วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


จากกฎอัยการศึก ถึง ม.44 จะดราม่ากันไปถึงไหน?

หลังจากที่มีกระแสเรียกร้องให้มีการยกเลิกการประกาศกฎอัยการศึกกันมาอย่างยาวนาน ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็ทูลเกล้าฯ ขอให้ทรงมีพระราชดำริให้ยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึก เมื่อวันที่ 20 พ.ค และ 22 พ.ค.2557 ตามลำดับ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา

แล้วก็เป็นไปตามคาด หลังจากที่มีประกาศ “เลิกใช้กฎอัยการศึก” ก็มีการประกาศใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ หรือเป็นคำสั่งที่ออกมาโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 ในทันที

ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า การมีมาตรา 44 ไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ก็เปรียบเสมือนการตี “เช็คเปล่า” ไว้ให้หัวหน้า คสช. สามารถเขียนตัวเลข หรือ “อำนาจ” อย่างไรไว้ก็ได้ โดยมาตรา 44 ระบุว่า...


“ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว”

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาดูเนื้อหาของประกาศฉบับที่ 3 ดังกล่าว ก็จะพบว่า เป็นการนำเนื้อหาในพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกมาเขียนไว้ใหม่ โดยกำหนดฐานความผิด อำนาจของเจ้าหน้าที่ บทลงโทษและเงื่อนไขการใช้อำนาจอื่นๆ ให้มีความชัดเจนมากขึ้น


โดยสิ่งที่เหมือนกันระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึกกับประกาศฉบับที่ 3 คือ การที่เจ้าหน้าที่ทหาร จะมีอำนาจเหนือข้าราชการพลเรือน หรือเรียกง่ายๆว่า “ทหารเป็นใหญ่” แบบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ขณะที่อำนาจของเจ้าหน้าที่ทหารได้มีการเขียนไว้มีความชัดเจนมากขึ้น เช่น อำนาจในการเรียกบุคคลมารายงานตัว การจับกุมบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งหน้า การเข้าตรวจค้นในเคหสถานหรือยานพาหนะของประชาชนที่สงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดตามที่ระบุไว้ รวมทั้งอำนาจในการยึดอายัดทรัพย์สินต่างๆ

แต่สิ่งที่เพิ่มเติมมาอย่างชัดเจนคือในข้อ 5 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการออกคำสั่งห้ามเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดจนกระทบต่อความมั่นคงของชาติฯ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นอำนาจที่ คสช.มีอยู่แล้วตามประกาศฉบับที่ 97 และ 103 จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า คสช. ต้องการเข้ามาจำกัดเสรีภาพของสื่อให้มากขึ้น

ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว แม้ไม่มีข้อ 5 ตามประกาศนี้ คสช.ก็มีอำนาจที่จะควบคุมสื่อต่างๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ดังนั้น การมีข้อความในข้อ 5 เพิ่มเติมมา ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อดีขึ้นหรือเลวลงเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม ข้ออื่นๆ ที่ประกาศฉบับที่ 3 มีความชัดเจนกว่ากฎอัยการศึก คือ บทลงโทษในกรณีที่มีการฝ่าฝืนคำสั่งหรือต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ที่กำหนดเป็นโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท อีกทั้งยังมีมาตรการหรือเงื่อนไขในการปล่อยตัวที่ชัดเจนมากขึ้น

เรื่องสำคัญที่เป็นความแตกต่างอีกเรื่องหนึ่งคือ ความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ โดยตามกฎอัยการศึก หากการปฏิบัติเจ้าหน้าที่ไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือบริษัทใดๆ ผู้ได้รับความเสียหายไม่สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายใดๆ จากเจ้าหน้าที่ได้เลย เพราะถือว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องการพระมหากษัตริย์ ชาติ และศาสนา ด้วยกำลังทหารเพื่อให้เกิดความสงบขึ้นในประเทศ

ขณะที่ในข้อ 14 ของประกาศฉบับที่ 3 ระบุว่า หากเจ้าหน้าที่กระทำการตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติและไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น ย่อมได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

หมายความว่า ตามประกาศฉบับใหม่นี้ จะทำให้การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่จะมีความระมัดระวังมากขึ้นกว่าการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก เพราะอย่างน้อย ประชาชนยังสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในกรณีที่พบว่าเจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุจนก่อให้เกิดความเสียหาย

ดังนั้น จะว่าไปแล้ว การเลิกใช้กฎอัยการศึกแล้วมีประกาศฉบับที่ 3 ขึ้นมาบังคับใช้ ไม่ได้ทำให้อำนาจของทหารที่เคยมีอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกลดน้อยลง เพียงแต่การใช้อำนาจตามประกาศฉบับใหม่ จะมีความชัดเจนมากขึ้น และการดำเนินการบังคับใช้อำนาจใดๆ ของเจ้าหน้าที่ ก็ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นเช่นเดียวกัน

การวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นในทางบวกว่า เมื่อมีการยกเลิกกฎอัยการศึกแล้ว จะทำให้ผ่อนคลายความกังวลของนานาชาติได้ หรือในทางลบว่า ประกาศฉบับที่ 3 มีความร้ายแรงหรือเข้ามาจำกัดเสรีภาพของประชาชนมากกว่ากฎอัยการศึกนั้น ล้วนเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหวังผลทางการเมืองทั้งสิ้น

ทุกวันนี้ เราทั้งหลายอยู่ในยุคที่ข้อมูลข่าวสาร “ล้นเหลือ” ดังนั้น การบริโภคข่าวสาร โดยเฉพาะที่ส่งต่อๆ กันมาทาง Social Media จึงควรต้องมีการกลั่นกรองและศึกษาจากต้นตอของข้อมูลข่าวสารนั้นจริงๆ อย่าเพียงฟังเขาเล่าว่า มาแล้ว ก็มาวิพากษ์วิจารณ์ต่อ โดยไม่ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างถ่องแท้...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th

หลังจากที่มีกระแสเรียกร้องให้มีการยกเลิกการประกาศกฎอัยการศึกกันมาอย่างยาวนาน ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็ทูลเกล้าฯ ขอให้ทรงมีพระราชดำริให้ยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึก... 4 เม.ย. 2558 12:07 4 เม.ย. 2558 13:43 ไทยรัฐ