วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'เป็นคนไทยไม่ต้องกลัว' ประวิตร-อุดมเดช ยัน ม.44 เป็น ก.ม.สากล

'เป็นคนไทยไม่ต้องกลัว' ประวิตร-อุดมเดช ยัน ม.44 เป็น ก.ม.สากล

  • Share:

"บิ๊กป้อม - บิ๊กโด่ง" ยันถ้าเป็นคนไทย ไม่ต้องกลัว ม.44 สั่ง กกล.รส.4 ทัพภาค ศึกษาคำสั่งระวังการบังคับใช้ เน้นจัดการ 4 กลุ่มเห็นต่าง "รัฐบาล-คสช." หวังต่างชาติเข้าใจ เพราะปรับให้เป็นสากล เปิดช่องผู้ต้องหาขึ้น 3 ศาล ฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐ เชื่อจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ...

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2558 ที่อาคารเกษะโกมล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะรองหัวหน้าคณะความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ประกาศใช้มาตรา 44 แทนกฎอัยการศึก ว่า ก็เป็นกฎหมายดูแลความสงบเรียบร้อย ไม่ใช่กฎหมายที่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด นอกเหนือจากคนที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและกฎหมาย ก็ต้องถูกลงโทษ ส่วนกรณีที่ยังต้องให้ขึ้นศาลทหารนั้น ก็ต้องทำความเข้าใจว่า เป็นคดีความมั่นคงและหมิ่นสถาบัน ประกอบกับ คสช.ก็ยังอยู่ โดยมาตรา 44 เป็นอำนาจของ คสช. ไม่ใช่อำนาจของรัฐบาล

เมื่อถามว่าบ้านเมืองก็ปกติดี ทำไมต้องใช้มาตรา 44 รมว.กลาโหม ถามกลับว่า "มั่นใจได้อย่างไรว่าปกติ คุณตอบมาสิ แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่า พรุ่งนี้บ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น เพราะบ้านเมืองยังมีความแตกแยกอยู่ เราจึงพยายามทำให้บ้านเมืองลดความแตกแยก ซึ่งตอนนี้ก็ลดลงไปมากแล้ว" เมื่อถามต่อว่า มาตรา 44 จะให้อำนาจทหารเป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย ถือว่าให้อำนาจทหารเกินไปหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็ให้เฉพาะทหารระดับสัญญาบัตรขึ้นไป ตำรวจมีหน้าที่อยู่แล้วก็ทำไป

เมื่อถามว่านานาชาติมองว่าแรงกว่าอัยการศึก พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ผมไม่รู้ ผมไม่ใช่คนต่างชาติ ผมเป็นไทย ผมไม่กังวล แต่ก็ได้ชี้แจงไปแล้ว ส่วนที่กังวลว่า จะแรงกว่ากฎอัยการศึกหรือไม่ ผมไม่กังวลหรอก ถ้าคุณกังวลก็กังวลไป ถ้าคุณเป็นคนไทยก็ไม่กังวล" เมื่อถามย้ำว่า คสช.จะมั่นใจอย่างไรว่า คนไทยทั้งประเทศจะยอมรับมาตรา 44 พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ผมมั่นใจ ถ้าคุณไม่มั่นใจใช่ไหม ถ้าไม่มั่นใจ ก็เรื่องของคุณ แต่ผมมั่นใจกฎหมายมาตรา 44 จะสร้างความสงบให้ประเทศไทยได้

ด้าน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. กล่าวว่า ในส่วนของฝ่ายความมั่นคงก็จะปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบ สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมานั้น ก็ต้องการที่จะดูแลประเทศไทยให้มีความสงบเรียบร้อย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายพิเศษขึ้นมา เนื่องจากมีหลายส่วนให้แง่คิดเกี่ยวกับเรื่องกฎอัยการศึก ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีก็พยายามที่จะทำให้ทุกอย่างมีความรอบคอบและเหมาะสม จึงได้ออกคำสั่งตรงนี้มา โดยที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกเลิกการใช้กฎอัยการศึก

"ผมขอยืนยันว่า เป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดผลดีกับส่วนรวม ในส่วนของสุจริตชน หรือผู้ที่ประพฤติดีจะไม่มีผลใดๆ ทั้งส้ิน แต่จะเป็นกฎหมายที่คุ้มครองคนเหล่านี้ให้มีความปลอดภัย ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวก็เพื่อป้องกันคนที่คิดไม่ดี เพราะยังมีปัญหาสำหรับคนที่เห็นต่าง ที่มองในแง่ที่ไม่ดีตรงนี้ก็ไม่เกิดผลกระทบมากนัก แต่ถ้าหากไปกระทำบางส่ิงบางอย่าง ที่ทำให้เกิดอันตรายกับคนส่วนใหญ่จนเกิดความไม่สงบเรียบร้อย จึงต้องบังคับใช้กฎหมายพิเศษตัวนี้ ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่เจ้าหน้าที่มีความจำเป็น" รมช.กลาโหม กล่าว

พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า อยากให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ หากดูในรายละเอียดของคำสั่งตามมาตรา 44 จะเข้าใจว่าไม่มีอะไรที่แรงเกินไปกว่าที่ใช้กฎอัยการศึก ซึ่งภายหลังจากที่มีการใช้มาตรา 44 ทำให้หลายส่ิงมีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น รวมถึงความชัดเจน เช่น กรอบของการลงโทษที่ระบุโทษกรอบเวลาปรับ จำคุก ซึ่งเป็นมาตรฐานของสากล ทั้งนี้ หากเจ้าหน้าที่ดำเนินการใดๆ และผู้ที่ถูกดำเนินการเห็นว่าไม่มีความเป็นนธรรม ก็สามารถฟ้องร้องหน่วยราชการของรัฐได้ ถือเป็นส่ิงที่ให้โอกาสบุคคลที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และถือเป็นมาตรฐานสากล

"ขอให้เข้าใจว่าไม่มีอะไรรุนแรงมากขึ้น แต่มีเหตุมีผลบางอย่างประกอบขึ้นมา และมีกรอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอให้ทุกคนได้รับทราบ และเห็นถึงความจำเป็นต่อการใช้กฎหมายดังกล่าว สื่อจะมีส่วนช่วยที่จะทำให้มุมมองของต่างชาติมีความเข้าใจ จึงอยากให้สื่อไปดูในเรื่องของรายละเอียด แยกแยะส่ิงต่างๆ ออกมา และช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ต่างประเทศได้เข้าใจ เพราะส่ิงเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวที่ไปตกลงกับคำว่ากฎอัยการศึก ซึ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีได้ปรับให้มาใช้มาตรา 44 แล้ว ถ้าหากสื่อช่วยกันประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจส่ิงต่างๆ ก็จะดีขึ้น ตลอดจนในส่ิงที่เกี่ยวพันกับเรื่องเศรษฐกิจ และต่างประเทศจะดีขึ้นด้วย" รมช.กลาโหม กล่าว

พล.อ.อุดมเดช กล่าวอีกว่า การปรับเปลี่ยนดังกล่าวหวังให้ต่างชาติมีความเข้าใจ ซึ่งทุกส่ิงทุกอย่างไม่มีการไปละเมิดสิทธิมนุษยชน และเมื่อคำสั่งตามมาตรา 44 ออกมา ก็จะสามารถทำให้ดูแลประชาชนตลอดจนเรื่องสิทธิมนุษยชนดีขึ้น ในส่วนของตนที่ได้รับมอบหมายการปฏิบัติงาน ตลอดจนถึงเจ้าหน้าที่ทหารจะพยายามดำเนินการตามกรอบที่ได้กำหนดไว้ จะไม่มีการละเมิดในส่ิงใด และจะใช้การทำงานต่างๆ เหล่านี้ ตามอำนาจหน้าที่อย่างระมัดระวัง และจะคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้ขอให้ประชาชนสบายใจว่า นายกรัฐมนตรีได้พยายามที่จะปรับปรุงบางส่ิงบางอย่างให้มีความเหมาะสมขึ้นเรื่อยๆ และพยายามแก้ไขปัญหาทุกๆ ทาง

รมช.กลาโหม กล่าวด้ว่า ได้กำชับไปยังกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในกองทัพภาคต่างๆ ให้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับมาตรา 44 ของนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งให้ระมัดระวังในการปฏิบัติงาน ขอยืนยันว่า เราจะทำให้ดีที่สุดตามกรอบที่ทางรัฐบาลกำหนด และเป็นไปตามคำสั่งของ คสช. ส่วนความชัดเจนในเรื่องของศาลทหารนั้น ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในคำสั่งในมาตรา 44 เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาสามารถอุทธรณ์ฎีกาใน 3 ระดับ คือ ศาลทหารชั้นต้น ศาลทหารชั้นกลาง และศาลทหารสูงสุด ซึ่งจะรับคดีความที่เกิดขึ้นใน 4 กรณี คือการกระทำความผิดในมาตรา 112 คดีที่เกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคง คดีอาวุธสงคราม และคดีที่ผิดคำสั่งของ คสช. ซึ่งทำให้เกิดเป็นสากลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ส่ิงใดๆ ก็ตามที่ขัดกับ 4 กรณีดังกล่าว ก็จะต้องขึ้นศาลทหาร ส่วนในเรื่องอื่นๆ ก็ไม่เกี่ยวข้อง พล.อ.อุดมเดช ยังกล่าวถึงคำสั่งตามมาตรา 44 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการระงับ.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้