วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เมื่อแอพแชตครองโลก

เมื่อแอพแชตครองโลก

โดย มาร์ค Blognone
2 เม.ย. 2558 05:30 น.
  • Share:

ข่าวไอทีที่น่าจับตาในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คือเฟซบุ๊กออกมาประกาศผลักดันแอพแชต Facebook Messenger ของตัวเอง จากการเอาไว้แชตคุยกันเฉยๆ เปลี่ยนมาเป็น “แพลตฟอร์ม” ให้แอพและบริการอื่นๆ มาต่อยอดได้

อธิบายเป็นคำพูดอาจยากหน่อย ยกตัวอย่างง่ายกว่าครับ

แอพแชตที่ได้รับความนิยมสูงสุดในบ้านเราคือ LINE ซึ่งเดิมทีนั้น LINE เอาไว้คุยกันได้อย่างเดียว แต่ภายหลังก็งอกความสามารถมาเพิ่มเรื่อย เช่น ใส่รูปได้ ใส่วิดีโอได้ ใส่พิกัดได้ ส่งสติกเกอร์หากันได้ มีร้านขายสติกเกอร์ เปิดให้คนมาขายสติกเกอร์ได้ รวมไปถึงเล่นเกมร่วมกันระหว่างเพื่อนๆ ได้

ความสามารถพวกนี้ล่ะครับที่เรียกว่า “แพลตฟอร์ม” นั่นคือ LINE ทำตัวเป็นคนกลาง แล้วเปิดให้บริษัทหรือผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาให้บริการผู้ใช้ LINE อีกทีหนึ่ง (โดย LINE ฟันค่าต๋ง) เช่น เข้ามาทำสติกเกอร์ขาย หรือเข้ามาทำเกมให้คนเล่นจนติด แล้วยอมซื้อของภายในเกมอีกทอดหนึ่ง

เดิมที เราใช้คำว่า “แพลตฟอร์ม” สำหรับระบบปฏิบัติการ ตัวอย่างที่ชัดๆ คือ iOS ของแอปเปิล หรือ Android ของกูเกิล ที่เปิดให้คนเข้ามาสร้างแอพขายได้ โดยแอปเปิล-กูเกิลทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างคนทำแอพกับลูกค้า และหักค่าใช้จ่ายบางส่วนเป็นค่าดำเนินการ

แนวคิดของการสร้าง “แพลตฟอร์ม” คือทำยังไงก็ได้ให้คนเข้ามาใช้เยอะๆ ครับ ยิ่งเยอะยิ่งดี ถ้าแพลตฟอร์มดึงดูดผู้ใช้เยอะ มีศักยภาพทางธุรกิจสูง ผู้สร้างแอพหรือบริการรายอื่นๆ จะวิ่งเข้ามาหาเอง ผลคือเจ้าของแพลตฟอร์มไม่ต้องลงมือทำแอพเองทั้งหมด ทำระบบแจกจ่ายให้ดีก็พอ แล้วคิดเงินจากค่าธรรมเนียมสบายๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเยอะ

ถ้าแพลตฟอร์มคนใช้เยอะจริง คนที่ใช้มีกำลังจ่ายจริง โอกาสทำเงินตรงนี้มหาศาลมาก ถ้าลองดูสถิติที่เปิดเผย แอปเปิลระบุว่าปี 2014 แค่ปีเดียว แอปเปิลจ่ายเงินให้นักพัฒนาแอพไปแล้วทั้งสิ้น 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท (นี่ยังไม่รวมที่แอปเปิลหักค่าธรรมเนียมไปอีกส่วนหนึ่ง ถือเป็นรายได้ของแอปเปิลบริษัทเดียว)

แบบนี้จะไม่ให้รวยได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มใหม่ของตลาดไอทีคือการเป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการอาจไม่ใช่ “แพลตฟอร์ม” อย่างเดียวเสมอไป เพราะแอพแชตที่เราคุ้นเคยกันก็เริ่มทำตัวเป็นแพลตฟอร์มบ้างแล้ว

เหตุผลที่แอพแชตทำตัวเป็นแพลตฟอร์มก็เพราะมนุษย์โลกยุคปัจจุบันนี้ติดแชตกันมาก วันหนึ่งๆ ที่เปิดมือถือขึ้นมา อาจอยู่กับแอพแชตนานที่สุด นานกว่าแอพตัวอื่นๆ หลายเท่าตัว (พวกแชตมันทั้งวัน น่าจะเห็นภาพกันนะครับ)

ตรงนี้คือโอกาสธุรกิจชั้นเลิศ

แอพแชตเกือบทุกตัวในโลกให้บริการฟรี เป้าหมายเพื่อดึงให้คนเข้ามาใช้เยอะๆ พอผู้ใช้เพิ่มมาสักคนก็ต้องชวนเพื่อนมาคุยต่อกันไปเรื่อยๆ ช่วยเพิ่มฐานผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง

แต่การทำแอพเป็นธุรกิจ จะให้บริการฟรีอย่างเดียวแล้วกินตัวเลขแทนข้าวก็คงจะไม่ได้ บริษัทผู้สร้างแอพแชตเหล่านี้จึงต้องทำตัวเป็นแพลตฟอร์ม นำฐานผู้ใช้จำนวนมหาศาลเหล่านี้แปรเปลี่ยนเป็นรายได้นั่นเอง

บริษัทที่เป็นผู้นำในเรื่องนี้คือแอพแชตฝั่งเอเชีย LINE และ WeChat

กรณีของ LINE ที่ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากสติกเกอร์และบัญชี Official คงไม่ต้องอธิบายกันเยอะเพราะคนไทยคุ้นเคยกันดี ส่วน WeChat มีระบบสติกเกอร์แบบเดียวกัน แต่ที่แตกต่างออกไปคือการเชื่อมโยงกับบริการอื่นๆ เช่น ขายของ เรียกแท็กซี่ โอนเงิน ฯลฯ ซึ่งก็ทำรายได้ดีไม่แพ้กัน

เมื่อแอพฝั่งเอเชียมาแรง แอพจากโลกตะวันตกจึงต้องปรับตัวตามบ้าง ช่วงหลังเราจึงเห็น Facebook Messenger มีระบบสติกเกอร์เพิ่มเข้ามาแบบเดียวกัน และล่าสุดคือประกาศทำตัวเป็นแพลตฟอร์ม เปิดโอกาสให้แอพมือถืออื่นๆ เช่น แอพทำรูปภาพตลกๆ สามารถส่งภาพจากแอพเข้ามาในระบบของ Messenger ได้ หรือ เปิดให้เว็บขายของออนไลน์ทั้งหลายสามารถสื่อสารกับลูกค้าที่สั่งของได้ทาง Messenger เช่น การส่งใบเสร็จหรือข้อมูลสถานการส่งสินค้า เป็นต้น

Facebook บอกว่าตัวเองมีฐานผู้ใช้งาน Messenger ถึง 500 ล้านคน และถ้านับรวมกับ WhatsApp ที่ซื้อกิจการมา (แต่ยังบริหารแยกกัน) ก็มีฐานผู้ใช้อีก 700 ล้านคน

นอกจากแอพชื่อดังเหล่านี้แล้ว โลกของเรายังมีแอพแชตเฉพาะทางอีกจำนวนมหาศาล เช่น วัยรุ่นฝรั่งนิยมใช้ Snapchat ส่งภาพหากัน, ผู้ชุมนุมในฮ่องกงใช้แอพ FireChat ส่งข้อความระหว่างประท้วงโดยไม่ต้องพึ่งพาเครือข่ายอินเทอร์เน็ต, กลุ่มนักธุรกิจยังใช้ BBM ของค่าย BlackBerry เพราะมั่นใจในความปลอดภัย หรือคนแถบเอเชียใต้อาจนิยมแอพ Viber เป็นต้น

นิตยสาร Economist เพิ่งให้มุมมองว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ แอพแชตมีแต่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และแอพแชตส่วนใหญ่ก็ทำงานได้บนระบบปฏิบัติการหลายตัว ดังนั้นไม่ว่าเราจะใช้มือถือจากค่ายไหน เราก็สามารถแชตคุยกับเพื่อนได้หมด และเมื่อเวลาส่วนใหญ่ของเราอยู่ในแอพแชต

นั่นแปลว่าอิทธิพลของแอพแชตเหล่านี้อาจเยอะกว่าตัวระบบปฏิบัติการด้วยซ้ำ เพราะผู้ใช้ไม่สนใจว่าใช้มือถือค่ายไหน แต่สนใจว่าจะคุยกับเพื่อนผ่าน “แพลตฟอร์ม” แชตตัวไหนนั่นเอง

มาร์ค Blognone

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้