่ละคนไม่ให้เกิดการถกเถียงกันจนเสียหน้าในที่ประชุม

ประการที่สี่ ระบบราชการขาดความโปร่งใสถูกตรวจสอบได้ยาก แม้ว่าเราจะมีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลของทางราชการได้ แต่ในทางปฏิบัติหน่วยงานราชการมักหาเหตุผลปฏิเสธไม่ให้ข้อมูลตามที่มีผู้ร้องขอหรือให้ข้อมูลช้า ไม่ทันการณ์ อย่างไรก็ดี เร็วๆนี้ได้เกิดกฎหมายใหม่หนึ่งฉบับ คือพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ซึ่งกำลังจะมีผลบังคับใช้แล้ว ได้แต่หวังว่ากฎหมายใหม่ฉบับนี้จะทำให้การทำงานของหน่วยงานราชการชัดเจนและโปร่งใสมากขึ้น ไม่เกิดกรณีเหมือนกับใบอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรมหลายพันใบที่ถูกนักการเมืองและข้าราชการดึงไว้หลายเดือน

ประการที่ห้า คุณภาพของข้าราชการระดับสูงในหลายหน่วยงานไม่สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ ตลอดช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาข้าราชการที่มีคุณภาพจำนวนมากได้ลาออกจากระบบราชการและระบบราชการไม่สามารถดึงดูดให้คนที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามารับราชการได้มากพอ ทั้งเหตุผลเรื่องค่าตอบแทน สภาพแวดล้อมในการทำงาน และระบบคุณธรรมของภาครัฐ

ความอ่อนแอของระบบราชการจะเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ของประเทศไทย เพราะเราจะต้องเผชิญกับปัญหาจากทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ซับซ้อนมากขึ้น ระบบราชการต้องสามารถตอบสนองกับปัญหาต่างๆได้รวดเร็ว และจะต้องขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าเชิงรุก ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่น่าเสียดายที่เรายังไม่เห็นแนวทางปฏิรูประบบราชการอย่างเป็นรูปธรรม ระบบราชการมีแต่จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปทุกเรื่องที่สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการศึกษา การต่อต้านคอร์รัปชัน การปฏิรูปการเมือง หรือการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย.

ทีมเศรษฐกิจ

วาระสำคัญสูงสุดที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องดำเนินแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไป ตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับประชาชน 3 ประการอันได้แก่ ความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ 5 เม.ย. 2558 14:25 5 เม.ย. 2558 14:25 ไทยรัฐ