วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดารานักร้องรุ่นใหม่ฟังไว้ วางตัวยังไงดังข้ามทศวรรษ

ไม่ใช่แค่วงการนักแสดงเท่านั้นที่แจ้งเกิดดาราหน้าใหม่จำนวนมาก แต่วงการเพลงไทยก็ไม่แพ้กัน หากใครเป็นคนที่ฟังเพลงก็รู้สึกได้ว่า ในปัจจุบันนี้เพลงไทยมีเพลงใหม่ๆ เยอะมาก บางเพลงก็ฮิตติดหูข้ามปี บางเพลงก็ดังแค่ชั่วข้ามคืน แป๊บๆ เดี๋ยวคนก็ลืมกัน หรือบางเพลงที่ไม่ดังเลยแต่พอค้นฟังในยูทูบจะรู้สึกเคยมีเพลงนี้ด้วยเหรอ ซึ่งปัจจุบันโลกเราเปิดกว้างขึ้นทุกวัน การที่คนๆ หนึ่งจะดังกลายเป็นบุคคลในสังคมได้มันง่ายมาก ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่กว่าจะมายืนในจุดที่พีคที่สุดของชีวิต ต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์มาเป็นปีๆ แต่คนสมัยนี้แค่ทำคลิปร้องเพลง แล้วโพสต์ลงบนยูทูบก็สามารถกลายเป็นเน็ตไอดอลได้อย่างง่ายดาย

ยิ่งทุกวันนี้มีศิลปินหน้าใหม่เกิดขึ้นทุกวันด้วยแล้ว การที่เราจะเลือกฟังเพลงของศิลปินคนใดคนหนึ่งนั้น แค่ปลายนิ้วมือกดลงแป้นคีย์บอร์ดหรือโทรศัพท์มือถือ เสิร์ชชื่อในยูทูบก็สามารถฟังได้แล้ว แถมฟรีอีกด้วย แต่ถ้าเทียบกับเมื่อ 10-20 ปีก่อน การที่คนจะฟังเพลงได้ก็มีจากวิทยุหรือเทปคาสเซ็ทเท่านั้น ต้องลงทุนและลงแรงในการหามาฟัง อาจจะซื้อบัตรเพื่อเข้าไปดูคอนเสิร์ตหรือจ่ายเงินซื้อเทปหามาฟัง นั่นคือมนต์เสน่ห์ที่ในยุคนี้ไม่มีหรือหายากเต็มที นักร้องรุ่นเก่าๆ ที่ยังคงฮอตฮิตในบ้านเราและยังร้องเพลงเป็นอาชีพอยู่ก็เหลือไม่ค่อยเยอะ เพราะส่วนมากจะผันตัวจากนักร้องศิลปินไปทำอาชีพอื่น

เจ เจตริน วรรธนะสิน ผู้อยู่ในวงการเพลงมาร่วม 20 กว่าปี มีผลงานอัลบั้มเพลงเยอะแยะมากมาย และเป็นนักร้องแนวเพลงแร็ปยุคแรกของประเทศไทยอีกด้วย ได้ให้สัมภาษณ์กับบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ถึงการวางตัวและรักษาชื่อเสียงของตนเองอย่างไร เพราะตอนนี้พี่เจของเราดังข้ามทศวรรษไปแล้ว และเพลงทุกเพลงของพี่เจ ก็ยังฮิตตลอดกาล แถมเวลาไปขึ้นคอนเสิร์ตไม่ว่าจะเวทีเล็กหรือเวทีใหญ่ คนดูก็แน่นเต็มทุกรอบ โดยพี่เจให้ได้คำตอบที่น่าสนใจว่า การรักษาชื่อเสียงคือการแข่งขันกับตัวเอง

"ผมว่ามันมาถึงวันนี้ การรักษาชื่อเสียงคือการที่เราแข่งขันกับตัวเอง ไม่ต้องไปแข่งขันกับคนอื่นแล้ว ปัจจุบันการทำเพลงไม่ต้องออกมาแนวนี้เพื่อชนใคร หรือว่าเราจะต้องออกเพลงเพื่อมาแชร์ตลาด มันไม่ต้องแล้ว เพราะว่าเลยมารุ่นนี้ต้องแข่งกับตัวเองแล้ว คือเรายังคงจะต้องเต็มที่กับงานทุกงานที่เราทำทุกอัน อย่างทุกวันนี้ถ้าพูดถึงวงการบันเทิงที่เราทำทุกวันก็คือการออกคอนเสิร์ตที่เราทำทุกวันเลย เพราะฉะนั้นพูดง่ายๆ เป็นภาษาคอนเสิร์ตก็คือการทัวร์คอนเสิร์ต เราก็ทัวร์คอนเสิร์ตทุกวัน ทัวร์ตลอดมาไม่ได้หยุด นั่นก็คือสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำให้ดีที่สุด ทุกเวทีที่ผมขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นเวทีเล็กเวทีใหญ่ ก็ต้องเต็มที่แล้วก็ทำให้คนดู ทำให้ลูกค้ามีความสุขที่สุด" จากวันนั้นถึงวันนี้กี่ปีแล้ว? "20 ปีแล้วครับ"

หลายคนจะมองว่าเวลาออกคอนเสิร์ตในแต่ละครั้ง พี่เจก็จะเอาเพลงฮิตของเรามาร้อง ทำไมถึงยังไม่มีเพลงใหม่? "คือเพลงเวลาเราไปขึ้นคอนเสิร์ต เราก็ต้องดูก่อนว่าที่เค้าเรียกเราไปเพราะว่าต้องการฟังเพลงเรา ถ้าเค้าต้องการฟังเพลงพิเศษอื่นๆ ให้ไปเรียกนักร้องที่เป็นนักร้องปกติกลางๆ ร้องเพลงอื่นๆ ดีกว่า เพราะฉะนั้น เนี่ยเวลาเราไปแล้วเราก็ร้องเพลงเรา เพราะเพลงเรามันเยอะ ที่สำคัญก็คือเราก็พยายามร้องเพลงอื่นๆ เพลงพิเศษมันก็ไม่ได้พิเศษอะไร เค้าต้องการเรา ต้องการเจ ก็ร้องเพลงฮิต เพราะว่าเพลงฮิตมันเยอะ ก็ร้องเพลงขอเราอย่างเดียวพอแล้ว แต่ว่าก็มีร้องเพลงที่พิเศษ แต่ว่าถ้าร้องเพลงพิเศษจริงๆ ก็จะมีเลือกร้องเพลงในตำนานจริงๆ อาจจะเป็นเพลงของพี่เบิร์ด ธงไชย ของโจอี้บอย หรือว่าจะเป็นของพี่ตู้ ดิเรก คือเพลงต้องเป็นเลเจนท์และเอามาร้องคนอื่นก็สามารถร้องตามได้ เหมือนเพลงอื่นๆ ของเรา"

ไปที่ไหนคนดูเต็มตลอดเลย แฟนคลับตามตลอดเลย? "ตรงนี้ก็อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เราดูแลคุณภาพของงานโชว์ของเรา และเราดูแลคุณภาพของงานตัวเอง ดูแลตัวเอง เราเป็นคนดูแลตัวเอง กินดี นอนดี ออกกำลังกายดี สุขภาพจิตดี ชีวิตดี ใช้ชีวิตที่ดีและก็ต้องซื่อสัตย์กับงานของเรา ซื่อสัตย์กับแฟนเพลง ซื่อสัตย์กับผู้ว่าจ้าง เราไปเราก็ต้องเต็มที่ ที่สำคัญสิ่งที่ยืนหยัดมายาวนาน ก็น่าจะเป็นเพราะตัวเราเป็นคนที่ทำอะไรทำเต็มร้อย จ้างสิบเล่นร้อย จ้างร้อยเล่นพัน ผมว่าตรงนี้แหละเมื่อเราซื่อสัตย์ เราเต็มที่กับสิ่งที่เราทำ เราก็อยู่นาน ก็ไม่รู้นะ ผมก็มีคำถามให้ตัวเองตลอดว่าจะอยู่ไปจนถึงเมื่อไหร่ ก็ยังตอบไม่ได้ ตราบใดที่ด้วยตัวเราเอง สภาพตัวเราเอง แล้วก็แฟนคลับที่ไม่จำเป็นต้องออกอัลบั้มใหม่หรือทำซิงเกิ้ลใหม่ เค้าก็ยังต้อนรับเรา หรือจะเป็นงานจ้างตามผับบาร์ หรืออีเวนต์ตามต่างจังหวัด ยังไงก็เต็ม ตรงเนี้ยมันน่าจะเป็นคำตอบว่าเราจะอยู่ได้นานขนาดไหน"

ถ้าจะให้ฝากถึงนักร้องรุ่นใหม่ พี่เจอยากฝากอะไรถึงน้องๆ? "น้องๆ รุ่นใหม่ก็หลายคนที่เกิดมาเป็นรุ่นกลาง รุ่นใหม่ อย่าง ดา เอ็นโดรฟินปาล์มมี่ บอดี้สแลม โปเตโต้ หรือจะเป็นใครก็ตามที่ท็อปๆ ผมเชื่อว่าเค้าก็เดินทางจนเจอคำตอบเดียวกันกับผม ว่ามันต้องทำแบบนี้ มันต้องอยู่แบบนี้ถึงจะไปได้ยาว มันต้องทำอะไรบ้าง ผมว่าเค้าทราบคำตอบ ผมรู้สึกภูมิใจและดีใจ เวลาเห็นน้องๆ รุ่นหลังๆ ที่ประสบความสำเร็จ เป็นเพชรในวงการ เราเข้าใจเพราะเราผ่านจุดนั้นมา ก็รู้สึกดีใจที่น้องๆ ทุกคนวางตัวดี ปฏิบัติตัวดี ฝากบอกเค้าว่าดีใจ มองไปก็สะท้อนภาพตัวเองด้วย แต่ส่วนน้องๆ รุ่นใหม่จริงๆ ที่ประกวดตามเวที อยากจะเป็นศิลปินก็หาตัวเองให้เจอ และเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด อย่าไปก๊อบปี้ใคร อย่าไปเหมือนใคร ให้เป็นตัวเราแล้วจะอยู่นาน ถ้าเราไปเป็นเหมือนใครจะอยู่ไม่นาน อย่างผมก็อยู่อย่างนี้ ก็โอเคจะอยู่ได้นาน"

ด้านหนุ่ม อ๊อฟ ปองศักดิ์ รัตนพงษ์ ที่ก้าวเข้ามาในวงการเพลงจากการประกวดแข่งขันร้องเพลง ซึ่งเวทีนี้มีผู้เข้ามาร่วมแข่งขันเป็นจำนวนมาก และหนุ่มอ๊อฟก็สามารถชนะใจคนดูจนเข้ามายืนในจุดนี้ และนี่ก็เป็นเวลา 10 ปีแล้ว ที่เขาสามารถรักษาชื่อเสียงไว้ได้ดีไม่แพ้รุ่นพี่ หากพูดถึง อ๊อฟ ปองศักดิ์ หลายคนก็มั่นใจว่า เพลงทุกเพลงของอ๊อฟต้องดังแน่นอน และมันก็เป็นจริง อันเนื่องมาจากการรับได้โอกาสสนับสนุนที่ดี และการทำงานด้วยใจ เลยทำให้อ๊อฟมายืนในจุดนี้ จนหลายคนยกให้เขาเป็นตัวแม่อีกคนของวงการเพลงไปแล้ว โดยอ๊อฟได้เปิดใจให้เราฟังถึงการวางตัวตลอดระยะเวลา 10 ปีในวงการเพลงว่า แค่รู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่เรา เราก็มีความสุขแล้ว

"ก็จริงๆ แล้วอ๊อฟไม่ได้มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตของตัวเองนะ อ๊อฟแค่รู้สึกว่าเรามีความสุขกับการที่เราทำอะไร เราใช้ชีวิตให้เต็มที่ที่สุด แล้วก็มีความสุขกับสิ่งที่เราทำ แล้วพอมีความสุขแล้ว ผลตอบรับจากคนดู คนที่เห็นเราเค้าก็จะได้รับรู้ความรู้สึกดีๆ ที่เรามอบให้เค้า" เพลงที่ออกมาในแต่ละเพลง ทุกเพลงจะฮิตและยอดวิวเยอะมากในทุกเพลงเลย? "เป็นเพราะโอกาสที่เราได้รับอยู่ตลอดเวลามากกว่า เพราะเราทำในแต่ละครั้งเราทำด้วยความตั้งใจ แล้วผู้ใหญ่เค้าก็เลยให้โอกาสเราในการทำสิ่งต่างๆ ที่เค้าอยากจะให้เราทำ อย่างมีโปรเจกต์ใหม่ๆ เค้าก็อยากยื่นโอกาสดีๆ ให้เรา" เคยมีท้อบ้างไหม? "ไม่เคยนะ อย่างก่อนหน้านี้ที่อ๊อฟเคยพูดในคอนเสิร์ตมาตลอดว่า เราผ่านจุดที่มันแย่ที่สุดในชีวิตมาแล้ว และอ๊อฟก็คิดอยู่ทุกวันว่าสิ่งที่เรายืนอยู่มันเป็นกำไรที่เราได้ คือเรามาไม่มีต้นทุน ต้นทุนของเราคือเราชอบร้องเพลง เรารักในการที่เราร้องเพลงแค่นั้นเอง"

อย่างคอนเสิร์ตแต่ละคอนเสิร์ตหรือการที่เราไปเป็นแขกรับเชิญ เราจะได้รับการตอบรับดีมาก? "ของอ๊อฟอ่ะ ส่วนใหญ่แล้วแฟนคลับไม่ได้เป็นแฟนคลับอย่างศิลปินรุ่นใหม่ๆ ของอ๊อฟก็จะเป็นแบบเหมือนเพื่อนกันมากกว่า และที่สำคัญคือตอนนี้อ๊อฟแค่รู้สึกว่าอ๊อฟอยากมีแฟนเพลงมากกว่า คือกลุ่มแฟนคลับสุดท้ายแล้วเค้าก็จะกลายเป็นแฟนคลับคนอื่น แต่ว่าแฟนคลับอ๊อฟไม่ได้เป็นแฟนคลับของศิลปิน เป็นเหมือนเพื่อน เป็นเหมือนพี่ เป็นเหมือนน้องที่เราคุยกันได้ตลอด วันไหนที่เค้ารู้สึกว่าเราร้องไม่ดี เค้าก็จะด่าเราได้ เค้าก็จะเตือนเราได้ อ๊อฟว่ามันเป็นอีกหนึ่งสเต็ปที่อ๊อฟรู้สึกว่าเราพอใจแล้ว มันทำให้เรามีความรู้สึกดีๆ กับการที่เราจะทำอะไรก็ตาม"

ตอนนี้เรากำลังจะกลายเป็นตัวแม่หนึ่งคนของวงการเพลงไปแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง? "ไม่หรอก คือจริงๆ แล้วอ๊อฟจะบอกว่า อ๊อฟยังคงต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็สิ่งที่อ๊อฟมีคืออ๊อฟรักจริงๆ และเรามีแรงเราก็ใส่เต็มที่ คือทุกอย่างมันก็ต้องเป็นไปตามกาลและเวลาไป แต่ว่าถ้าเกิดเราฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกับคนเราถ้าเราคิดว่าเราพอแล้ว เราเจ๋งแล้ว เราดีแล้ว ก็เหมือนกับการย่ำอยู่กับที่เดินออกไปไหนก็ไม่ได้ แต่ถ้าเรารู้สึกว่าเรายังต้องพัฒนาต่อไป นั่นคือการที่เราคิดว่าเราจะเริ่มก้าวต่อไปทางไหนดี"

ตอนนี้นักร้องเข้ามาเยอะ เรามีการจัดการตัวเองยังไง? "จริงๆ แล้วคืออย่างแรกเลย อ๊อฟจะต้องบอกว่าตัวเองไม่ต้องไปแข่งขันกับใคร เราต้องคิดว่าตัวเองแข่งขันกับตัวเอง คือจริงๆ แล้วการชนะใครก็ไม่สะใจเท่ากับการชนะตัวเองจริงๆ นะ เราเคยลองมาแล้ว อ๊อฟรู้สึกว่าเราชนะคนอื่นได้ เรารู้สึกว่าเราเหนือกว่าคนอื่นได้ ก็จริง แต่ความรู้สึกเรามันไม่ได้ดีเลย เพราะว่าจริงๆ แล้วเรายังเอาชนะตัวเองไม่ได้เลย แต่ว่าอีกสิ่งหนึ่งที่เราจะรู้สึกภูมิใจมากที่สุดคือบางทีเวลาเราตั้งเป้าอะไร แล้วเรารู้สึกว่าเราทำไม่ได้ แต่เราทำมันได้ เราผ่านมันไปได้ มันยิ่งภูมิใจมากกว่า และข้างในมันจะฟูมากกว่า"

คิดว่าตอนนี้เราถึงจุดพีคที่สุดในชีวิตรึยัง? "ยังครับ คืออ๊อฟไม่เคยคิดว่าอ๊อฟจะมีจุดพีค อ๊อฟไม่เคยคิดว่าจะมีจุดไหนสูงที่สุดในชีวิต เพราะว่าในทุกๆ ครั้งชีวิตเรารู้สึกมันมีการเริ่มต้นใหม่ตลอด ค่อยๆ ไต่ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น มันจะไม่มีความรู้สึกว่าเราเจ๋งเราแน่เราดี เราเหนือกว่าคนอื่น ทุกครั้งเวลาเราเห็นคนอื่น นักร้องใหม่ๆ หรือนักร้องคนอื่นๆ ก็ตาม และเรารู้สึกว่าเค้าร้องดี เราก็รู้สึกว่าเราต้องพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ" หลายคนก็ชอบที่เรามีภาพลักษณ์แบบนี้? "อ๊อฟก็หวังว่าคนจะชอบในสิ่งที่เราเป็น ในสิ่งที่เราแสดงออก ในสิ่งที่เรารู้สึก ในสิ่งที่เรามีความสุข เพราะว่าอ๊อฟก็คงไม่ฝีนตนเองในการที่จะไปเป็นคนอื่น แล้วตัวเราเองก็ไม่มีความสุขด้วย อ๊อฟว่าการเป็นตัวเอง มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว และก็ผลตอบรับของมันจะเป็นยังไง เราก็ต้องยอมรับมันให้ได้ เพราะว่านั่นคือสิ่งที่เราเลือกเองแล้วครับ"

เคยเจอคนที่เค้าแอนตี้เราบ้างไหม​​? "ก็มีนะในบางมุมในบางจุดที่เราเองก็รู้สึกว่ามันก็มากเกินไป แต่ว่าอย่างที่อ๊อฟบอกชีวิตจริงเราไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นบนเวที ชีวิตจริงเราเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ว่าเราก็โทษคนที่จะมองเราแบบนั้นไม่ได้ หรือมองเราในมุมแบบนั้นก็ไม่ได้ เพราะว่ามันคือสิ่งที่เค้าเห็นจากเราแสดงบนเวที หรือเห็นจากเราในที่ต่างๆ" เคยเก็บเอามาใส่ใจบ้างไหม?​ "ก็เคยคิดมากคิดเยอะนะ แต่ว่าคิดไปก็เปล่าประโยชน์ ตัวเราเองก็ทำอะไรไม่ได้ เราจะห้ามไม่ให้เค้ารู้สึกแบบนั้นไม่ได้ครับ" กะไว้ว่าอีกสักกี่ปีในวงการบันเทิง? "ไม่ได้คิดไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะอยู่ได้อีกกี่ปีหรือว่าอะไร ก็อยากจะอยู่ไปเรื่อยๆ จนกว่าที่เราจะทำไม่ได้ และคนจะไม่รักเราแล้ว"

ในฐานะที่เราเป็นนักร้องรุ่นพี่ อยากจะฝากอะไรถึงนักร้องน้องๆ รุ่นใหม่บ้าง? "เอาจริงๆ อ๊อฟจะบอกว่า อ๊อฟเชื่อว่าการที่ทุกคนเข้ามาในวงการนี้มีจุดมุ่งหมาย แล้วก็มีเป้าหมายในชีวิตของตัวเองอยู่แล้ว แต่ว่าเป้าหมายของแต่ละคนมันอาจจะมีไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดว่าเรารักในสิ่งที่เราทำจริงๆ จงสู้ต่อไป และมันมีตัวอย่างให้เห็นหลายคนที่เราเห็นทั่วไป นักร้องปัจจุบันที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาร้องเพลงอยู่ หลายๆ คนอาจจะบอกว่าเราทำเพราะเรามีภาระที่มันมากขึ้นจริงๆ ไม่หรอก อ๊อฟจะบอกว่ามันเป็นเพียงคำตอบที่พูดให้มันรู้สึกเป็นกำลังใจให้ตัวเอง แต่ว่าจริงๆ แล้วคำตอบในใจลึกๆ ก็คือเค้ารักในสิ่งที่เค้าทำ".

ไม่ใช่แค่วงการนักแสดงเท่านั้นที่แจ้งเกิดดาราหน้าใหม่จำนวนมาก แต่วงการเพลงไทยก็ไม่แพ้กัน หากใครเป็นคนที่ฟังเพลงก็รู้สึกได้ว่า ในปัจจุบันนี้เพลงไทยมีเพลงใหม่ๆ เยอะมาก บางเพลงก็ฮิตติดหูข้ามปี บางเพลงก็ดังแค่ชั่วข้ามคืน ... 3 เม.ย. 2558 18:59 4 เม.ย. 2558 00:31 ไทยรัฐ