วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ม.44แทนอัยการศึก‘บิ๊กตู่’โล่งวิษณุแฉ5กลุ่มป่วน

สหรัฐฯกั๊ก-ดีใจแต่ยังวิตกส่วนยูเอ็นให้ใช้อย่างมีสติบิ๊กโด่งรับรองอยู่ในกรอบ

“บิ๊กตู่” ดูปลอดโปร่งโล่งใจหลังใช้ ม.44 แทนกฎอัยการศึกวันแรกแรงต้านแผ่ว บอกนักข่าวไม่มีปัญหา อารมณ์ดีทั้งวัน “บิ๊กป้อม” การันตีใช้ ม.44 สร้างความสงบได้ “บิ๊กโด่ง” รับประกันฝ่ายมั่นคงจะปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบ สั่ง กกล.รส.ทั่วประเทศศึกษาข้อมูลและใช้อย่างระมัดระวัง “วิษณุ” แฉเจอ 5 กลุ่มจ้องก่อความไม่สงบ-สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจคือเหตุผลที่ต้องใช้ ม.44 มะกันออกแถลงการณ์ยินดีกับไทยด้วย แต่จี้ให้หยุดนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร เลิกคุมขังโดยไม่ตั้งข้อหา ปล่อยผีม็อบชุมนุมโดยสันติ ยูเอ็นบี้นายกฯออกมาการันตีจะใช้อำนาจพิเศษอย่างมีสติ อาทิตย์นี้ “บิ๊กตู่” บุกเชียงใหม่ไปกินขันโตกงาน “ฮีดฮอย...ป๋าเวณี 100 ปี๋ เมืองเจียงใหม่” กับโหรวารินทร์

หลังจากที่มีการประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว แทนการยกเลิกกฎอัยการศึกนั้น

“บิ๊กตู่” โล่งใช้ ม. 44 อารมณ์ดีแต่เช้า

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 เม.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยมีม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ ก่อนเข้าประชุมที่บริเวณทางเชื่อมตึกสันติไมตรีกับตึกไทยคู่ฟ้า ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการประกาศใช้มาตรา 44 แทนกฎอัยการศึกว่านายกฯ รู้สึกสบายใจขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบสั้นๆพร้อมยิ้มเล็กน้อยว่า “อารมณ์ดีทั้งวันอยู่แล้ว”

ตอบนักข่าวสั้นๆ “ไม่มีปัญหา”

ต่อมาเวลา 12.15 น. ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมบีโอไอ พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยโบกมือให้กลุ่มผู้สื่อข่าวที่มาดักรอสัมภาษณ์ พร้อมกล่าวเพียงสั้นๆถึงการประกาศใช้มาตรา 44 อีกครั้งว่า “ไม่มีปัญหา เพราะที่ผ่านมามีการใช้มาตลอด สำหรับผลการประชุมบีโอไอจะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องแถลงให้สื่อมวลชนรับทราบ” ก่อนเดินเลี่ยงขึ้นห้องทำงาน บนตึกไทยคู่ฟ้า

“บิ๊กป้อม” เอ็ดสื่อมโนบ้านเมืองปกติ

ที่อาคารเกษะโกมล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม ในฐานะรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่าเป็นกฎหมายดูแลความสงบเรียบร้อย ไม่ใช่กฎหมายที่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด นอกเหนือจากคนที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและกฎหมายก็ต้องถูกลงโทษ ส่วนกรณีที่ต้องให้ขึ้นศาลทหารนั้นก็ต้องเป็นคดีความมั่นคงและหมิ่นสถาบัน ประกอบกับ คสช.ก็ยังอยู่โดยมาตรา 44 เป็นอำนาจของ คสช.ไม่ใช่อำนาจของรัฐบาล ผู้สื่อข่าวถามว่า บ้านเมือง ก็ปกติดีทำไมต้องใช้มาตรา 44 พล.อ.ประวิตร ย้อนถามกลับว่า “มั่นใจได้อย่างไรว่าปกติ คุณตอบมาสิ แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าพรุ่งนี้บ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น เพราะบ้านเมืองยังมีความแตกแยกอยู่ เราจึงพยายามทำให้บ้านเมืองลดความแตกแยก ซึ่งตอนนี้ก็ลดลงไปมากแล้ว”

มั่นใจ ม. 44 จะสร้างความสงบได้

เมื่อถามว่ามาตรา 44 จะให้อำนาจทหารเป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยถือว่า ให้อำนาจทหารมากเกินไปหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็ให้เฉพาะทหารระดับสัญญาบัตรขึ้นไป ตำรวจมีหน้าที่อยู่แล้วก็ทำไป ต่อข้อถามว่า ส่วนที่ต่างชาติมองว่ามาตรา 44 แรงกว่ากฎอัยการศึก พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ผมไม่รู้ ผมไม่ใช่คนต่างชาติ ผมเป็นไทย ผมไม่กังวล แต่ก็ได้ชี้แจงไปแล้ว ส่วนที่กังวลว่าจะแรงกว่ากฎอัยการศึกหรือไม่ ผมไม่กังวลหรอก ถ้าคุณกังวลก็กังวลไป ถ้าคุณเป็นคนไทยก็ไม่ต้องกังวล”

ผู้สื่อข่าวถามว่า คสช.จะมั่นใจอย่างไรว่า คนไทยทั้งประเทศจะยอมรับมาตรา 44 พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ผมมั่นใจ คุณไม่มั่นใจใช่ไหม ถ้าไม่มั่นใจ ก็เรื่องของคุณ แต่ผมมั่นใจกฎหมายมาตรา 44 จะสร้างความสงบให้ประเทศไทยได้”

“บิ๊กโด่ง” รับประกันจะอยู่ในกรอบ

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและผบ.ทบ. กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงจะปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบ เพื่อดูแลให้มีความสงบเรียบร้อยจึงมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษขึ้นมา เนื่องจากมีหลายส่วนให้แง่คิดเกี่ยวกับกฎอัยการศึก ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็พยายามทำให้ทุกอย่างมีความรอบคอบเหมาะสมจึงได้ออกคำสั่งตรงนี้มา โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯยกเลิกการใช้กฎอัยการศึก

“ขอยืนยันว่า เป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดผลดีกับส่วนรวม ในส่วนของสุจริตชนหรือผู้ที่ประพฤติดีจะไม่มีผลใดๆ แต่จะเป็นกฎหมายที่คุ้มครองคนเหล่านี้ให้มีความปลอดภัย ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวก็เพื่อป้องกันคนที่คิดไม่ดี จึงต้องบังคับใช้กฎหมายพิเศษนี้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เจ้าหน้าที่มีความจำเป็น” พล.อ.อุดมเดช กล่าว

ยัน ม.44 ไม่แรงแซงอัยการศึก

พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า อยากให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ หากดูในรายละเอียดของคำสั่งตามมาตรา 44 จะเข้าใจว่าไม่มีอะไรที่แรงเกินไปกว่าที่ใช้กฎอัยการศึก ซึ่งมาตรา 44 มีความเหมาะสมรวมถึงความชัดเจน เช่น กรอบของการลงโทษที่ระบุโทษกรอบเวลาปรับจำคุก ซึ่งเป็นมาตรฐานของสากล หากเจ้าหน้าที่ดำเนินการใดๆเมื่อผู้ถูกดำเนินการเห็นว่าไม่มีความเป็นธรรมก็สามารถฟ้องร้องหน่วยราชการของรัฐได้ ถือเป็นสิ่งที่ให้โอกาสบุคคลที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมและเป็นมาตรฐานสากล ขอให้ทุกคนได้รับทราบ และเห็นถึงความจำเป็นต่อการใช้กฎหมาย สื่อจะมีส่วนช่วยทำให้ต่างชาติมีความเข้าใจ จึงอยากให้สื่อดูในรายละเอียด แยกแยะสิ่งต่างๆออกมา และช่วยประชาสัมพันธ์ให้ต่างประเทศเข้าใจ เพราะจะเป็นประโยชน์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวที่ไปตกลง ขอให้ประชาชนสบายใจว่านายกรัฐมนตรีได้พยายามที่จะปรับปรุงให้มีความเหมาะสมขึ้นและพยายามแก้ไขปัญหาทุกทาง

สั่ง กกล.รส.ศึกษา–ระมัดระวัง

พล.อ.อุดมเดชกล่าวอีกว่า ตนได้กำชับไปยังกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในกองทัพภาคต่างๆ ให้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับมาตรา 44 และให้ระมัดระวังในการปฏิบัติงาน ขอยืนยันว่า เราจะทำให้ดีที่สุดตามกรอบที่รัฐบาลกำหนดและเป็นไปตามคำสั่งของ คสช.ส่วนความชัดเจนในเรื่องของศาลทหารนั้น ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในคำสั่งในมาตรา 44 เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาสามารถอุทธรณ์ ฎีกาใน 3 ระดับ คือ ศาลทหารชั้นต้น ศาลทหารชั้นกลาง และศาลทหารสูงสุด ซึ่งจะรับคดีความที่เกิดขึ้นใน 4 กรณี คือการกระทำความผิดในมาตรา 112 คดีที่เกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคง คดีอาวุธสงคราม และคดีที่ผิดคำสั่งของ คสช. ซึ่งทำให้เกิดเป็นสากลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้ระบุไว้ชัดเจนว่า สิ่งใดก็ตามที่ขัดกับ 4 กรณีนี้ก็จะต้องขึ้นศาลทหาร ส่วนที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ระงับยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของสื่อที่จะกระทบต่อความมั่นคงว่า ขอให้สื่อสบายใจ ขอให้อยู่กันด้วยความเรียบร้อยคงไม่มีปัญหาอะไร

สมช.ชี้แรง–ไม่แรงอยู่ที่เหตุการณ์

นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคง แห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า มาตรา 44 ใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ จะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ใช้อำนาจ ใช้กฎหมายไปจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน เมื่อถามว่า ความรุนแรงกฎอัยการศึกและมาตรา 44

เท่ากัน นายอนุสิษฐตอบว่า อยู่ที่ผู้ใช้ กฎหมายหลายฉบับมีความรุนแรงในตัวมันเอง ขึ้นอยู่ที่ว่าการกระทำความผิดมีความรุนแรงหรือไม่ ดีกรีของกฎหมายก็เพื่อปกป้องสาธารณะ ในเชิงนักบริหารต้องไม่มองประชาชนเป็นศัตรูกับประชาชน ไม่มองเสรีภาพเป็นศัตรู เมื่อถามว่า มาตรา 44 ตรงไหนเบากว่ากฎอัยการศึก เลขาฯ สมช.บอกว่า การเอามาตรา 44 ไปใช้อะไร ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแต่เพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องเชื่อว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรเพื่ออะไร ถ้าเพื่อชาติบ้านเมืองต้องการปฏิรูป เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี โจทย์นี้ต้องช่วยกัน

น.1 แจง ม.44 ไม่กระทบการสืบสวน

พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.กล่าวว่า การยกเลิกกฎอัยการศึก แล้วนำมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาบังคับใช้ ไม่มีผลต่อรูปแบบการปฏิบัติงานสืบสวน สอบสวน การควบคุมตัว ผู้ต้องหา เปลี่ยนเป็นเรื่องของอำนาจศาลมากกว่า ในการขออนุมัติออกหมายจับคดีที่เกิดขึ้นหลังประกาศยกเลิกกฎอัยการศึก จะกลับไปขอศาลอาญาตามปกติ ขณะที่บางคดียังต้องขอจากศาลทหาร ส่วนอำนาจการควบคุมตัวที่ก่อนหน้านี้สามารถขอกำลังทหารเข้าไปในพื้นที่ได้เลย อาจลดลงไปบ้างแต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ

กสม.ซัดกระทบสิทธิ์ต้องรับผิดชอบ

นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า ก็เป็นการหาทางออกของรัฐบาล แต่จะหนักหรือเบากว่ากฎอัยการศึก ก็ขึ้นอยู่กับการบังคับใช้ ตอนนี้ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ต้องรอดูการบังคับใช้ก่อน เมื่อถามว่า หากการปฏิบัติหรือการใช้อำนาจตามประกาศดังกล่าวกระทบสิทธิมนุษยชน กสม.จะดำเนินการอย่างไรต่อไป นางอมรากล่าวว่า หากกระทบสิทธิมนุษยชนเขาก็ต้องรับผิดชอบ กสม.อาจมีการทำข้อเสนอไปยังรัฐบาล แต่ก็ต้องรอดูก่อนว่าการบังคับใช้เป็นอย่างไร

4 องค์กรสื่อห่วงอำนาจ ม.44

ผู้สื่อข่าวรายงาน 4 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ออกแถลงการณ์ต่อกรณีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ในมาตรา 44 ว่า ในข้อ 5 คำสั่งดังกล่าว ให้อำนาจเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย มีอำนาจออกคำสั่งห้ามการเสนอข่าว จำหน่าย หรือแพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ได้กำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับนั้น เป็นคำสั่งที่มีเนื้อหากระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนมากยิ่งขึ้นกว่ากฎอัยการศึก การให้ดุลพินิจกับเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างกว้างขวาง อาจทำให้หลักเกณฑ์ไม่ชัดเจน ดังนั้น หัวหน้า คสช.ควรให้นโยบายชัดเจนในการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย ว่าการใช้อำนาจหัวหน้า คสช.จะไม่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐาน 4 องค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน ขอให้ใช้อำนาจอย่างรอบคอบและระมัดระวังอย่างถึงที่สุด

“ปึ้ง” จวกเครดิตประเทศไม่ได้ดีขึ้น

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทันทีที่ยกเลิกกฎอัยการศึกและใช้มาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว สื่อต่างชาติสะท้อนมุมมองที่น่าเป็นห่วงต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยว่า ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยดีขึ้น วิธีที่ดีที่สุดในการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา คือ กำหนดวันเลือกตั้งและรีบทบทวนร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด โดยกำหนดให้มี ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีวาระซ่อนเร้นในการเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ อำนาจของวุฒิสภามีหน้าที่กรองกฎหมาย ไม่มีการสืบทอดอำนาจ นายกฯต้องมาจาก ส.ส.ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.รีบทำตามที่เสนอไป รับรองว่านานาชาติจะสนับสนุนท่าน เศรษฐกิจของประเทศไทยจะฟื้นตัว ก่อนที่จะสายเกินแก้ และท่านจะได้ไม่ต้องแบกรับภาระแต่เพียงผู้เดียว หวังว่าคงได้ยินข้อชี้แนะดังกล่าว อีกทั้งท่านต้องไม่ยอมให้มีเหลือบไรมาเกาะกินหาผลประโยชน์ ไม่เช่นนั้นท่านจะตกเป็นผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียว

พท.อัด ม.44 หนักกว่าอัยการศึก

นายสงวน พงษ์มณี อดีต ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สาระในคำสั่งจะเห็นเจตนาให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจเพื่อความรวดเร็ว แบบนี้ต่างชาติจะไม่มองว่าหนักกว่ากฎอัยการศึกหรือ สรุปก็คือกฎอัยการศึกที่ทันสมัยขึ้น ไม่ได้ให้สิทธิ อำนาจประชาชนเพิ่มขึ้นเลย และการให้อำนาจนายทหารตรวจค้นจับกุม ได้โดยไม่ต้องขอหมายศาล ดูแล้วจะหนักกว่าอัยการศึกเสียอีก ต่อไปคนที่จะออกมาคัดค้าน คสช.จะไม่ใช่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองพวกเสื้อเหลือง เสื้อแดงอีกแล้ว แต่จะเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน หรือกลุ่มพวกที่ได้รับความเดือดร้อน เช่น พวกที่ปลูกยางพารา พวกเรียกร้องสิทธิทำกิน

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.มีเจตนาดีเพื่อให้บ้านเมืองสงบ โดยจะใช้คำสั่งตามมาตรา 44 อย่างสร้างสรรค์และเป็นธรรมต่อประชาชน อยากให้ระมัดระวังเพราะ คสช.ยังสามารถเรียกบุคคลเข้าพบได้หมดเหมือนเดิม คล้ายกับกฎอัยการศึก

“นิพิฏฐ์” ติงบัวแก้วแจง ตปท.น้อยไป

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อารยประเทศไม่ใช้กฎหมายลักษณะนี้ แต่ที่นายกฯต้องยกเลิกกฎอัยการศึก เพราะถูกต่างชาติกดดัน ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศชี้แจงสถานการณ์บ้านเราต่อต่างประเทศน้อยเกินไป ซึ่งมาตรา 44 มีบทลงโทษรุนแรงเด็ดขาด แค่ คสช. แปลงโฉมลดความเข้มข้นลง ออกมาในรูปเป็นคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่มอบอำนาจให้นายทหารที่มีชั้นยศตั้งแต่ ร.ต.เรือตรีหรือเรืออากาศตรีขึ้นไปร่วมใช้อำนาจ ต่างจากกฎอัยการศึกที่ระบุให้ผู้ใช้อำนาจเป็นระดับ ผบ.พัน และแม่ทัพภาค คำสั่งนี้จึงทำให้นายทหารยศ ร.ต.มีอำนาจมากกว่าตำรวจระดับ ผบก.จังหวัด เสียอีก ทำหน้าที่ตรวจค้น จับกุมโดยไม่ต้องมีหมายศาล คุมตัวหรือขังได้ 7 วัน ไม่ผ่านกระบวนการศาล และกังวลว่าผู้ถูกดำเนินคดีและถูกคุมขัง ตามกฎอัยการศึกก่อนหน้าวันที่ 1 เม.ย.58 หลังใช้มาตรา 44 แล้ว คนเหล่านี้เดิมขึ้นศาลทหารเดียว ตามกฎอัยการศึก เมื่อใช้มาตรา 44 ผู้กระทำความผิดต้องขึ้น 3 ศาล จะเป็นช่องว่างทำให้คนที่ถูกดำเนินคดีด้วยกฎอัยการศึก กดดันรัฐบาลว่าต้องอุทธรณ์ ฎีกาได้ด้วย

มะกันออกแถลงการณ์ 2 อารมณ์

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า หลังจากมีการนำมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาใช้แทนกฎอัยการศึก กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์แสดงความยินดี แต่ได้แสดงความวิตกกังวลในมาตรการด้านความมั่นคงใหม่ที่จะนำมาใช้แทน พร้อมเรียกร้องให้ฟื้นฟูเสรีภาพพลเรือนโดยสมบูรณ์ในประเทศไทย โดยเนื้อหาแถลงการณ์ ระบุว่ายังต้องรอดูรายละเอียดทั้งหมด ข้อเสนอของพล.อ.ประยุทธ์ เสียก่อน แต่สหรัฐฯขอแสดงความยินดีที่มีการยกเลิกกฎอัยการศึก มาตรการด้านความมั่นคงใหม่ที่สำคัญที่ต้องนำมาใช้นี้ จะต้องยุติการพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหาร ยุติการคุมขังโดยไม่ตั้งข้อหา และอนุญาตให้บุคคลใช้สิทธิขั้นพื้นฐานได้โดยเสรี รวมทั้งสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและชุมนุมโดยสันติ วิตกกังวลว่าการเปลี่ยนไปใช้มาตรการด้านความมั่นคงใหม่ภายใต้มาตรา 44 จะไม่ทำให้เป้าหมายใดๆ บรรลุผลสำเร็จได้ และสหรัฐฯจะยินดีในการฟื้นฟูเสรีภาพโดยแท้จริงและสมบูรณ์ในประเทศไทย

ยูเอ็นบี้ “บิ๊กตู่” สัญญาจะใช้อย่างมีสติ

นายซาอิด ราอัด อัล- ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แถลงจากกรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ แสดงความหวั่นวิตกที่รัฐบาลทหารไทยประกาศใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ซึ่งให้อำนาจอย่างอิสระต่อหัวหน้ารัฐบาลทหาร มาตราดังกล่าวให้อำนาจอย่างกว้างขวางในการบังคับใช้กฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ทหารต่อพลเรือนและมีแนวโน้มที่จะล้มล้างสิทธิมนุษยชนที่ประกันไว้ในกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ รู้สึกตื่นตระหนกกับการตัดสินใจแทนที่กฎอัยการศึกด้วยอำนาจที่มีความรุนแรงยิ่งกว่า ซึ่งให้อำนาจอย่างไม่มีขอบเขตกับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบใดๆจากฝ่ายตุลาการ “นี่เป็นการเปิดประตูไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในระดับที่ร้ายแรง ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลรับประกันว่าอำนาจพิเศษนี้แม้ว่าจะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็ตามจะไม่นำไปใช้อย่างไม่มีความยับยั้ง” นายซาอิดกล่าว

หวั่นปมปิดสื่อเปิดช่องบิดเบือนข่าว

นายซาอิด กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “คำสั่งของ คสช.ที่ประกาศเมื่อวันพุธ 1 เม.ย. ยังจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก คำสั่งดังกล่าวให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยในการออกคำสั่งห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสิ่งอื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดจนกระทบต่อความมั่นคงของชาติหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน เสรีภาพในการชุมนุมยังถูกจำกัดอย่างเข้มงวดต่อไป โดยมีการกำหนดบทลงโทษหนักต่อผู้ชุมนุมที่รวมตัวกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวหมายถึงการขจัดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลในทุกรูปแบบและทำให้การประกาศยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและนำประเทศกลับสู่การปกครองของพลเรือนตามหลักนิติธรรมโดยเร็ว ตามที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นไว้หลังการรัฐประหารเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว

“วิษณุ” ไม่อยากให้ประชามติ รธน.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า เรื่องการทำประชามติยังเร็วไปที่จะบอกว่าทำหรือไม่ ถ้าคิดจะทำก็ต้องเริ่มจาก คสช.และคณะรัฐมนตรี ต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อดีการทำประชามติคือให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเป็นเสื้อเกราะคุ้มครองรัฐธรรมนูญ จะไม่มีข้ออ้างมาแก้ไขได้ง่ายๆ ส่วนข้อเสียคือความอึดอัดที่มีหากการแก้ไขอะไรไม่ได้ และทำให้การประกาศใช้รัฐธรรมนูญอาจยืดยาวไปเป็นปี เนื่องจากต้องพิมพ์รัฐธรรมนูญให้ประชาชนอ่านทำความเข้าใจ อีกทั้งยังเสียดายงบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท สุดท้ายหากทำประชามติแล้วมีคนคัดค้านก็จะเกิดความไม่ปรองดองในประเทศอีก หากเปิดให้ลงประชามติแล้วเสียงข้างมากไม่เอารัฐธรรมนูญ ก็มาด่า คสช. ทำเสียเวลาเสียเงิน คนตีกันอีก แล้วที่สำคัญ คสช.ได้อยู่ต่ออีก 1 ปี

กกต.จี้เขียนคดีเลือกตั้งใน รธน.ให้ชัด

ที่โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล จ.ขอนแก่น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมกับศาลอุทธรณ์ภาค 4 จัดประชุมเชิงวิชาการเรื่องการดำเนินคดีเลือกตั้งระดับภูมิภาค เพื่อรับทราบปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวน ข้อเสนอและความคิดเห็นของผู้ที่มาปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาคนำมาแก้ไขและปรับปรุงคู่มือปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวน กฎหมายและระเบียบการสืบสวนสอบสวน ตลอดจนพัฒนากระบวนการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีเลือกตั้งในศาลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย เป็นประธานเปิดประชุมและบรรยายพิเศษว่า การดำเนินคดีเลือกตั้งมีปัญหาอุปสรรคทั้งด้านกฎหมายและบุคลากร ส่งผลให้ยกคำร้อง ทั้งหมดเกี่ยวกับระเบียบกฎหมายไม่ชัดเจน เราจึงต้องเอาปัญหาต่างๆ มาปรับปรุงคู่มือปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวนให้สมบูรณ์ หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ชัดเจนก็จะเป็นปัญหา แต่ถ้ามีความชัดเจนเราก็ทำงานได้อย่างสบาย ตนเห็นคนที่ออกกฎหมายส่วนใหญ่ ไม่ใช่ผู้ที่มาปฏิบัติงานจริง เลยทำให้กฎหมายไม่มีความชัดเจน

พท.ไม่หนุนระบบสัดส่วนสตรี

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับ กมธ.ยกร่างฯในการกำหนดสัดส่วนสตรีลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 1 ใน 3 เพราะสตรีส่วนใหญ่อาจไม่ต้องการยุ่งการเมือง ต้องการดูแลบ้านและครอบครัว ฉะนั้นจึงควรเปิดกว้าง ไม่ควรจำกัดเพราะหากไม่มีผู้หญิงคนใดสมัครก็จะเสียรัฐธรรมนูญที่ดีไป ส่วนการปรับแก้ที่มา ส.ว.โดยกำหนดให้มี 200 คน มาจาก 3 กลุ่ม กลุ่มแรกมาจากการเลือกตั้ง 77 จังหวัด กลุ่มที่ 2 เลือกตั้งกันเองจากอดีตข้าราชการพลเรือน กลุ่มที่ 3 สรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ จำนวน 58 คน ยังยืนยันอยากให้ประชาชนเป็นคนเลือกทั้งหมด เพื่อเกิดความสมดุลกับอำนาจของ ส.ว.ที่สามารถถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ และยืนยันว่านายกฯต้องมาจากการเลือกของ ส.ส.ในสภาเท่านั้น ไม่เห็นด้วยที่จะให้นายกฯมาจากคนนอก

“อมรา” ผวาไอซีซีดาวน์เกรด กสม.

ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดบรรยายพิเศษ เรื่อง “เปิดใจ 6 ปี ประธาน กสม. ด้านวิชาการ บริหาร และขบวนการสิทธิมนุษยชน” โดยนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธาน กสม. กล่าวตอนหนึ่งว่า กสม. เป็นองค์กรอิสระ ไม่อยากถูกเรียกเป็นองค์กรรัฐ เป็นเหมือนสัตว์ประหลาดไม่ใช่ทั้งรัฐหรือเอกชน และไม่ใช่องค์กรไม่แสวงหากำไร แต่เราเป็นองค์กรตรวจสอบ ส่วนกรณีที่ไอซีซี อาจจะลดเกรดจากเอเป็นบี เพราะว่ารัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่สอดคล้องกับหลักการปารีส โดยมีหลายประเด็นที่ถูกท้วงติงมาซึ่งก็จะแก้ไขในส่วนของการบริหารจัดการภายในได้ กสม.จะส่งหนังสือรายงานผลการประชุมกับไอซีซีที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้รับทราบต่อไป

สนช.นัดแถลงเปิดคดีจีทูจีเก๊ 23 เม.ย.

อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 เป็นประธาน เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กรณีร่วมกันกระทำความผิดโดยช่วยเหลือและเอื้อประโยชน์ให้บริษัทของจีน 2 แห่งที่ไม่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีนให้เข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ โดยไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอราคารายอื่น ทั้งนี้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 รายไม่ได้เดินทางมายังที่ประชุม สนช. ขณะที่ฝ่ายผู้กล่าวหาคือ ป.ป.ช. ส่งนายศักดิ์ชัย เมธินีพิศาลกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นผู้มาชี้แจง โดยที่ประชุม สนช.เห็นชอบให้กำหนดวันแถลงเปิดสำนวนคดี ในวันที่ 23 เม.ย.เวลา 09.00 น. เพื่อให้ผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาได้มาแถลงเปิดสำนวนและคัดค้านคำแถลงเปิดสำนวน พร้อมแจ้งให้สมาชิก สนช.ยื่นญัตติซักถามคู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้จนถึงวันที่ 22 เม.ย. ก่อนที่จะมีการแถลงเปิดสำนวน

วืดขอเพิ่มหลักฐาน 9 รายการ

จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐานของนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้ขอยื่นเพิ่มเติมพยานหลักฐาน 9 รายการ คือ 1.ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตในการแทรกแซงตลาดข้าวของรัฐบาล 2.พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2594 มาตรา 19-21 3.พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 107 (2) 4.พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2544 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 3 พ.ศ.2554 5.พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 65 6.หนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี วันที่ 15 ธ.ค.2553 เรื่องขอข้อมูลการระบายข้าวเพื่อประกอบข้อเท็จจริงในการชี้แจงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. 7.หนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี วันที่ 2 ธ.ค.2552 เรื่องความประสงค์ในการสั่งซื้อข้าวจากรัฐบาลไทย 8.หนังสือของบริษัทกวนดง ไอเอ็มพีแอนด์เอ็กสปอร์ต (อีเอฟเอฟอี) วันที่ 9 เม.ย.2553 เรื่องการเสนอราคาโครงการซื้อขายสินค้าเกษตรระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล 9.หนังสือบริษัทกวนดงฯ ลงวันที่ 3 พ.ย.2552 เรื่อง ความประสงค์ในการสั่งซื้อข้าวจากรัฐบาลไทย อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ประชุม สนช.ได้พิจารณาแล้ว ได้ลงมติไม่อนุญาตให้เพิ่มเติมพยานหลักฐานทั้ง 9 รายการ

“บิ๊กตู่” ไปงาน “ฮีดฮอย ป๋าเวณี 100 ปี๋”

ผู้สื่อข่าวรายงานที่ทำเนียบรัฐบาลว่า วันที่ 5 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ จ.เชียงใหม่ เป็นประธานมอบหนังสืออนุญาตการถือครองที่ดินให้กับประชาชนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่โรงเรียนห้วยทราย ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ จากนั้นนายกฯขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปยังข่วงพระเจ้าล้านนา ปากทางเข้าห้วยตึงเฒ่า อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพื่อเป็นประธานเปิดงาน “ฮีดฮอย...ป๋าเวณี 100 ปี๋ เมืองเจียงใหม่” โดยมีโหรวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ ประธานมูลนิธิข่วงพระเจ้าล้านนา ให้การต้อนรับ พร้อมมอบสัญลักษณ์คนเมือง (ชุดแต่งกายพื้นเมือง) พานดอกไม้บูชาพระพิชิตมาร (พระประธานปฐมบทข่วงพระเจ้าล้านนา) ให้กับนายกฯ ทั้งนี้ในพิธีเปิดงาน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ.เป็นผู้กล่าวรายงาน ก่อนที่ในช่วงค่ำนายกฯและคณะจะร่วมรับประทานอาหารพื้นเมือง (ขันโตก) เดินทางกลับกรุงเทพฯในเวลา 19.50 น.

เงินเยียวยาม็อบไม่คืบติดข้อ ก.ม.

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองว่าได้รับความเห็นในแง่กฎหมายจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว แต่ยังมีบางเรื่องไม่ชัดเจน ต้องขอความเห็นอีกครั้ง โดยการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการจ่ายเงินเยียวยาที่จะดำเนินการเรื่องดังกล่าวของสปน.นั้น จะเชิญตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาร่วมพูดคุยเพื่อให้มีการสื่อสารกันโดยตรง ส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีการพิจารณาเรื่องเงินเยียวยาที่ผ่านมานั้น ก็อาจต้องมีการขอความเห็นไปทาง ป.ป.ช.เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

“เต้น” สนเป็นทีมสอบสลายม็อบแดง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะตั้งคณะทำงานชุดใหม่ขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงในคดีเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อปี 2553 ว่า เรื่องนี้กลุ่มนปช.ติดตามความคืบหน้ามาโดยตลอด เมื่อปรากฏข่าวว่าจะมีการตั้งคณะทำงานชุดใหม่เราก็สนใจอย่างยิ่ง เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้อ้างอิง 3 นายพลคนสำคัญคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจอยู่ในขณะนี้ว่ามีส่วนรู้เห็นในทุกขั้นตอน ดังนั้น จะชวนแกนนำ นปช.เดินทางไปพบดีเอสไอในสัปดาห์หน้า เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่างๆ พร้อมทั้งจะแสดงเจตนาที่จะขอมีส่วนร่วมกับการทำงานของคณะทำงานชุดดังกล่าว

นำร่อง 155 อำเภออัพเกรดผู้สูงอายุ

ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี นำ 2 รัฐมนตรี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข และตัวแทน 4 กระทรวง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าว “รัฐราษฎร์ ร่วมใจห่วงใยผู้สูงอายุ” บูรณาการงานกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุในระดับพื้นที่ ระดับตำบล และอำเภอ ในทุกจังหวัด เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยนายยงยุทธกล่าวว่า มาตรการรองรับผู้สูงอายุไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี รัฐบาลตั้งเป้าให้เกิดพื้นที่นำร่อง 155 ตำบล ใน 76 จังหวัด ภายในปี 2558 ขยายไปทั่วประเทศต่อไป ส่งเสริมชมรมผู้สูงอายุ จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ จัดบริการด้านสุขภาพ ตรวจคัดกรองบริการทันตกรรม

“ยงยุทธ” รับสอบงบ สปสช.เกินเดดไลน์

นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การตรวจสอบการดำเนินงานและการใช้งบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยอมรับว่าไม่สามารถรายงานผลต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ได้ทันภายใน 15 วัน ตามที่นายกฯสั่งการมาที่ผ่านมา สปสช.มีปัญหาการดำเนินงาน และเป็นหน่วยงานที่มีงบประมาณสูง ภาระหน้าที่จึงมีมากตาม เบื้องต้นจะมีการปรับปรุงเรื่องรายรับรายจ่าย สปสช.หากพบว่ามีการทุจริตก็ต้องดำเนินการ มีแนวทางในการลงโทษอยู่แล้ว ส่วนการสอบทางวินัยของ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นเรื่องที่คณะกรรมการอีกชุดหนึ่งดูแลอยู่ รัฐบาลพยายามหาวิธีการเพื่อไกล่เกลี่ยมาโดยตลอด แต่ขณะนี้ยังไม่มีการรายงานความสอบมาและหาก นพ.ณรงค์ เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถฟ้องร้องได้

“หมอรัชตะ” การันตีผลสอบไม่ช้า

นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบงบประมาณสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่า คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ(คตร.) กำลังตรวจสอบอยู่ คตร.คงทำเรื่องนี้ไม่ช้า ยอมรับว่างบประมาณ สปสช.ไม่เพียงพอ คงมีแนวทางที่จะมาดูกันว่าจะบริหารจัดการกันอย่างไร เมื่อถามว่าขณะนี้สถานการณ์ในกระทรวงสาธารณสุข หลังจากที่ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างไร นพ.รัชตะกล่าวว่า ตอนนี้ทุกฝ่ายต่างก็เดินหน้าทำงานกัน มีความก้าวหน้าที่จะมาพูดคุยกันมากขึ้น ในฐานะที่ดูแลอยู่ก็เปิดโอกาสให้ได้มาพูดจากันให้มากขึ้น คงจะทำงานกันได้ราบรื่นขึ้น ขณะนี้ไม่มีแรงกระเพื่อมอะไรเพิ่มขึ้นแล้ว อาจมีบ้างที่ไม่พอใจซึ่งเป็นกระแสเดิม

“วิษณุ” แฉเจอ 5 กลุ่มจ้องป่วน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงว่านายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานพบสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ เกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงราชอาณาจักร ใน 5 กลุ่ม ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง คือ 1.ผู้สูญเสียอำนาจทางการเมืองในอดีตบางคน 2.กลุ่มทุน กลุ่มเศรษฐกิจ ผู้มีอิทธิพลที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบสังคม ก่อความไม่สงบเพื่อปกป้องผลประโยชน์ธุรกิจ 3.กลุ่มที่หวังผลการเมือง จากการเข้าสู่โรดแม็ปช่วงที่ 3 เตรียมเลือกตั้ง จากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจก่อความไม่สงบ ฉวยโอกาสให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองในอนาคต 4.กลุ่มสร้างสถานการณ์ให้เกิดความไม่เรียบร้อยขึ้น อาจไม่มีเจตนาทางการเมือง แต่เจตนาเรื่องอื่น และ 5.กลุ่มที่รู้สึกว่าได้รับความเดือดร้อน ไม่ได้รับความเป็นธรรม 2 มาตรฐาน ไม่มีเจตนาทางการเมืองแอบแฝง อาจระบายด้วยความรุนแรง เช่น วางระเบิด จึงต้องมีมาตรการพิเศษมารองรับ ที่ไม่มีใน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ หรือพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต้องใช้มาตรา 44

แจงมิติแตกต่าง “อัยการศึก–ม.44”

นายวิษณุกล่าวว่า ความแตกต่างระหว่างกฎอัยการศึกกับการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 แตกต่าง 4 ประการ คือ 1.สถานการณ์ การออกคำสั่งตามมาตรา 44 ถือว่าประเทศไม่ได้อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ยกเว้นตามชายแดนที่ประกาศใช้แต่เดิม เหมือนเรากางร่ม กลางฝนหรือกลางแดด การกางร่มประกาศกฎอัยการศึก เรียกคนทั้งหมดมาอยู่ใต้ร่ม คนที่มองจากต่างประเทศเข้ามาก็เห็นร่ม แต่เมื่อยกเลิกก็เหมือนหุบร่ม ฝนก็ยังมี แดดก็ยังอยู่ แต่ไม่มีร่มมากันไว้ อย่างน้อยมองมาก็ไม่เห็นร่ม จึงไม่สามารถมากล่าวหาได้แล้ว 2.ความแตกต่างเรื่องศาลทหาร ถ้ามีกฎอัยการศึกจะถูกพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นเพียงศาลเดียวแล้วจบถึงที่สุด แต่ยกเลิกกฎอัยการศึกแล้วคดีที่ถูกฟ้องสามารถอุทธรณ์ ฎีกาได้ไปถึง 3 ศาล 3.แตกต่างในแง่อำนาจเจ้าหน้าที่ กฎอัยการศึกให้อำนาจเจ้าหน้าที่มาก เมื่อยกเลิกแล้วอำนาจจะเหลือเท่าที่เขียนในคำสั่ง ลอกอำนาจเจ้าหน้าที่มาจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เช่น การเรียกรายงานตัว จับ ควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วัน ถ้าเกินต้องไปขออนุญาตศาล รวมทั้งเรื่องการควบคุมสื่อ เป็นไปตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 4.เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ตามกฎอัยการศึกเจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจปฏิบัติ ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.เจ้าหน้าที่ที่จะปฏิบัติเรียกว่าเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย จะต้องเป็นนายทหาร ยศตั้งแต่ ร้อยตรี เรือตรี หรือร้อยอากาศตรี ชั้นสัญญาบัตรขึ้นไป โดยหัวหน้า คสช.ออกคำสั่ง เจ้าหน้าที่อื่นไม่มีอำนาจในเรื่องนี้ ตำรวจไม่อาจเป็นพนักงานตามคำสั่งหัวหน้า คสช.แต่สามารถขอความร่วมมือได้

“บิ๊กตู่” ดูปลอดโปร่งโล่งใจหลังใช้ ม.44 แทนกฎอัยการศึกวันแรกแรงต้านแผ่ว บอกนักข่าวไม่มีปัญหา อารมณ์ดีทั้งวัน “บิ๊กป้อม” การันตีใช้ ม.44 สร้างความสงบได้ “บิ๊กโด่ง” รับประกันฝ่ายมั่นคงจะปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบ 3 เม.ย. 2558 07:59 3 เม.ย. 2558 08:00 ไทยรัฐ