วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หน.คสช.เซ็นสั่ง ให้ทหาร รักษาความสงบ

มีอำนาจจับ-ค้น-ยึดทรัพย์-ปิดสื่อ จนท.ทำโดยสุจริตได้รับคุ้มครอง โปรดเกล้าฯเลิกใช้‘กฎอัยการศึก’

โปรดเกล้าฯยกเลิกใช้กฎอัยการศึกแล้ว “ประยุทธ์” เซ็นคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 บังคับใช้แทนทันที ตั้งทหารเป็นเจ้าพนักงานและผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย มีอำนาจเรียกบุคคลมารายงานตัว จับกุมผู้กระทำผิดซึ่งหน้า บุกค้นเคหสถานต้องสงสัย ยึดอายัดทรัพย์สิน ปิดสื่อปลุกระดมบิดเบือน ผู้ฝ่าฝืนระวางโทษทั้งจำทั้งปรับ พท.ดาหน้าฉะกฎเหล็กเป็นเผด็จการชัดต่างชาติยิ่งต้าน หยันจะเดินสู่ประชาธิปไตยหรือติดกับดักอำนาจ ปชป.ขย่มซ้ำกระตุกประชาคมโลกไม่ยอมรับ ระวังถูกแซงก์ชั่นแบบพม่า เหน็บนายกฯอาการหนักเอากระดุมไปกลัดซิปกางเกง สหรัฐฯบี้ฟื้นเสรีภาพพลเมือง กมธ.ยกร่างเพิ่มเงื่อนไขเสียง 2 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกฯคนนอก บล็อกโหวตเลือกตั้ง ส.ว. 77 จังหวัด

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. นำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อ ยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกแล้ว โดยยืนยันจะไม่มีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวเกินกว่าเหตุ ขณะที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรียกร้องให้ใช้อำนาจดังกล่าวอย่างสร้างสรรค์ ยังมีออกมาอย่างต่อเนื่อง

“ปึ้ง” สะกิด “บิ๊กตู่” ใช้ ม. 44 สร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เตรียม ใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 44 แทนกฎอัยการศึก ท่านต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าจะใช้อย่างสร้างสรรค์ พร้อมประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจนและการยกร่างรัฐธรรมนูญขอให้รับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้ต่างชาติเกิดความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ยิ่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์เริ่มติดกระดุมเสื้อถูกเม็ด ขอให้รีบใส่โชว์ต่างชาติ จะได้ดูเท่ๆ ส่วนที่จะใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาราคาลอตเตอรี่แพง การบินไอเคโอ การค้ามนุษย์ เห็นด้วยที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่ต้องระมัดระวังการใช้อำนาจที่ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อและประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย

ท้าพิสูจน์เป็นคนบ้าอำนาจหรือไม่

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ในโอกาสนี้นายกฯจะได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหนึ่งว่าไม่ใช่เป็นคนบ้าอำนาจ มาถึงวันนี้เข้าใจนายกฯดี ที่บริหารประเทศภายใต้ความอึดอัดและเครียด แต่ในเมื่ออาสาเข้ามาแล้วไม่ควรบ่น ขอให้รีบแก้ปัญหาโดยเร็วและคืนอำนาจให้ประชาชน โดยมีกติกาที่เป็นกลางและเป็นธรรม บ้านเมืองจะได้ความสุขคืนมา “วันนี้ต่างชาติรู้ว่าท่าน จะเดินตามโรดแม็ป แต่ที่จะทำให้ต่างชาติมั่นใจที่สุดในตอนนี้ คือวันเลือกตั้งต้องประกาศเลย รับรองได้ว่าต่างชาติจะยกย่องท่าน และอยากฝากด้วยว่าอย่าโยนความผิดว่ารัฐบาลก่อนไม่รู้จักทำอะไร ท่านจึงต้องมาทำ เพราะตอนผมเป็นรัฐบาล ก็มีพวกท่านเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ไม่ใช่เหรอ” นายสุรพงษ์กล่าว

ซัดใช้อำนาจเผด็จการต่างชาติยิ่งต้าน

ขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวเขียนไว้เพื่อให้อำนาจหัวหน้า คสช.ออกคำสั่งใดๆ ก็ตาม เป็นอำนาจครอบจักรวาล เทียบได้กับมาตรา 17 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถือเป็นการใช้อำนาจแบบเผด็จการ เห็นได้จากที่หัวหน้า คสช.เคยใช้ต่ออายุผู้บริหารท้องถิ่น ล่าสุด กรณีการตั้งกรรมการแก้ไข ปัญหาของกรมการบินพลเรือน จะเห็นว่ายิ่งกว่ากฎ อัยการศึก ในเมื่อสถานการณ์ไม่มีอะไร ไม่มีการฆ่ากัน ไม่มีการต่อต้านรัฐบาล หรือเดินขบวนประท้วงก็ไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะขาดการตรวจสอบและคาน อำนาจ สถานการณ์การเมืองยิ่งแย่ลงกว่าเดิม โดย เฉพาะในสายตาชาวโลกที่เริ่มวิพากษ์วิจารณ์

หยันเดินสู่ ปชต.หรือติดกับดักอำนาจ

นายชูศักดิ์กล่าวว่า มาตรา 44 อยู่ที่ดุลพินิจของผู้ใช้ จึงต้องระมัดระวัง เพราะเสี่ยงต่อการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน ทั้งนี้ หากต้องการใช้กฎหมายอย่างสร้างสรรค์ก็ควรยกเลิกกฎอัยการศึก และเข้าสู่กระบวนการตามปกติ ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ ทำให้ประเทศเปิดไปสู่สังคมประชาธิปไตย ทั่วโลกจะได้เห็นว่าประเทศไทยมีแนวทางเป็นประชาธิปไตย หากใช้มาตรา 44 อำนาจอยู่ที่ใครมากและนานไปอาจสุ่มเสี่ยงต่อการใช้อำนาจในทางมิชอบได้ จึงฝากคิดให้ดีว่าจะเป็นประเทศที่ก้าวไปสู่หนทางประชาธิปไตย หรือหนทางที่เต็มไปด้วยกับดักของอำนาจ

แนะประกาศวัน ลต.กู้วิกฤติศรัทธา

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากที่นายกฯทูลเกล้าฯ เพื่อยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกแล้ว อาจเข้าใจแล้วว่าการใช้กฎอัยการศึกที่ผ่านมามีผลกระทบอย่างไรกับประชาชนและประเทศ คงคิดว่าอาจจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและนักท่องเที่ยวอีกครั้ง แต่เห็นว่ามาตรา 44 ไม่แตกต่างจากกฎอัยการศึกเลย ซ้ำร้ายอาจจะแย่กว่า สถานการณ์วันนี้เหมือนระเบิด เวลาลูกใหญ่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องรีบถอดสลักโดยเร็ว โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เพียงแค่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งออกมาให้ชัดเจนว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งวันใด เพียงเท่านี้ก็จะกู้วิกฤติศรัทธา กู้วิกฤติความ เชื่อมั่นจากต่างชาติได้แน่นอน อีกเรื่องที่สำคัญคือการร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย อย่าร่างรัฐ– ธรรมนูญเพื่อให้อำนาจกลุ่มคนที่ทำรัฐธรรมนูญ และลิดรอนสิทธิของประชาชน แปลกใจที่ร่างรัฐธรรมนูญมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญมากถึง 11 องค์กร ซ้ำซ้อนไปหมด เชื่อว่าทั้งรัฐบาลและท้องถิ่นจะทำงานไม่ได้ อาจเกิดการตีความเรื่องหน้าที่ของแต่ละหน่วยในอนาคต แค่ พล.อ.ประยุทธ์เร่งทำสองเรื่องนี้ รับรองว่าความเชื่อมั่นจากต่างชาติ การค้า การลงทุนจะดีขึ้นแน่นอน

โวยอย่ามัวกล่าวหารัฐบาลเก่า

ด้านนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย อดีต รมช.คลัง กล่าวถึงกรณีนายกฯระบุว่ารัฐบาลนี้ต้องจ่ายเงินให้โครงการรถคันแรกเป็นแสนล้านบาท และคนที่ซื้อ รถไปไม่ส่งเงินค่างวดรถว่า หากจำกันได้ปลายปี 54 เกิดน้ำท่วมใหญ่ เศรษฐกิจอยู่ในภาวะไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์เพียรพยายามหาทางฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ โครงการรถคันแรกเป็นนโยบายหนึ่งของพรรคเพื่อไทยที่ประกาศไว้และเหมาะสมมากกับเศรษฐกิจขณะนั้น เพราะโรงงานประกอบรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ร่อแร่ คนไม่ซื้อ ผลกระทบเป็นลูกระนาด ย่ำแย่ไปทุกวงการ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงเดินหน้าฟื้นฟูเต็มตัว กระตุ้นปั๊มหัวใจเศรษฐกิจของประเทศในทุกมิติ เศรษฐกิจของประเทศกระเตื้องขึ้นทันตาเห็น ถ้านายกฯไม่มีความเป็นธรรมกล่าวหารัฐบาลเก่า บ้านนี้เมืองนี้คงอยู่ลำบาก

“ป๋าเหนาะ” ติงใช้ ก.ม.ผิดเดือดร้อนเอง

เมื่อเวลา 09.00 น.ที่ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว นายเสนาะ เทียนทอง อดีตที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย เปิดบ้านต้อนรับข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ และอดีต นักการเมืองจากพรรคต่างๆเข้าร่วมอวยพรเนื่องในวันเกิดครบรอบ 82 ปี โดยมีอดีต ส.ส.เพื่อไทยร่วมงานคับคั่ง ทั้งนี้ พล.ต.อ.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นำแจกันดอกไม้เข้าร่วมอวยพร

จากนั้นนายเสนาะกล่าวถึงกรณีที่นายกฯยกเลิกการใช้กฎอัยการศึก มาใช้มาตรา 44 แทนว่า เป็นห่วงและเห็นใจนายกฯที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่าง บอกนายกฯได้เลยว่าที่ตนเป็นห่วงคือคณะ กมธ.ยกร่างฯวางดาบไว้ฆ่านักการเมือง อย่าไปเหมา เข่งว่านักการเมืองเลวไปหมด จะทำให้บ้านเมืองแตกแยก แต่การใช้มาตรา 44 ต้องใช้ดุลพินิจละเอียดอ่อนมาก ต้องเป็นเสาหลักจริงๆ เอียงซ้ายเอียงขวาไม่ได้ หากใช้ถูกทางจะเป็นฮีโร่ ทุกอย่าง จะเรียบร้อยรวมถึงการปรองดอง สมานฉันท์ ถ้าใช้ไม่ถูกทางคนใช้จะเดือดร้อนเอง

ฝาก ปชช.คิดให้ดีอย่าติดเบ็ดช่วง ลต.

เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะของ กมธ.ยกร่างฯ ที่ยังมีปัญหาขณะนี้ นายเสนาะกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน อย่าหาว่านายกฯเป็นคนมีอารมณ์ อย่าไปโทษนายกฯ เพราะการขึ้นมาเป็นนายกฯจะต้องรับผิดชอบทุกอย่าง และออกมาพูดกับประชาชนคนเดียว แต่พอหันกลับไปดูหน่วยงานต่างๆ ที่รับ ผิดชอบ ที่ต้องทำตามคำพูดนายกฯที่ให้เป็นรูปธรรมกลับเหลว เดินไม่ออก ทำไม่ได้เหมือนอย่างที่นายกฯได้พูดไว้ จึงทำให้นายกฯหงุดหงิด อย่าไปโทษนายกฯ เลย การบริหารงานต้องมีล้มลุกคลุกคลานบ้าง ไม่ว่า ใครก็ตามแม้แต่นายกฯจากการเลือกตั้ง ส่วนในวันเกิดครบรอบ 82 ปี ตนไม่มีอะไรฝากพี่น้องประชาชน อยากให้ประชาชนคิดให้ดี เวลาเกิดการเลือกตั้ง ในฐานะที่เราเป็นคน ถ้ามีใครเอาเหยื่อมาล่อ เอาเบ็ด มาตก ก็อย่าไปติดเบ็ด กินเฉพาะเหยื่ออย่ากินเบ็ด

ปชป.เตือนโลกส่ายหน้าไม่ยอมรับ

ขณะที่นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. หรือนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่าจะใช้มาตรา 44 อย่างสร้าง สรรค์ ใช้เพียงครึ่งเดียว ไม่รุนแรงนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่ ที่คุณใช้อำนาจแบบไหน ปฏิบัติอย่างไร แต่อยู่ที่ข้อความ เนื้อหา ที่พูดออกไปได้เผยแพร่ไปแล้วทั่วสังคมโลกว่าเราเป็นเผด็จการ คือกำลังจะใช้ มาตรา 44 มีอำนาจอยู่เหนือทั้งรัฐธรรมนูญ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และเมื่อประชาคมโลกไม่ยอมรับ เราจะถูกกีดกันด้านการท่องเที่ยว ปิดประตูตายการค้า ทั้งโลกเก่าและโลกใหม่ การส่งออกของเราจึงยับเยินขนาดนี้ และที่ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าคนไทยเดือดร้อนตรงไหน ตนอยากจะบอกว่าที่เขาเดือดร้อนตรงที่เขาเป็นเจ้าของประเทศเหมือนกันไง

ขู่ระวังโดนแบนยับเยินแบบพม่า

“ในสังคมประชาธิปไตยโลก เขามองว่าไม่มีประเทศใดสามารถแก้ปัญหาการรัฐประหารได้ และก็ไม่มีทางเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อปกป้องการฉีกรัฐธรรมนูญรอบต่อไปได้เช่นกัน แนวทางเดียวที่ประชาคมโลกจะใช้คือ ประชาคมโลกที่นำโดยอียู และ สหรัฐอเมริกา จะทำทุกวิถีทางเพื่อกดดันประเทศที่มีการปฏิวัติ รัฐประหารจนอยู่ไม่ได้ ยับเยินเหมือนที่เคยทำกับพม่ามาแล้ว” นายพิเชษฐกล่าว

อัดยิ่งกว่าติดกระดุมผิดเม็ด

นายพิเชษฐกล่าวอีกว่า ส่วนกรณี น.ส.ซาแมนตา ฮอว์ลี ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอบีซี ออสเตรเลียประจำประเทศไทย ถาม พล.อ.ประยุทธ์ว่าสังคมโลกกำลังห่วงใยการร่างรัฐธรรมนูญของไทยไม่เป็นประชาธิปไตย ที่นักข่าวหญิงถามแบบนั้น ก็เพราะ เขามาจากข้างนอก จึงไม่กลัวอำนาจครอบงำ และ ถามเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ รู้ตัวเสียบ้างว่าสังคมโลกเขามองรัฐบาลไทยขณะนี้อย่างไร ตนพูดเพื่อประโยชน์กับประเทศ และจะวางมือทางการเมืองแล้ว ไม่กลัวหน้าไหนทั้งสิ้น การเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต้องเคารพการเลือกตั้ง ไม่ว่าการเลือกตั้งจะระยำตำบอนแค่ไหน แต่ก็ต้องแก้ปัญหาโดยตัวมันเองด้วยการเลือกตั้ง ไม่ใช่มาเขียนรัฐธรรมนูญตัดระบบเลือกตั้งออกไป ที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำท่าติดกระดุมผิดเม็ดให้นักข่าวหญิงดู ก็อยากจะบอกว่าภาพของนายกฯไม่ใช่แค่กำลังติดกระดุมผิดเม็ด แต่หนักกว่าคือ กำลังเอากระดุมไปกลัดซิปกางเกง

ดักคออย่าฉวยนิรโทษลิ่วล้อ “ทักษิณ”

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เชื่อว่ากระบวนการก่อ การร้ายในบ้านเมืองยังมีอยู่ สังเกตได้จากเหตุการณ์ระเบิดศาลจากนี้ไปการใช้มาตรา 44 ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะจริงใจ แก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนแค่ไหน เช่น กรณีการนิรโทษกรรมที่คสช.สามารถประชุมปรึกษากันแล้วออกประกาศได้เลย แต่ควรนิรโทษให้แค่ผู้ที่มาชุมนุมเท่านั้น ไม่ควรนิรโทษกรรมพวกนายใหญ่หรือแกนนำ มิเช่นนั้น จะมีปัญหาบานปลาย หวังว่า คสช.จะใช้อำนาจและกำหนดการใช้มาตรา 44 ให้มีประโยชน์มากกว่ากฎอัยการศึก เพราะประชาชนเขาดูออก และอย่าใช้มาตรา 44 มาใช้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

“พระสุเทพ” เข้าใจหัวอก “ประยุทธ์”

ที่วัดธารน้ำไหล (สวนโมกขพลาราม) จ.สุราษฎร์ธานี พระสุเทพ ปภากโร อดีตเลขาธิการ กปปส. กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ หัวหน้า คสช. ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ว่า กรณีนี้ย่อมมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สำหรับ กปปส.เข้าใจสถานการณ์ในขณะนี้ดีว่า ไม่ใช่ยุคที่บ้านเมืองเป็นปกติ คนที่มีอำนาจในการ ปกครองจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายพิเศษในการควบคุม รักษาสถานการณ์บ้านเมืองให้สงบ เรียบร้อยเพื่อจะสามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ เป็นข้อข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับกันก่อน กฎอัยการศึกเมื่อยกเลิกแล้วก็ต้องมีเครื่องมืออื่นมาใช้แทน จะเป็นใช้มาตรา 44 หรือไม่ก็แล้วแต่ ส่วนจะทำต่างชาติพึงพอใจหรือไม่ ไม่รู้ อยู่ที่ว่าใครเป็นคนไปให้ข้อมูล

สหรัฐฯบี้ฟื้นฟูเสรีภาพพลเมือง

สำหรับปฏิกิริยาของนานาชาติต่อการยกเลิกประกาศใช้กฎอัยการศึกนั้น วันเดียวกัน นางเมลิซา เอ. สวีนีย์ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ว่า รัฐบาลสหรัฐฯจะมีความยินดี หากการยกเลิกกฎอัยการศึกครั้งนี้ จะนำไปสู่การฟื้นฟูเสรีภาพของพลเมืองอย่างเต็มรูปแบบตัวแทนยูเอ็นขอนายกฯยุติคุกคามสื่อที่กรุงเจนีวา นายเดวิด ไคย์ ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติด้านเสรีภาพความคิดเห็น กล่าวว่าขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.หยุดใช้ถ้อยคำคุกคามเสรีภาพสื่อ และให้มีพื้นที่อภิปรายถกเถียงและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงนักข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจถูกลงโทษประหารชีวิตและมีอำนาจปิดสื่อทุกสื่อ จับยิงเป้าได้ ตนขอประณามถ้อยคำดังกล่าว การกล่าวถ้อยคำลักษณะเช่นนี้เป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ นักข่าวทำหน้าที่สำคัญที่เป็นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย นั่นคือฉายภาพให้เห็นว่ารัฐบาลได้ปฏิบัติงานสอดคล้องกับหลักนิติธรรม หรือมีความเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชันและละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ การข่มขู่คุกคามนักข่าว จึงเป็นการโจมตีสิทธิของสาธารณะที่จะได้รับรู้ข้อมูล สิ่งเหล่านี้สำคัญมากในช่วงเวลาที่มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต

“บิ๊กต๊อก” ย้ำใช้ ม.44 เท่าที่จำเป็น

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรมและหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. กล่าวถึงการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวแทนกฎอัยการศึกว่า หลักใหญ่ๆจะใช้ในงานบริหาร เพื่อความสงบเรียบร้อยและผลประโยชน์ประชาชน ไม่ใช่มิติความมั่นคงอย่างเดียว ซึ่งกฎหมายออกมาไม่ทันใช้ อย่างการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ การจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา เรื่องเหล่านี้กว่าจะออกกฎหมายมาแก้ไข กว่าถั่วสุกงาก็ไหม้พอดี โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.สั่งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ให้ทุกกระทรวงไปดูอะไร ที่ติดขัดข้อกฎหมาย ทำให้งานล่าช้าให้เสนอมา โดยเฉพาะกระทรวงเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ดูเรื่องที่ต้องเร่งที่จำเป็นเท่านั้น เช่น กรณีปัญหาของกรมการบินพลเรือนไม่ทันเวลา ถ้าออกกฎระเบียบจะช้า ทราบดีว่าทุกคนห่วงใยการใช้มาตรา 44 ฝ่ายกฎหมายและฝ่ายความมั่นคงยืนยันดูอย่างรอบคอบ ออกเป็นคำสั่ง คสช.จากนั้นเสนอให้ ครม.รับทราบ

นายกฯสั่ง ขรก.อย่าทำตามคำสั่งที่ผิด

เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นประธานและให้โอวาท เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า ข้าราชการต้องรู้จักปกป้องตัวเองโดยทำหน้าที่เป็นข้าราชการที่ดี ไม่หวังประโยชน์ส่วนตัว ยืนหยัดในข้อกฎหมาย ระเบียบวินัย ไม่ว่าเจ้านายสั่งอะไรถ้าไม่ถูกต้องทำให้มันถูก ถ้าสั่งมาผิดอย่าทำ ซึ่งตนไม่เคยสั่งอะไรที่ผิดๆ ถ้าผิดก็ว่ามาตนรับฟัง รวมทั้งอย่าไปแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และต้องภูมิใจที่เจ้านายเลือกเรามาด้วยการทำงานความรู้ความสามารถ ใครที่โตเร็วอยู่หลายปีต้องหมั่นแสดงความสามารถเรื่อยๆ ต้องอดทน อย่าทำให้คนหมั่นไส้ และอย่าแซงเขามากนัก อย่าเคารพกันด้วยอำนาจ

โต้ไม่ใช่เผด็จการสงสัยต้องบังคับ ลต.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การปฏิรูปใช้เวลาอย่างน้อยสิบปี ตนจะวางไว้ให้ ถ้าเลือกตั้งได้ก็ทำไป เลือกให้ดีก็แล้วกัน มันจะมีใครพิเศษมาอีกไหมที่จะมีเป็นนายกรัฐมนตรี ไปเลือกกันคิดกันให้ดี แก้รัฐธรรมนูญยังเถียงกันไม่เลิกเลย แล้วมันจะเลือกตั้งหรือไม่ยังไม่รู้ ตนต้องไปบังคับเลือกตั้งกันอีกหรือเปล่า เลือกตั้งแล้วจะเดินขบวนกันอีกไหม ถ้าพรรคนี้มาแล้วจะยอมไหม แล้วเราจะยอมให้ประเทศชาติเสียหายหรือไม่ ทุกคนต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยที่ผ่านมาทุกอย่างมันแหลกเหลว ทุกวันนี้ยังเตาะแตะเพราะมันตีกัน ส่วนกฎอัยการศึกเพราะต้องมาใช้หยุดปัญหาเลือดที่มันไหลอยู่และใช้แค่ 2 มาตรา รวมทั้งมาตรา 44 นั้น เขียนเพื่อให้ตนทำอะไรได้เท่านั้นโดยไม่ต้องรอกระบวนการออกกฎหมาย ไม่ได้เขียนเพื่อยึดเอาอำนาจพวกท่านไป ยืนยันตนไม่ได้เป็นเผด็จการ

ยันยาแรงช่วยปลดล็อกหยุดเลือด

“ผมไม่ใช่เผด็จการอย่างที่หลายประเทศว่าวันนี้ผมทำแล้วหรือยัง ไปยึดบ่อน้ำมัน ยึดที่ยึดทาง พูดกันอยู่ได้ว่าเป็นเผด็จการ กฎอัยการศึก มีอยู่ 17 มาตรา ใช้เพียง 2 มาตรา คือจับกุม คุมขัง สอบสวนผู้ที่ผิดกฎหมาย ละเมิดสถาบัน และไม่กลัวกฎหมายปกติ ขนาดนี้ยังไม่กลัวกันเลย อีกหน่อยก็ออกไปรวมกันอยู่เมืองนอกกันหมด เพราะบ้านเขาไม่เป็นแบบนี้ แต่เราเป็นคนไทยต้องทำ ต้องมีกฎหมายนี้ ไม่เช่นนั้นไม่สามารถปลดล็อกอะไรได้สักอย่าง ก่อนวันที่ 22 พ.ค. ทำอะไรได้บ้าง เอารัฐธรรมนูญ เอากฎหมายปกติมาสู้กัน ประชาชนล้มตายทุกวัน วันนี้บอกว่ามีปัญหา แล้วที่ทะเลาะกันไม่อายบ้างหรือไง มาบอกว่าผมควรจะอาย เพราะใช้กฎอัยการศึก ผมใช้เพราะต้องการหยุดปัญหาหยุดเลือดที่ไหลอยู่หรือว่าไม่ใช่ ประเทศไทยเรากำลังเลือดไทย ประชาธิปไตยกำลังล้มพังทลาย ผมต้องไปประคองเท่านั้น ไม่ได้มาทวงบุญคุณอะไร แต่อยากให้เข้าใจ เราพยายามทำทุกอย่าง” นายกฯกล่าว

อัด รบ.เก่าอวดนโยบายดี แต่ไม่ทำ

นายกฯกล่าวว่า มีอดีตรัฐมนตรีชอบกล่าวว่า รัฐบาลนี้ชอบเลียนแบบนโยบาย แต่ดีกว่ารัฐบาลที่ผ่านมามีแต่นโยบายแต่ไม่ทำ เราเอาทุกอย่างมาทำและจะทำอะไรได้มากกว่านี้ ถ้าเราทำได้จริงจัง ประเทศคงเป็นมหาอำนาจไปนานแล้ว เรายังเตาะแตะอยู่เพราะมันตีกัน แต่โชคดีที่พื้นฐานเศรษฐกิจเรายังดีกว่าประเทศอื่น แต่ตอนนี้เศรษฐกิจลงเพราะมีกฎอัยการศึก หรือเพราะเศรษฐกิจโลก การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเราต้องทำทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ ความเชื่อมโยงในประเทศไปสู่เศรษฐกิจพิเศษ ไม่ใช่ตนเป็นผู้นำ แต่ทุกคนเสมอกันหมด ไม่มีช้างเท้าหน้าเท้าหลัง
ลั่นไม่เอาตระกูลมาทำชาติเสียหาย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนไม่อยากทำร้ายใคร เพราะถ้าทำร้ายทุกกระทรวงต้องโดนหมด แต่ขอเข้าใจว่าที่ผ่านมาทุกกระทรวงถูกการเมืองเข้ามาล้วงลูกทั้งหมด “ข้าราชการต้องรักกัน ไม่ใช่ตระกูลใครจะมาเป็นนี่เป็นโน่น ผมไม่เอาตระกูลมาทำให้ประเทศชาติเสียหาย ใครสามารถทำอะไรได้ก็ทำ เป็นอะไรได้ก็เป็น ไม่ต้องมาเอาใจตน ไม่อย่างนั้นจะเปลี่ยนนามสกุลใหม่ แต่ก็เสียดายเหมือนกัน เพราะทั้งโลกมีอยู่ชื่อเดียว ใครจะมาตั้งจันทร์โอชา ผมไม่แก้เพราะภูมิใจ อาจจะเชยนิดหน่อย แต่เวลาไปต่างประเทศเขาก็รักผมทุกคน ไม่ได้ดูว่าเป็นจันทร์โอชา” นายกฯกล่าว

ปัดให้อำนาจครอบจักรวาล

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยกล่าวว่า การเตรียมใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวแทนกฎอัยการศึกว่า เป็นอำนาจของนายกฯที่จะออกคำสั่งแต่ไม่ใช่อำนาจครอบจักรวาลอย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์กัน เชื่อว่านายกฯจะใช้มาตรา 44 เพื่อควบคุมดูแลบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อยเท่านั้น แต่ถ้าเกิดสถานการณ์รุนแรงขึ้นต้องเพิ่มกฎหมาย เข้ามาดูแลควบคุมสถานการณ์ เมื่อรัฐธรรมนูญเสร็จนำไปสู่การเลือกตั้งก็เลิกใช้ หากกลุ่มการเมืองต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหว แต่ไม่มีการกระทำผิดก็ไม่สามารถจับกุมดำเนินคดีได้

“บิ๊กโด่ง” บอกเบากว่าอัยการศึก

ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. กล่าวว่า ในฐานะดูแลความมั่นคง อยากให้เข้าใจว่าขณะนี้สถานการณ์แม้ว่าจะดูสงบเรียบร้อย แต่บางสิ่งบางอย่างอาจไม่เรียบร้อยอยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย 1-2 เดือนที่ผ่านมายังมีผู้ไม่ปรารถนาดีก่อความไม่สงบขึ้น ยังจำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษ อย่าไปกังวลมากนัก การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 7 วัน และการนำพลเรือนที่ขัดคำสั่งคสช.ฉบับที่ 37 ขึ้นศาลทหารเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายและเพิ่มเติมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมเป็นเจ้าพนักงานกับทหาร ไม่ต้องกังวลว่าจะละเมิดสิทธิมนุษยชน เท่าที่ดูไม่มีสิ่งใดรุนแรงไปกว่าเดิม แต่มีขอบเขตการลงโทษที่ชัดเจนมากขึ้นและหลังยกเลิกกฎ อัยการศึกจะทำให้เศรษฐกิจและแรงกดดันจากต่างชาติน่าจะดีขึ้น นายกฯและรัฐบาลใคร่ครวญดีแล้ว เมื่อถามถึงสหภาพยุโรป (อียู) กังวลการใช้มาตรา 44 อาจมีผลต่อข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจจะบีบกันหรือไม่แล้วแต่จะมอง ไม่อยากให้นำมาพัวพันกัน แต่เชื่อว่าภาพรวมดีขึ้น

อ้างเยียวยาพลเรือนขึ้นศาลทหาร

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า การใช้มาตรา 44 ไม่ใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯ หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพราะแก้ปัญหาบางอย่างไม่ได้ กฎหมายทั้ง 2 ฉบับไม่ได้เตรียมไว้รองรับบางเรื่อง ไม่สามารถใช้บรรเทาความเดือดร้อนได้ ไม่ใช่จะเอามาเล่นงานใคร การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ระดับเดียวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯและ พ.ร.บ.มั่นคงฯไม่มากกว่านั้น โดยไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว มาตรการที่จะนำมาใช้ จะโยงคดีที่ไปสู่ศาลทหาร เยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนจากการขึ้นศาลทหารเดียว ก็ไปขึ้นศาลทหารที่มีอุทธรณ์ ฎีกา หากโปรดเกล้าฯยกเลิกการใช้กฎอัยการศึก คำสั่ง คสช.ใช้มาตรา 44 ก็พร้อมใช้ได้ทันที อาจต้องมีการแถลงต่อสาธารณชน และอำนาจเจ้าหน้าที่ถูกตีกรอบแน่ ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ถือเป็นดาบสองคมมีทั้งคุณและโทษ ทำเกินอำนาจหน้าที่ไม่ได้

“เทียนฉาย” นัดถกวิธียกร่าง รธน.

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 10.00 น. มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช.เป็นประธานการประชุม ก่อนเข้าวาระการประชุม นายเทียนฉายแจ้งต่อที่ประชุมว่าขอแจ้งด้วยวาจาก่อนว่าจะมีการสัมมนา สปช.เกี่ยวกับกระบวนการวิธีการยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงจะขอเชิญคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ มาพบปะพูดคุยกัน ในวันที่ 6 เม.ย. เวลา 08.30-18.00 น.ที่ห้องประชุมห้องราชนครินทร์ อาคารนครินทรศรีราชนครินทร์ สภาการพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข ส่วนรายละเอียดจะแจ้งให้สมาชิกทราบอีกครั้งหนึ่ง

สปช.–กมธ.สามัคคีไร้ความขัดแย้ง

ต่อมาช่วงบ่าย ที่โรงแรมเดอะสุโกศล นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานประชุมนิติศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 10 หัวข้อ “สปช.กับการยกร่างรัฐธรรมนูญ” ตอนหนึ่งว่า ยืนยันว่าที่ผ่านมา สปช.และ กมธ.ยกร่างฯมีความสัมพันธ์ที่ดี สมานฉันท์ต่อกัน ไม่มีพิมพ์เขียวในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนการประชุม สปช.เพื่อพิจารณาร่างแรกรัฐธรรมนูญวันที่ 20-26 เม.ย. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ในฐานะรองประธาน สปช.คนที่หนึ่ง จะไม่ทำหน้าที่ประธานการประชุม แม้ไม่มีข้อห้ามเนื่องจากไม่เหมาะสม โดยการอภิปรายแต่ละวันใช้เวลามากกว่า 12 ชั่วโมง แต่ต้องเสร็จก่อนเวลา 24.00 น. คาดว่ารัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายจะแล้วเสร็จปลาย ก.ค. ก่อนเสนอ สปช.ลงมติเห็นชอบหรือไม่เดือน ก.ย.

จากนั้นนายเทียนฉายให้สัมภาษณ์ว่าการประชุม สปช.เพื่ออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 20-26 เม.ย. ไม่สามารถขยายเวลาได้ หลังรับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 17 เม.ย. จะจัดส่งเอกสารให้สมาชิกฯไปศึกษา ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯกำชับไม่ให้นำร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างฯ มาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเกรงเกิดปัญหาความขัดแย้ง ก็อย่าเพิ่งวิจารณ์ เพราะขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกยังไม่แล้วเสร็จ

7 เม.ย. แม่น้ำห้าสายหารือเร่งงาน

ที่รัฐสภา นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) กล่าวว่า วันที่ 7 เม.ย. เวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล จะมีการประชุมแม่น้ำ 5 สาย เพื่อรายงานความคืบหน้าการทำงาน และ กมธ.ยกร่างฯจะรายงานรัฐธรรมนูญร่างแรกที่เสร็จแล้ว 100% นอกจากนี้จะหารือการเสนอกฎหมายปฏิรูป กฎหมายตามนโยบายรัฐบาล คาดว่า คสช.และรัฐบาลจะรายงานเรื่องการยกเลิกกฎอัยการศึกให้ที่ประชุมทราบ ส่วนวันที่ 6 เม.ย. จะเป็นประชุมร่วมกันระหว่างสปช.กับ กมธ.ยกร่างฯ ที่กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯจะชี้แจงและนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกที่เสร็จแล้ว พร้อมตอบข้อซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่าง สปช.กับ กมธ.ยกร่างฯที่สมาชิก สปช.ยังมีความเห็นไม่ตกผลึก

กมธ.ปรับเงื่อนไขนายกฯคนนอก

เมื่อเวลา 16.15 น. พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงการณ์ภายหลังการประชุมว่า คณะกมธ.พิจารณาปรับแก้ไข 2 ประเด็นหลักคือ 1.เรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรี ในมาตรา 182 จากเดิมจะใช้เสียง ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ทั้งหมด โดยเพิ่มเติมว่าหากผู้ได้รับเลือกเป็นนายกฯที่มาจาก ส.ส.แล้ว จะใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ทั้งหมด พร้อมทั้งเพิ่มเติมว่าหากเป็นนายกฯที่มาจากบุคคลภายนอก จะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ทั้งหมด ส่วนสาเหตุของการปรับแก้ไข เพื่อต้องการเปิดช่องในยามวิกฤติที่สภาต้องการคนนอกมาทำหน้าที่ เช่น ในเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 ที่บ้านเมืองไม่มีทางออกจนนำมาสู่การรัฐประหาร

ส.ว.ลากตั้ง 200 แบ่งเค้กเฟ้น 3 กลุ่ม

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีการปรับแก้ไขในเรื่องที่มา ส.ว. มาตรา 121 โดยกำหนดให้จำนวนวุฒิสภามี 200 คน มาจาก 3 กลุ่ม กลุ่มแรกมาจากการเลือกตั้ง 77 จังหวัด จังหวัดละ 1 คน โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการสรรหามาตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครแต่ละด้าน และคัดให้เหลือ 10 คน จาก 10 ด้าน เพื่อให้ประชาชนเลือกตั้งเหลือจังหวัดละ 1 คน โดยรายละเอียดคณะกรรมการและคุณสมบัติของผู้สมัคร จะบัญญัติในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาสัปดาห์หน้า กลุ่มที่สอง มาจากการเลือกตั้งกันเองจาก 2 ด้าน คือ อดีตข้าราชการพลเรือน ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า เป็นตำแหน่งบริหารไม่เกิน 10 คน ข้าราชการฝ่ายทหารที่ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่เลือกตั้งกันเองในแต่ละประเภท ไม่เกิน 10 คน ผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ หรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้งไม่เกิน 15 คน และจากการเลือกตั้งกันเองของผู้แทนองค์กรด้านเกษตร ด้านแรงงาน ด้านวิชาการ ด้านชุมชนและท้องถิ่น ไม่เกิน 30 คน

3 ปีแรกก๊กสรรหาพ้นวาระ 100 คน

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวอีกว่า กลุ่มที่สาม คือการสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 58 คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านการเมือง ความมั่นคง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษา การสาธารณสุข การเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ผังเมือง ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคม ชาติพันธุ์ ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม คุ้มครองผู้บริโภค ด้านเด็กและเยาวชน สตรี ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ และด้านอื่นๆ โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเช่นกัน สำหรับวาระการดำรงตำแหน่ง ส.ว. มีวาระได้ถึง 6 ปี แต่ใน 3 ปีแรก จะให้พ้นจากตำแหน่ง 100 คน โดยไม่เกี่ยวกับ ส.ว.เลือกตั้ง 77 คน ส่วนกลุ่ม ส.ว.จากการเลือกตั้งกันเอง 65 คน ให้พ้นจากตำแหน่งทั้งหมดเช่นกัน ขณะที่ ส.ว.จากการสรรหา 58 คน จะใช้วิธีจับสลากออกจากตำแหน่ง 35 คน รวมเป็น 100 คน แต่ไม่ตัดสิทธิ์ผู้ที่พ้นจากตำแหน่ง สามารถกลับมาใช้สิทธิ์ลงสมัครเป็น ส.ว.ได้อีก

อนุ กมธ.การเมืองดันยุบพรรค 3 กรณี

ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะอนุ กมธ.ปฏิรูประบบพรรคเมือง สปช. มีนายอมร วาณิชวิวัฒน์ สปช. เป็นประธานในการประชุม เพื่อหารือเกี่ยวกับการปฏิรูปพรรคการเมือง ภายหลังการประชุมนายอมรกล่าวว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปการปฏิรูปพรรคการเมืองว่า ห้ามยุบพรรคการเมืองเว้นแต่จะมีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใน 3 กรณีคือ 1.ความผิดร้ายแรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3.ความมั่นคงของชาติ โดยก่อนหน้านี้คณะอนุ กมธ.
ได้นำเสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะ กมธ.ปฏิรูปการเมืองของ สปช. และคณะ กมธ.ยกร่างฯแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณา ซึ่งคณะอนุ กมธ.เห็นว่าควรผลักดันและนำเสนอเพื่อให้ได้รับการพิจารณาอีกครั้ง

ปชป.เด้งรับปรับสัดส่วนสตรีลง ส.ส.

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะกฎหมายพรรคประชาธิปัตย กล่าวถึงกรณีที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดสัดส่วนสตรีไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ในบัญชีเลือกตั้ง ส.ส. ว่า พรรคก็ต้องปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด คือการเลือกตั้งในครั้งหน้าเราต้องส่งสตรีตามที่ถูกกำหนดไว้ โดยจะต้องจัดสัดส่วนให้ครบทั้ง 6 บัญชีใน 6 ภูมิภาค ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการเลือกตั้งและคงไม่เป็นปัญหาในการหาจำนวนสมาชิกสตรี เพราะพรรคก็มีบุคคลที่มีความรู้มากมาย เราอาจจะต้องหาตัวละครผู้หญิงเข้ามาเพิ่มขึ้นจากเครือข่ายหรือผู้ที่สนใจ ดูได้จากการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ที่ผ่านมา ผู้หญิงสนใจการเมืองมาก และคงหาสัดส่วนสตรีเพื่อลงบัญชีรายชื่อพรรคได้ไม่ยาก

ป.ป.ช.ส่ง “วิชา” แถลงเปิดคดี “บุญทรง”

อีกด้าน นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 2 เม.ย. เพื่อพิจารณาการถอดถอนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าระหว่างประเทศ กรณีมีพฤติกรรมส่อทุจริตต่อหน้าที่ในการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) นั้น ที่ประชุม ป.ป.ช.มอบหมายให้นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นตัวแทนของ ป.ป.ช.ทำหน้าที่แถลงเปิดและปิดคดีดังกล่าวต่อที่ประชุม สนช. ทั้งนี้ในการประชุมสนช.วันที่ 2 เม.ย. คงต้องดูว่าฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะยื่นขอพยานหลักฐานเพิ่มเติมหรือไม่ และที่ประชุม สนช.จะอนุญาตให้เพิ่มเติมพยานหลักฐานหรือไม่ ขณะนี้นายวิชามอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพยานหลักฐานที่มีในสำนวนของ ป.ป.ช.แล้ว

ชงสำนวนสอย 250 ส.ส.สัปดาห์หน้า

นายสรรเสริญกล่าวว่า ส่วนการส่งสำนวนคดีอดีต 250 ส.ส. กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ให้ สนช.ดำเนินการถอดถอนนั้น ล่าสุดที่ประชุม ป.ป.ช.ได้ลงนามรับรองสำนวนการถอดถอนคดีดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการทางธุรการ เพื่อส่งรายงานและสำนวนการไต่สวนคดีดังกล่าวให้ สนช.พิจารณาต่อไป ภายใน 1-2 สัปดาห์จะส่งเรื่องให้ สนช.ดำเนินการถอดถอนได้ คาดว่า อย่างเร็วภายในไม่เกินสัปดาห์นี้หรือช้าสุดไม่เกินกลางเดือน เม.ย. จะส่งเรื่องไปได้ อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้ปรับลดจำนวนอดีต ส.ส.ที่ถูกชี้มูลความผิดจากเดิม 250 คน เหลือ 249 คน เนื่องจากนายทองดี มนิสาร อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทยเสียชีวิต จึงต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบไป 1 คน

ระทึกหนุ่มน่านปีนตึกร้องทุกข์

เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิม สอนนนฐี อายุ 43 ปี ชาว จ.น่าน ได้ปีนต้นไม้ข้างรั้วทำเนียบรัฐบาล ฝั่งถนนราชดำเนินใกล้กับน้ำพุสะพานมัฆวานฯ เพื่อขึ้นไปบนดาดฟ้าตึก กองรักษาการณ์ตำรวจทำเนียบรัฐบาล ซึ่งอยู่ติดกันและสามารถปีนข้ามไปที่ดาดฟ้าได้ พร้อมกับชูป้ายข้อความว่า “ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมมีเรื่องเดือดร้อนมาร้องเรียนครับ ผมไม่ได้รับความเป็นธรรมครับ ถ้าไม่มีการโกงบ้านโกงเมือง ปัญหาทุกอย่างก็ไม่เกิดขึ้น” ทั้งนี้ ตำรวจสันติบาลเข้าเกลี้ยกล่อมให้นายเฉลิมลงมาจากดาดฟ้าตึก โดยใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง จึงยอมลงมา จากนั้นเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชน และตำรวจสันติบาลสอบถามความต้องการร้องเรียน โดนนายเฉลิมขอร้องเรียนปัญหาหนี้นอกระบบกว่า 7 แสนบาท เจ้าหน้าที่จึงประสานกระทรวงการคลังและธนาคารออมสินไปดูแล

พีมูฟร้องถอน ก.ม.ชุมนุมสาธารณะ

เมื่อเวลา 14.15 น. ที่รัฐสภา ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟ นำโดยนายจำนง หนูพันธ์ ยื่นหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านนางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สนช. เพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ...โดยนายจำนงกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวขัดหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ สิทธิทางการเมือง มีเนื้อหาลิดรอนการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงขอคัดค้านและขอเรียกร้องให้ประธาน สนช.ยุติและถอนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกจาก สนช.ทันที

ยื่นสอบ สนช.ดันมหาลัยนอกระบบ

ช่วงบ่าย ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เครือข่าย ประชาชนปกป้องประเทศ นำโดย พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้พิจารณาตรวจสอบจริยธรรมสมาชิก สนช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) และอธิการบดี กรณีเสนอผ่าน พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ 5 แห่ง พบว่าบางแห่งอธิการบดีของ มหาวิทยาลัยเป็น สนช.อยู่ เช่น นายวุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น โดย พ.ท.พญ.กมลพรรณกล่าวว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยจะสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยของตัวเองให้ออกนอกระบบ เข้าข่ายเป็นข้าราชการพลเรือนใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ตนเอง เสนอกฎหมายเพิ่มเงินเดือนและค่าตอบแทนให้ตนและพวกพ้อง ถือว่าผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการการเมืองหรือไม่

จำหน่ายคดี “สนธิ” หมิ่นฯ “นพดล”

ที่ห้องพิจารณาคดี 808 ศาลอาญา ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ เป็นโจทก์ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในฐานะผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี กับพวก ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-8 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา กรณีเมื่อวันที่ 19 ม.ค.50 นายสนธิจัดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” กล่าวทำนองว่านายนพดลเป็นคนทรยศต่อทุนหลวง ทำให้โจทก์เสื่อมเสีย คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกนายสนธิ 6 เดือน ปรับบริษัทไทยเดย์ฯ และบริษัทแมเนเจอร์ฯ จำเลยที่ 2 และที่ 6 คนละ 20,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุก 3 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยอื่นให้ยกฟ้อง ต่อมาโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีนี้นายนพดลยื่นถอนฟ้องระหว่างฎีกาและสอบถามฝ่ายจำเลยแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ด้านนายสนธิกล่าวว่า คดีนี้โจทก์ยื่นถอนฟ้องคดีจึงสิ้นสุด ไม่ทราบสาเหตุที่ถอนฟ้อง

“ปู” คึกคักแจกลายเซ็นแฟนหนังสือ

วันเดียวกัน เวลา 13.30 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายก-รัฐมนตรี เดินทางมาร่วมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และไปยังบูธมติชน เพื่อแจกลายเซ็นให้ประชาชนที่มาซื้อหนังสือ “คิดอย่างยิ่งลักษณ์” และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย” สร้างความสนใจให้ประชาชนที่เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก โดยมีประชาชนเข้าคิวต่อแถวขอลายเซ็นและร่วมถ่ายรูปด้วยเป็นจำนวนมาก สำหรับเนื้อหาของหนังสือ “คิดอย่างยิ่งลักษณ์” เป็นการรวบรวมหลักคิด หลักบริหาร ตั้งแต่เริ่มฝึกงานบริษัทในเครือชินวัตรจนเติบโตขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของเอไอเอส นอกจากนี้ยังรวบรวมผลงานระหว่างเป็นนายกฯ ช่วงปี 2554-2556 ส่วนหนังสือ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย” เป็นการรวบรวมภาพถ่ายการทำงาน ตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง เป็นนายกฯและก้าวลงจากตำแหน่งนายกฯ

บ่นเสียดายไม่ได้ทำงานต่อเนื่อง

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ว่า หนังสือทำออกมา 2 เล่ม เล่มแรกเป็นรูปภาพตั้งแต่สมัยเป็นนักธุรกิจ กระทั่งเป็นนักการเมือง อยากบอกเล่าเรื่องราวเก็บภาพเป็นที่ระลึก พร้อมส่งกำลังใจให้ประชาชน ขณะที่หนังสือ “คิดอย่างยิ่งลักษณ์” จะเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ทำมาทั้งภาคธุรกิจ การกุศล สังคม และการเมือง อยากแชร์ประสบการณ์ให้ประชาชน ยิ่งแชร์มากเท่าไรจะเป็นประโยชน์และให้ข้อคิดคนอ่าน ดีใจที่มีหนังสือของตัวเอง มีหลายอย่างอยากบอกอยากเล่า พูดวันเดียวไม่หมด จึงเขียนหนังสือเป็นสิ่งที่จดจำได้ ทั้งนี้เสียดายโอกาสที่ไม่ได้ทำงานต่อเนื่อง หากได้ทำจะสานต่อการทำงานให้รัฐบาลชุดต่อไปได้ ส่วนรัฐบาลชุดนี้จะดำเนินงานตามที่รัฐบาลชุดเก่าทำไว้หรือไม่ ขึ้นกับรัฐบาลนี้จะตัดสินใจ ตนรักงาน รักประชาชน เป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือด จากที่ได้ใกล้ชิดประชาชนเป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้ ขณะนี้ตนออกกำลังกาย ให้เวลาตัวเองและลูกมากขึ้น ชดเชยช่วงเวลาที่ผ่านมา

“วิลาศ” จี้ “ชายหมู” ทบทวนตัวเอง

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ใช้คำพูดไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมว่า คำพูดที่ไล่คนกรุงไปอยู่บนดอยสะเทือนใจคนที่เดือนร้อน แม้แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์ยังตกใจ เมื่อผิดแล้วควรจะออกมาขอโทษ เป็นผู้ว่าฯ กทม. มา 6 ปีแล้ว ควรจะสำรวจตัวเองบ้างว่าจะเป็นผู้ว่าฯ ต่อไปได้อีกหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นกระทบพรรคประชาธิปัตย์ด้วย เวลาคนในพรรคเดินไปทางไหนก็ไม่มีใครชม จนหัวหน้าพรรคต้องออกมาขอโทษแทน ยอมรับว่าคำพูดของผู้ว่าฯ กทม.ทำให้ฐานพรรคประชาธิปัตย์ลดลง จึงต้องอธิบายกับคน กทม. เชื่อว่าประชาชนเข้าใจว่าเป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่ใช่พรรค

โปรดเกล้าฯเลิกใช้อัยการศึก

เมื่อเวลา 21.35 น. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่ทรงมีพระราชดำริว่า ตามที่ได้มีประกาศกองทัพบก ฉบับที่ 1/2557 เรื่อง การประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก ลงวันที่ 20 พ.ค.2557 ให้ใช้กฎอัยการศึก ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค.2557 เวลา 03.00 น. และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 2/2557 เรื่อง การประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 22 พ.ค.2557 ให้ใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2557 เวลา 16.30 น.เป็นต้นมานั้น บัดนี้ สถานการณ์หมดความจำเป็นที่จะต้องใช้กฎอัยการศึกตามประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2557 จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เลิกใช้กฎอัยการศึกตามประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อการประกาศใช้กฎอัยการศึกที่มีผลใช้บังคับอยู่ในวันที่ 19 พ.ค.2557 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 1 เม.ย.2558 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ให้ทหารจับกุม-ตรวจค้น-ยึดทรัพย์

ต่อมาเวลา 21.35 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เผยแพร่ประกาศคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ สาระสำคัญระบุว่า ตามที่มีพระบรมราชโองการยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรแล้ว จึงเห็นสมควรดำเนินการป้องกันการกระทำที่เป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว มีคำสั่งให้ทหาร ที่มียศตั้งแต่ร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรีขึ้นไป เป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยและข้าราชการทหารที่มียศต่ำกว่าร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรี เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ในการรักษาความสงบเรียบร้อยป้องกันการกระทำผิดต่อไปนี้ คือความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 107-112 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ความผิดอันฝ่าฝืนคำสั่งของ คสช.หรือหัวหน้า คสช. โดยให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย มีอำนาจหน้าที่ออกคำสั่งเรียกบุคคลมารายงานตัว ให้ถ้อยคำ หรือส่งมอบเอกสารการกระทำความผิด จับกุมตัวบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งหน้า ช่วยเหลือ สนับสนุน ช่วยเหลือหรือเข้าร่วมในการสอบสวนกับพนักงานสอบสวน โดยถือเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใดๆเพื่อตรวจค้นรวมทั้งค้นบุคคลหรือยานพาหนะใดๆ ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ค้นพบ

สั่งปิดสื่อ-ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน

กรณีจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนให้ยุติลงโดยเร็ว หรือป้องกันมิให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น ให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอำนาจออกคำสั่งห้ามนำเสนอข่าว การจัดจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทั้งนี้ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานฯ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดต่อสู้หรือขัดขวาง มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. หรือผู้ได้รับมอบหมาย หากผู้กระทำความผิดสมัครใจเข้ารับการอบรมจากเจ้าพนักงานฯ ไม่เกิน 7 วันและเจ้าพนักงานฯ สมควรปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไข ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามมาตรา 37 แห่ง ป.วิอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2529

การกระทำตามคำสั่งนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมาย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง โดยเจ้าพนักงานตลอดถึงผู้ช่วยเจ้าพนักงานที่กระทำการไปตามหน้าที่โดยสุจริตหรือไม่เกินกว่าเหตุได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

มะกันยังห่วงปกป้องเสรีภาพในไทย

เมื่อเวลา 22.32 น. ตามเวลาในไทย สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า ผู้แทนกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงว่า พวกเรายินดีและตอบรับการยกเลิกกฎอัยการศึก แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกเป็นห่วงว่าการมุ่งดำเนินการเพื่อรักษาความมั่นคงไว้จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ อย่างเช่น การปกป้องเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสันติ และว่าพวกเราจะยินดีตอบรับการฟื้นคืนอิสรภาพของพลเรือนในไทยอย่างแท้จริงและสมบูรณ์

โปรดเกล้าฯยกเลิกใช้กฎอัยการศึกแล้ว “ประยุทธ์” เซ็นคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 บังคับใช้แทนทันที ตั้งทหารเป็นเจ้าพนักงานและผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย 2 เม.ย. 2558 06:02 2 เม.ย. 2558 06:05 ไทยรัฐ