วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


คิดถึง “เจ้าโทน” ลมหายใจแห่งขนอม แอบดู “ม้าน้ำ” สัตว์ทะเลหายากที่บ้านท้องตม

ทะเลขนอม...

จนถึงวันนี้ ยังไม่มีข่าวคราวของ “เจ้าโทน” โลมาสีชมพู พระเอกของทะเลขนอม หลังจากที่มันหายไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

ทุกคนได้แต่ภาวนา! ขออย่าให้ซากโลมาสีชมพูที่มาตายเกยตื้นที่หาดท้องโหนด เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วเป็นเจ้าโทน แต่จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครเห็น “โทน” หลังจากที่มันปรากฏตัวครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 ต.ค.57

มีโอกาสไปเที่ยวขนอมอีกครั้ง เมื่อไม่นานมานี้ แม้ทะเลจะสวย ท้องฟ้าจะใส คลื่นยังคงซัดสาดเหมือนอย่างทุกครั้งที่เคยมา แต่คราวนี้กลับอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหงาๆกับการไม่มีเจ้าโทน...มาทักทาย เพราะมันได้กลายเป็นเหมือนเพื่อนที่เราต้องพบกันทุกครั้งเมื่อมาเยือนขนอม

เจ้าโทน ไม่ใช่โลมาตัวเดียวที่กำลังตกอยู่ในอันตราย ชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ออกมาให้ข้อมูลที่น่าตกใจมากๆว่า ปัจจุบัน เต่าทะเล พะยูน โลมา และ วาฬ สัตว์ทะเลหายากที่อาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันกำลังลดจำนวนลงอย่างน่าเป็นห่วง

“สถิติของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเกี่ยวกับการเกยตื้นของสัตว์ทะเลหายากในรอบ 12 ปี จนถึงล่าสุดเมื่อปี 2557 เราพบว่ามีสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นถึง 2,201 ตัว ในจำนวนนี้เป็นเต่าทะเลมากที่สุดถึง 1,209 ตัว โลมาและวาฬ 851 ตัว พะยูน 141 ตัว เฉพาะในปี 2557 พบซากโลมาตายเกยตื้นแล้ว 15 ตัว แนวโน้มของการเกยตื้นในแต่ละปีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุมจะพบซากโลมาหรือวาฬมาเกยตื้น และถูกซัดเข้าฝั่งจำนวนมาก โดยคลื่นลมจะพัดพาซากโลมาหรือวาฬที่ตายในทะเลเข้ามายังชายฝั่ง” อธิบดีกรม ทช.บอก พร้อมกับให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการผ่าซากของสัตว์ทะเลหายากที่มาเกยตื้น พบว่า การเกยตื้นนั้นมีสาเหตุมาจากหลายสาเหตุ เช่น การเจ็บป่วยจากการติดเชื้อทำให้ร่างกายอ่อนแอ โรคที่พบสำหรับโลมาที่เกยตื้นส่วนใหญ่จะเป็นโรคติดเชื้อทางปอด บางทีก็เป็นลูกโลมา ที่เพิ่งเกิดและว่ายน้ำยังไม่แข็งแรง รวมทั้งโลมาที่หากินอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเล แล้วเข้าไปติดอยู่ในเครื่องมือประมง จนได้รับบาดเจ็บสาหัสจนทนพิษบาดแผลไม่ไหว ซึ่งการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์เหล่านี้ มีอัตรารอดตายแค่ร้อยละ 50

สาเหตุการเกยตื้นของเต่าทะเลและพะยูน ประมาณ 74-89% เกิดจากเครื่องมือประมง ส่วนสาเหตุการเกยตื้นของโลมาและวาฬมาจากการป่วยตามธรรมชาติ นอกจากนี้ บางตัวเมื่อผ่าท้องออกพิสูจน์ซากพบว่าสัตว์เหล่านี้กินขยะเข้าไปสะสมอยู่ในระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะกรณีของเต่าทะเลและโลมา

“มาตรการดูแลคุ้มครองสัตว์ทะเลหายาก นอกจากเตรียมที่จะประกาศใช้กฎหมายพระราช–บัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างเป็นทางการแล้ว เรายังเน้นการทำความเข้าใจและทำงานร่วมกับภาคประชาชนเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้มีเครือข่ายเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 950 ชุมชน ทั้งในบริเวณฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน”

ฟังเรื่องวิกฤติของสัตว์ทะเลหายากแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกว่าแม้เราจะไม่ได้เป็นคนทะเล แต่ก็เสพความสุขจากการเที่ยวทะเลไม่น้อย เราจึงควรเป็น ส่วนหนึ่งที่ช่วยดูแลและรักษาสิ่งมีชีวิตที่เป็นเสมือนเพื่อนของเราในทะเลด้วย

ช่วงเย็นมีโอกาสออกไปเดินเล่นหน้าหาดท้องชิง ความสวยงามของเวิ้งอ่าวที่ถูกห้อมล้อมด้วยทิวเขาทั้งสามด้าน ทำให้ดูเหมือนเป็นหาดส่วนตัว หาดทรายขาวสะอาด เรียงรายด้วยทิวมะพร้าว เห็นภูเขาไชยสนอยู่ด้านหน้า บรรยากาศเงียบ สงบ จะมีบ้างก็แค่เสียงเรือหาปลา เรือยนต์ที่แล่นผ่านในบางครั้ง มองไปอีกด้านเห็นวิวเกาะสมุยอยู่ลิบๆ ดูไกลตา แต่กลับให้ความรู้สึกอิ่มเอม เหมือนการคิดถึงใครบางคนที่อยู่ไกลๆ

วันรุ่งขึ้น เส้นทางจากขนอมกลับ กทม. เรามีนัดรับฟังเรื่องราวดีๆที่อ่าวท้องตม จ.ชุมพร หนึ่งในชุมชนเข้มแข็งที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก โดยหนึ่งในวิธีของพวกเขาก็คือ การ “บวชทะเล”

ชรินทร์ แสวงการ ประธานคณะกรรมการจัดการ อ่าวท้องตมและการท่องเที่ยวโดยชุมชนท้องตมใหญ่ ซึ่งเป็นชุมชนที่ริเริ่ม “พิธีบวชทะเล” บอกว่า การบวชทะเลก็เหมือนการบวชพระในช่วงเข้าพรรษา ซึ่งที่บ้านท้องตมจะจัดพิธีบวชทะเลเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือน มิ.ย. มีการจัดพิธีกรรมโดยนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีบวชให้ทะเลท้องตม ขณะที่ชาวบ้านจะช่วยกันทำซั้งหรือบ้านปลา ที่เป็นเสมือนปะการังเทียมจากภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยเอาไม้ไผ่หรือทางมะพร้าวมาทำเป็นกระโจมใต้น้ำ เพื่อสร้างเป็นบ้านให้ปลาอยู่ สร้างไว้ 200-300 ซุ้ม จริงๆแล้วซั้งนั้นเป็นเครื่องมือหาปลาของชาวบ้าน เพื่อล่อให้ปลามาอยู่รวมกันแล้วจับมาขาย แต่ทางชุมชนบ้านท้องตมใหญ่เมื่อวางซั้งแล้วจะใช้ทุ่นกั้นเป็นเขตห้ามทำการประมง เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เป็นเขตสงวนรักษาให้ปลาวางไข่ออกลูกออกหลาน จนบริเวณนี้เป็นชุมชนปลาขนาดใหญ่

นอกจากนี้ไฮไลต์สำคัญของบ้านท้องตมอีกอย่าง คือ “ม้าน้ำ” สัตว์ที่เราได้ยินชื่อมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก

ที่บ้านท้องตมใหญ่เป็นแหล่งรวมม้าน้ำที่ชุกชุม หนึ่งในไม่กี่แห่งของเมืองไทย แค่มองลงไปตามเสาก็จะเห็นม้าน้ำเกาะอยู่มีทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ ชาวบ้านที่นี่บอกว่า ม้าน้ำชอบอาศัยบริเวณพื้นทรายใกล้ชายฝั่งที่มีปะการัง กัลปังหา หรือหญ้าทะเล บางครั้งคนตกปลาก็จะได้ม้าน้ำติดมาด้วย เด็กสมัยใหม่ไม่รู้จักก็ตกใจไม่รู้ว่าตัวอะไร บางคนนึกว่าเป็นจระเข้จิ๋วก็มี

“จะว่าไปม้าน้ำก็เป็นสัตว์ทะเลอีกชนิดหนึ่งที่กำลังจะสูญพันธุ์แล้วนะครับ พวกคนที่มาล่าม้าน้ำเขาบอกว่า เอาไปขายเมืองจีน คนจีนเขาเอาไปปรุงเป็นเครื่องยาจีน ตอนนี้พวกเราก็ช่วยกันอนุรักษ์ด้วยการทำบ้านให้พวกมันอยู่ตลอดแนวชายฝั่งที่น้ำทะเลขึ้นถึง” คุณลุงชาวประมงที่บ้านท้องตม เล่าให้เราฟังอย่างภาคภูมิใจ พร้อมกับจับเจ้าม้าน้ำตัวเล็กๆใส่มือยื่นให้พวกเราดู ว่ามันน่ารักขนาดไหน

เราพักค้างคืนที่โฮมสเตย์บ้านท้องตม ตกดึก มีปลาหมึกสดๆ มาเสิร์ฟ เจ้าของบ้านที่เป็นทั้งที่พักและร้านอาหารบอกว่า นี่คือสิ่งที่เป็นเหมือนของขวัญอันล้ำค่าของชาวบ้านท้องตมที่ช่วยกันอนุรักษ์ทุกสิ่งทุกอย่างจากทะเล เพราะทะเลคือแหล่งอาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเราทุกคนที่นี่

เรานอนหลับอย่างสบายที่บ้านท้องตม ก่อนจะรีบเก็บสัมภาระเดินทางกับกรุงเทพฯในช่วงเช้าตรู่ เสียดายที่ไม่ได้ดูปะการังตามคำเชิญชวนของชาวบ้านที่นี่ แต่ก็ตั้งใจแล้วว่าพ้นฤดูมรสุมปีนี้จะกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้ง

ที่ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของคุณลุง คุณป้า คุณน้า คุณอา...ผู้หวงแหนทะเลยิ่งกว่าชีวิต

สำคัญที่สุด คือ ทะเลจะอยู่ได้ก็ต้องให้คนทะเลเป็นผู้รักษา เพราะไม่มีใครจะรักษาบ้านได้ดีไปกว่าเจ้าของบ้านแน่นอน...

3 เม.ย. 2558 09:42 3 เม.ย. 2558 09:49 ไทยรัฐ