วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ฟันเทียมพระราชทาน กินได้...อยู่ดี...มีสุข

ฟันเทียมพระราชทาน กินได้...อยู่ดี...มีสุข

  • Share:

“เวลาไม่มีฟัน กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง” กระแสพระราชดำรัส “พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ไม่มีฟันบดเคี้ยวอาหาร

ส่วนใหญ่เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญในกลุ่มผู้สูงอายุ นำมาสู่ “โครงการฟันเทียมพระราชทานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ซึ่งได้เริ่มต้นดำเนินมาตั้งแต่ปี 2548 ส่งผลให้ผู้สูงอายุจำนวนมากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ศ.(พิเศษ) ทญ.ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ประธานมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะทันตแพทย์ส่วนพระองค์ผู้ถวายการรักษา และผู้ถวายงานด้านทันตกรรมต่อพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานหน่วยทันตกรรมพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและมูลนิธิทันตนวัตกรรม เล่าให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยต่อความทุกข์สุขของประชาชนอย่างยิ่ง

ปัญหา “ฟัน” และ “สุขภาพ” ช่องปากเป็นเรื่องหนึ่งที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ในปี พ.ศ.2513 หรือเมื่อ 45 ปีที่แล้ว จึงได้พระราชทานหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ หรือที่เรียกว่า “หน่วยทันตกรรมพระราชทาน” เพื่อออกบริการรักษาฟันประชาชนผู้ยากไร้

โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลความเจริญนับเป็นหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่หน่วยแรกของประเทศไทย ให้บริการได้ครั้งละ 50-60 คนต่อวัน ในช่วงเวลานั้นเน้นที่การถอนฟันและให้ความรู้ทันตศึกษากับประชาชน

ปัจจุบันได้พัฒนาและขยายบริการได้ 1,200-1,500 รายต่อวัน นับเป็นหน่วยทันตกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งยังให้การรักษาตั้งแต่ถอนฟัน รักษารากฟัน รวมถึงการใส่ฟัน เทียบเท่ากับโรงพยาบาลขนาดใหญ่

ศ.(พิเศษ) ทญ.ท่านผู้หญิงเพ็ชรา บอกว่า ในอดีตการใส่ฟันเทียมและรักษารากฟันเป็นเรื่องยุ่งยาก มีขั้นตอนมาก จึงยังไม่มีบริการในหน่วยทันตกรรมพระราชทาน แต่เมื่อมีผู้สูงอายุมาขอรับบริการมาก ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่มีฟันและต้องการใส่ฟันเทียม ทันตแพทย์จึงได้นำความกราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงทราบ

จึงเป็นที่มาของพระราชดำรัสที่ว่า “เวลาไม่มีฟัน กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง”

ประกอบกับครั้งหนึ่งที่พระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมราษฎรจังหวัดขอนแก่น พบชายสูงอายุคนหนึ่ง ร่างกายผอมแห้ง ไม่สบายมารอเข้าเฝ้าฯ พระองค์จึงรับสั่งถามว่าเป็นอะไร ชายสูงอายุคนดังกล่าวทูลว่า ไม่มีฟัน กินอะไรไม่ได้ พระองค์ท่านจึงรับสั่งให้ไปใส่ฟันเทียม

หลังจากนั้นพระองค์ได้เสด็จกลับมาจังหวัดขอนแก่นอีก ชายสูงอายุคนดังกล่าวมารอเข้าเฝ้าฯและกราบทูลว่า ทรงจำเขาได้หรือไม่ ที่พระองค์แนะให้ไปใส่ฟันเทียม ทำให้กินอาหารต่างๆได้ง่าย ส่งผลให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น

จากสองเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ทำให้ทันตแพทย์อาสาสมัครที่ตามเสด็จรู้สึกว่าต้องพัฒนาหน่วยทันตกรรมพระราชทานให้สามารถใส่ฟันเทียมให้กับผู้สูงอายุได้ จึงนำมาสู่การพัฒนาเทคโนโลยีการใส่ฟันเทียมในหน่วยบริการเคลื่อนที่ขึ้น ทำให้สามารถใส่ฟันเทียมได้ด้วยการพบทันตแพทย์เพียงแค่ 2 ครั้ง จากเดิมต้องใช้เวลา 6-7 ครั้ง

ต่อมา...ยังพัฒนาไปสู่การใส่ “รากฟันเทียม” ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นอกจากพระราชดำรัสดังกล่าว ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาหน่วยทันตกรรมพระราชทานและนวัตกรรมการใส่ฟันเทียมและรากฟันแล้ว ยังนำมาสู่ “โครงการฟันเทียมพระราชทาน เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ครบ 60 ปี และเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวาระมหามงคล 80 พรรษา พ.ศ.2550”

โดยมีเป้าหมายใส่ฟันเทียมให้กับผู้สูงอายุ 80,000 รายทั่วประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการดำเนินโครงการฟันเทียมพระราชทาน ซึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุที่ไม่มีฟันได้รับการใส่ฟันเทียมอย่างต่อเนื่อง แต่จากข้อมูลในปี 2547 ซึ่งเป็นปีที่ได้เริ่มโครงการฟันเทียมพระราชทาน มีผู้สูงอายุที่ต้องการได้รับการใส่ฟันเทียมมากถึง 4 ล้านคน

ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุที่ต้องใส่ฟันเทียมแบบทั้งปาก 37,000 คน จากการดำเนินโครงการมา 10 ปี...มีผู้สูงอายุที่ได้รับการใส่ฟันเทียมไปกว่า 350,000 คน

สะท้อนให้เห็นว่า ยังมีผู้สูงอายุที่ไม่มีฟันและยังคงรอการใส่ฟันเทียมอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่หน่วยบริการภายใต้สังกัดกระทรวงสาธารณสุขสามารถใส่ฟันเทียมให้กับผู้สูงอายุได้เพียง 35,000 รายต่อปี

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข คณะทันตแพทยศาสตร์ 9 สถาบัน และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จับมือร่วมกันเพื่อดำเนิน “โครงการฟันเทียมพระราชทาน ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ในปี 2558 นี้ และเตรียมที่จะมีพิธีลงนามร่วมกันในวันที่ 8 เมษายน 2558 นี้

นับเป็นความร่วมมือภายใต้โครงการฟันเทียมพระราชทานที่มีประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ ส่งผลต่อสุขภาพที่ดี เพราะเป็นที่ยอมรับกันในวงการแพทย์แล้วว่า ฟันและสุขภาพช่องปากเป็นเรื่องที่สำคัญ นอกจากมีผลต่อการรับประทานอาหารแล้ว ยังสัมพันธ์กับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นด้วย

ศ.(พิเศษ)ทญ.ท่านผู้หญิงเพ็ชรา ย้ำว่า ปัญหาฟันและสุขภาพในช่องปากแม้ว่าจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีฟันบดเคี้ยวแล้วถือเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อคุณภาพชีวิต ซึ่งพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญและอยากให้หน่วยงานต่างๆ ช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับผู้สูงอายุ

“โครงการฟันเทียมพระราชทาน ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ร่วมกับคณะทันตแพทย์ 9 มหาวิทยาลัย” จะเป็นการขยายงานบริการภายใต้โครงการ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการใส่ฟันเทียมสำเร็จตามเป้าหมายต่อไป

นางอารีย์ พุ่มอุไร อายุ 65 ปี ชาวตำบลไผ่ลิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หนึ่งในผู้ได้รับการจัดทำฟันเทียม...โครงการฟันเทียมพระราชทาน บอกว่า ก่อนหน้านี้มีปัญหาทุกครั้งเวลากินอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีลักษณะเหนียวและแข็ง เพราะไม่มีฟันกราม ทำให้ไม่มีฟันที่คอยบดเคี้ยวอาหารเหล่านี้ได้ แม้แต่อาหารทั่วไปก็กินได้ยาก ทำให้บดเคี้ยวไม่ละเอียด ผลที่ตามมาคือมักเกิดอาการท้องอืดบ่อยๆ ส่งผลทำให้ไม่ค่อยอยากกินอะไร

ต่อมา...ประมาณปีที่แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ รพ.สต.วัดพญาติกา-รามที่รักษาสุขภาพฟันอยู่เป็นประจำ จึงได้ส่งตัวไปรับการทำฟันเทียมภายใต้โครงการฟันเทียมพระราชทาน ที่ รพ.พระนครศรีอยุธยา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทำให้ได้รับการใส่ฟันเทียมชุดนี้

หลังจากใส่ฟันเทียมต้องใช้เวลาในการปรับ ซึ่งช่วงแรกยังเจ็บอยู่บ้าง บางครั้งใส่เคี้ยวแล้วก็หลุด จึงต้องนำฟันเทียมไปปรับแก้บ้าง และต้องค่อยๆฝึกเพื่อให้คุ้นชิน ซึ่งการมีฟันเทียมนี้นอกจากจะช่วยเรื่องบดเคี้ยวอาหารแล้ว ยังมีส่วนเสริมทำให้แก้มดูเต็ม ไม่เป็นหลุมร่องลึกจากฟันที่หลุดหายไป ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น

“โครงการฟันเทียมพระราชทาน”...เป็นโครงการที่ดี เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าการทำฟันเทียมมีราคาแพง ทำให้คนไม่มีเงินไม่ค่อยได้ทำและมักจะปล่อยไว้ให้เหลือแต่เหงือก ส่งผลต่อสุขภาพ

“ฟันเทียม”...มีความสำคัญต่อผู้สูงอายุอย่างมาก คนแก่...

มีระบบการย่อยไม่ค่อยดี หากมีฟันเทียม แม้ว่าจะบดเคี้ยวได้ไม่ละเอียดมาก แต่ก็ช่วยทำให้ระบบการย่อยทำงานลดลงทำให้สุขภาพคนแก่ดีขึ้น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้