วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ธุรกิจครอบครัว เดินหน้าอย่างไรให้ยั่งยืน

ธุรกิจครอบครัว เดินหน้าอย่างไรให้ยั่งยืน

  • Share:

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ผมได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการในหลากหลายธุรกิจ ทั้งในเชิงกลยุทธ์ธุรกิจและการตลาด หนึ่งในความท้าทายที่มักพบเห็นคือประเด็นความขัดแย้งทางความคิดเห็นระหว่างสมาชิกในครอบครัว

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะมากกว่าร้อยละ 90 ของกิจการในประเทศไทยนั้นเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดและขนาดย่อมหรือ SMEs และมากกว่าร้อยละ 80 ของ SMEs นั้นเป็นรูปแบบธุรกิจครอบครัวหรือที่เราเรียกกันว่า “ธุรกิจกงสี” โดยจากประสบการณ์ของผมแล้วต้องบอกเลยว่า ทุกปัญหาทางธุรกิจนั้นแก้ไขได้ แต่ที่ท้าทายที่สุดคือความขัดแย้งด้านความเห็นแต่แนวทางการทำธุรกิจนี่แหละครับ ความขัดแย้งเหล่านี้ส่วนมากเป็นประเด็นที่ถ้าเหล่าผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจครอบครัวได้ฟังก็คงร้องอ๋อ เพราะส่วนมากก็เป็นประเด็นที่เคยเจอกับตัวเองมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความแตกต่างระหว่าง Generation ของรุ่นพ่อกับรุ่นลูก หรือความขัดแย้งของความเห็นว่าธุรกิจควรจะ “ขยาย” หรือไม่ “ขยาย” เป็นต้น

สำหรับผมในฐานะที่ปรึกษาที่ต้องโค้ชและให้ความเห็นต่อปัญหาเหล่านี้ ทั้งจากมุมมองของผู้บริหารรุ่นพ่อแม่ และที่ปรึกษาของผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงรุ่นลูก นอกจากความท้าทายแล้วก็เป็นโอกาสที่ผมได้เรียนรู้ข้อคิดสำคัญหลายอย่างเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจครอบครัว หรือการสืบทอดธุรกิจที่ยั่งยืน จึงขอนำข้อคิดเหล่านั้นมาฝากกันครับ

ในธุรกิจครอบครัว “Business is always Personal”

ในตำราการบริหารมักพูดถึงความเป็นมืออาชีพหรือการแยกเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องงานให้ชัดเจนเพื่อเป็นการแยกแยะประเด็นความขัดแย้งไม่ให้ลุกลามไปจนเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ในความเป็นจริงแล้วแนวคิดนี้นำมาใช้ในการบริหารธุรกิจครอบครัวไม่ได้ครับ โดยเฉพาะในเอเชียหรือในประเทศไทย เพราะสมาชิกและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องต่างรู้ดีว่าธุรกิจที่ทำอยู่นั้นไม่ได้เป็นแค่ธุรกิจ แต่เป็นทุกอย่างที่ครอบครัวสร้างขึ้นมา นิยามความเป็นมืออาชีพในการบริหารธุรกิจครอบครัวนั้นจึงมีความแตกต่างจากธุรกิจประเภทอื่น ดังนั้นการบริหารธุรกิจครอบครัวในเบื้องต้นจึงต้อง

“ให้น้ำหนักกับการบริหารความสัมพันธ์และความขัดแย้งมากกว่าแยกแยะเรื่องส่วนตัวออกจากงาน”

จะ “ทำอะไร” ไม่ใช่ปัญหา อยู่ที่ว่า “ใช้เงินใคร”

หนึ่งในประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำคือ Vision หรือวิสัยทัศน์ด้านการเติบโตของธุรกิจที่รุ่นลูกหรือรุ่นใหม่จะมุ่งเน้นไปที่การเติบโต (Growth) แบบรวดเร็ว รวมถึงการขยายตลาด แตกไลน์ธุรกิจไปยังตลาดใหม่อย่างรวดเร็วเด็ดขาด แต่ในขณะเดียวกันรุ่นพ่อแม่มักให้ความสำคัญกับการรักษาฐานตลาดเดิม และการขยายตัวแบบย่างก้าวอย่างมั่นคง (Stability) ซึ่งบ่อยครั้งที่เป็นประเด็นที่ชี้ขาดไม่ได้ว่าทางใดเป็นทางเลือกที่เหมาะสม นอกจากการลองทำและวัดผลในอนาคต

แต่อย่างไรก็ตามการลองไอเดียธุรกิจใหม่นั้นย่อมต้องมีการลงทุนลงแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง แนวโน้มการตัดสินใจสุดท้ายจึงอยู่ที่ว่าการทดลองนั้น “ใครเป็นเจ้าของเงินลงทุน” เป็นเงินในส่วนของรุ่นลูกสร้างขึ้นมาเอง หรือต้องอาศัยทุนที่เป็นส่วนของรุ่นคุณพ่อ ถ้าเป็นไปในกรณีแรกรุ่นลูกอาจเริ่มต้นได้เลย แต่ถ้าเป็นในกรณีหลัง ผู้บริหารรุ่นลูกจำเป็นต้อง

“พิสูจน์หาหลักประกันมาทำให้พ่อแม่ยอมรับในความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเริ่มสิ่งใหม่ให้ได้”

เช่น การทำวิจัยข้อมูลตลาด วิเคราะห์แนวโน้ม ตีโจทย์ปัญหา รวมถึงการเริ่มต้นด้วย Pilot โปรเจกต์เล็กๆ ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับรุ่นพ่อแม่ว่าเรามีการวางแผนรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

การยอมรับนับถือเป็นสิ่งที่ต้องสร้าง

ไม่ว่าจะผ่านไปนานเพียงใด “ลูกก็ยังเป็นเด็กในสายตาพ่อแม่เสมอ” ซึ่งบ่อยครั้งก็เป็นความจริงโดยว่ากันในเรื่องของประสบการณ์และการตัดสินใจ โดยมากรุ่นลูกจะมีความรู้มีข้อมูลมากกว่า แต่การยอมรับนับถือนั้นมาจากประสบการณ์และผลงาน สำหรับธุรกิจครอบครัวก็เช่นกัน ไม่ว่าลูกจะพัฒนาตนเองไปมากเท่าใด แต่การพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานก็ยังจำเป็นเสมอเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่ ดังนั้นหากคุณเป็นลูกและยังไม่ได้รับความไว้วางใจในการดำเนินธุรกิจจากพ่อแม่ก็อย่าเสียใจไปครับ

“เวลาและผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์”

ธรรมนูญครอบครัว

สำหรับธุรกิจกงสีที่มีขนาดใหญ่ หรือมีการรวบรวมเครือญาติต่างครอบครัวเข้ามาด้วยนั้น ความเข้าใจในบทบาทและกฎกติกานั้นเป็นสิ่งสำคัญ รวมไปถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดจากความรู้สึกเหมือนตนถูกเลือกปฏิบัติ ความไม่ยุติธรรมในครอบครัว หรือขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละคน “ธรรมนูญครอบครัว” เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันมากตั้งแต่ธุรกิจกงสีระดับ SMEs จนถึงธุรกิจกงสีระดับชาติ อย่างเช่น เครือเซ็นทรัล เป็นต้น

ธรรมนูญครอบครัวนี้เป็นการลงรายละเอียดของแนวทางการปฏิบัติตน กฎกติกาและหน้าที่ของสมาชิกแต่ละคนเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งแม้ว่าธรรมนูญนี้จะไม่ใช่สิ่งที่ถูกนำมาบังคับใช้แบบกฎหมายทั่วไป แต่คงไว้เพื่อรักษาความยุติธรรมและช่วยให้สมาชิกในครอบครัวสามัคคีปรองดองกันมากขึ้น ธรรมนูญครอบครัวจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ ผู้บริหารธุรกิจกงสีนำมาใช้เพื่อ

“รักษาความยุติธรรมและสร้างความปรองดองระหว่างสมาชิกในครอบครัว”

ธุรกิจครอบครัว = “ธุรกิจ” หรือ “ครอบครัว”

ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความขัดแย้งใด สุดท้ายแล้วผู้สืบทอดธุรกิจหรือรุ่นใหม่ต้องตัดสินใจว่าจะเลือก “ธุรกิจ” หรือ “ครอบครัว” เพราะประเด็นความขัดแย้งโดยมากมักเป็นเรื่องของแนวทางการทำงาน วิสัยทัศน์ ความเห็น การออกแบบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักไม่อาจชี้ขาดได้ว่าเลือกทางใดถูกหรือทางใดผิด ในครอบครัวจึงต้องมีคนที่มีอำนาจในการฟันธงตัดสินใจได้ มักเป็นคุณพ่อหรือผู้นำตระกูล

ในกรณีที่ผลการตัดสินใจนั้นไม่เป็นไปอย่างใจเรา เรามีทางเลือกคือจะเลือก “ครอบครัว” ยอมรับการตัดสินใจของผู้นำ หรือเลือก “ธุรกิจ” ยึดแนวทางของตัวเองต่อไป ซึ่งจากประสบการณ์ของผม ถ้าคุณอยู่ในฐานะผู้ใหญ่ก็น่าให้โอกาสเด็กได้ลองทำตามแนวคิดลองผิดถูกดูโดยที่เราคอยกำกับอยู่ใกล้ๆ ถ้าคุณอยู่ในฐานะลูกหรือผู้ตาม ถ้าผู้ใหญ่เขายืนยันก็อย่าฝืนเลยครับ

“ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวมีค่ามากกว่าทิฐิหรือธุรกิจ”

ธุรกิจครอบครัวเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน การแก้ปมประเด็นความขัดแย้งนั้นไม่ใช่การต่อสู้แย่งกันหาข้อสรุปว่าจะออกขาวหรือดำ แต่เป็นสิ่งที่ต้องหาพื้นที่สีเทาตรงกลางที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับและพร้อมให้ความร่วมมือ

ถ้าในครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดี การยอมรับนับถือก็จะตามมา และเมื่อมีการยอมรับในความคิดเห็นของกันและกัน ก็จะก่อให้เกิดความสุขความสบายใจ เพียงเท่านี้ธุรกิจก็เดินหน้าไปกว่าครึ่งแล้วครับ

ธีระ กนกกาญจนรัตน์
http://www.facebook.com/SMECompass

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้