วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เจ้าฟ้าหญิงแห่งปวงชนชาวไทย ผู้อุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขประชาชน

เจ้าฟ้าหญิงแห่งปวงชนชาวไทย ผู้อุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขประชาชน

  • Share:

พระอัจฉริยภาพและพระจริยวัตรอันงดงามใน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ประชาชนชาวไทยมาช้านาน ทรงเป็นแบบอย่างดีเยี่ยมในทุกด้าน ทั้งความใฝ่รู้ใฝ่เรียน คุณธรรมจริยธรรม พระวิริยอุตสาหะในการทรงงาน ตลอดจนพระปณิธานแน่วแน่ในการช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจหนักอึ้งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมกับที่ทรงได้รับการยกย่องเป็น “เจ้าฟ้าหญิงแห่งปวงชนชาวไทย” ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งประเทศ

ความเป็น “เจ้าฟ้านักพัฒนา” ได้รับการปลูกฝังจากการทรงดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในการช่วยเหลือพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยทรงถือเป็นหน้าที่สำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่จะต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น

ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ข้าราชการสำนักงานเลขานุการ กปร. เมื่อปี 2528 ตอนหนึ่งว่า “เพราะตั้งแต่เกิดมาจำความได้ ก็เห็นทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงคิดหาวิธีต่างๆที่จะยกฐานะความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น เมื่อโตขึ้นมา พอมีแรงทำอะไรได้ ก็ทำไปอย่างอัตโนมัติ โดยทำตามพระราชกระแส หรือทำตามแนวพระราชดำริ การช่วยเหลือประชาชนเป็นหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องทำเป็นประจำอยู่แล้ว...ขณะที่การออกไปพัฒนานั้นเป็นเรื่องสนุก เป็นการท้าทายสติปัญญาว่าถ้ามีโจทย์คือปัญหา และอุปสรรคต่างๆ ก็ต้องพยายามหาข้อเฉลย คือวิธีแก้ปัญหา การแก้ปัญหา ซึ่งบางครั้งกินเวลานานกว่าจะคิดออก”

ในการทรงงานเพื่อพัฒนาประเทศ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงยึดแนวทางการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว เป็นหลัก คือเน้นความเรียบง่าย และสอดคล้องกับสภาพสังคมนั้น จากการที่ได้ตามเสด็จฯไปทรงเยี่ยมเยือนราษฎร และทรงงานในทุกภูมิภาคของประเทศด้วยพระองค์เอง ทำให้ทรงรับทราบถึงสภาพปัญหาอย่างแท้จริง มีแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งหากเรื่องใดที่พระองค์ไม่ทรงทราบ ก็จะทรงสอบถามกับผู้ที่อยู่ในพื้นที่จริง หรือกับนักวิชาการที่มีความชำนาญในเรื่องนั้นๆ แม้กระทั่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทำการทดลองในโครงการส่วนพระองค์ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา และช่วยเหลือให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น

ขณะเดียวกัน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงพระปรีชาด้านอักษรศาสตร์มาก ทรงศึกษาภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศส และภาษาอังกฤษอย่างแตกฉาน นอกจากนี้ ยังทรงพระปรีชาด้านภาษาบาลีสันสกฤต เขมร และเยอรมัน ทรงถือเป็น “นักอักษรศาสตร์ผู้รอบรู้” ได้ทรงพระราชนิพนธ์ร้อยกรองภาษาไทยไว้มากมายกว่าร้อยบท ตลอดจนร้อยแก้ว ทั้งในรูปบทความและหนังสืออีกนับร้อยเรื่อง หลายเล่มพระราชทานให้วางจำหน่ายเพื่อนำเงินมาให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการประพันธ์ตั้งแต่ทรงเป็นนักเรียนโรงเรียนจิตรลดา โดยพระราชนิพนธ์ร้อยกรองในระยะแรกเป็นกวีนิพนธ์บทสั้นๆที่เป็นแบบฝึกหัดระหว่างทรงศึกษา ทั้งนี้ พระปรีชาด้านอักษรศาสตร์พัฒนายิ่งๆขึ้นตามความวิริยะ และทรงหมั่นฝึกฝน จนพัฒนาสู่กวีนิพนธ์ขนาดยาว ที่ความงดงามวิจิตรด้านวรรณศิลป์ นอกจากนี้ ยังทรงพระราชนิพนธ์สารคดีเกี่ยวกับการเสด็จฯเยือนต่างประเทศไว้ 50 กว่าเรื่อง โดยมักจะทรงแทรกพระอารมณ์ขันเป็นระยะ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เคยรับสั่งกับพระสหายใกล้ชิดว่า โปรดอาชีพสองอย่างคือ นักเขียน และครู แต่ถ้าหากต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ทรงเลือกที่จะเป็นครู ด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยความรักความเมตตาต่อเยาวชนไทย ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ทรงได้รับการยกย่องให้เป็นนักการศึกษาผู้เปี่ยมอัจฉริยญาณ ทรงมีรับสั่งเสมอว่า การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคน โดยไม่เลือกเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ หรือศาสนา โครงการแรกที่ทรงริเริ่มไว้หลังสำเร็จการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยคือ โครงการอาหารกลางวัน ผักสวนครัว ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 3 แห่ง เป็นการสอนให้นักเรียนทำการเกษตรเพื่อนำมาประกอบเป็นอาหารกลางวัน ทรงมีพระราชดำริว่า ถ้านักเรียนรู้จักวิธีผลิตอาหารเอง จะทำให้พวกเขามีอาหารกินไปตลอดชีวิต ย่อมดีกว่าการนำอาหารไปแจก ต่อมาโครงการดังกล่าวได้ขยายเป็นโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ครอบคลุมกว่า 700 โรงเรียนในถิ่นกันดารห่างไกลทั่วประเทศ และมีขอบข่ายการพัฒนาครบทุกด้าน ทั้งการศึกษา สุขภาพอนามัย สาธารณสุข วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม และงานอาชีพ อีกทั้งยังทรงริเริ่มการทรงงานในโครงการต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม และทรงดูแลติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด จนได้รับการยกย่องจากหลายองค์การระดับนานาชาติให้ทรงเป็นผู้นำและผู้รู้จริงจากการปฏิบัติในการพัฒนาการศึกษาให้ถ้วนทั่วแก่ทุกกลุ่มชนในถิ่นทุรกันดารและผู้ด้อยโอกาส สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การยูเนสโกที่รณรงค์เรื่องการศึกษาเพื่อทุกคน

ขณะเดียวกัน ได้ทรงแสดงบทบาทในฐานะ “ทูลกระหม่อมอาจารย์” ของนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า มาอย่างต่อเนื่อง โดยทรงเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ากว่า 3 ทศวรรษแล้ว ทรงเตรียมการสอนอย่างดี และทรงพัฒนาการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับนักเรียนนายร้อย เพื่อให้สามารถนำความรู้ที่ร่ำเรียนมาไปเกื้อหนุนการงานต่อไปในอนาคต ไม่เพียงเท่านี้ ยังทรงเป็น “นักมานุษยวิทยา” ผู้สนพระราชหฤทัยในความหลากหลายของวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และวัฒนธรรม อันเป็นที่มาของบทพระราชนิพนธ์มากมายเกี่ยวกับชนเผ่าต่างๆทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อีกหนึ่งบทบาทที่น่ายกย่องของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คือ ความเป็น “นักธรรม-ชาติวิทยา” ที่ทรงรอบรู้ถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งด้านพฤกษศาสตร์ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ทรงเป็นนักวิชาการด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ เทคโนโลยีชีวภาพ วัสดุศาสตร์ การจัดการทรัพยากรดินและน้ำ ตลอดจนการทำแผนที่ ซึ่งศาสตร์หลากหลายแขนงเหล่านี้ ทรงได้เรียนรู้มาตั้งแต่เมื่อครั้งตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ออกเยือนประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรในถิ่นห่างไกลความเจริญ

“ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค” บันทึกไว้ในหนังสือ “ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงสิรินธรฯ โปรดธรรมชาติและงานประพันธ์” เพื่อสะท้อนถึงความเป็นนักธรรม-ชาติวิทยาของพระองค์ ความตอนหนึ่งว่า พระนิสัยที่ดีเด่นของทูลกระหม่อมฟ้าหญิงสิรินธรฯคือ การโปรดธรรมชาติและการศึกษาธรรมชาติวิทยา ทุกคราวที่ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระราชชนนี เข้าป่า หรือปีนเขา ทูลกระหม่อมจะทรงพระสำราญมาก ทุกครั้งที่เสด็จเข้าป่าทรงเห็นความสวยสดงดงามของธรรมชาติทั่วไปหมด สนพระทัยซักถามสมเด็จ พระราชชนนีอยู่ไม่ขาดพระโอษฐ์ นอกจากนี้ ยังโปรดเก็บดอกไม้ป่าต่างๆ เช่น ดอกท้อ มาปักแจกันถวายสมเด็จพระราชชนนี หรือทรงแต่งกลอนสด ชมธรรมชาติ ผิดๆถูกๆตามประสาเด็ก แต่ก็ย่อมแสดงให้เห็นพระอัจฉริยภาพภายภาคหน้าของพระองค์ ขณะที่ทรงมีพระชนมายุเพียง 11 พรรษา

อีกหนึ่งบทบาทที่น่ากล่าวขานถึงคือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงทำหน้าที่ “นักการทูตผู้สานสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ” พระองค์เสด็จฯเยือนต่างประเทศครั้งแรกเมื่อมีพระชนมายุเพียง 5 พรรษา ในการโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการยาวนานถึง 7 เดือนเต็ม โดยจุดหมายปลายทางคือสหรัฐอเมริกาและ 13 ประเทศในยุโรป เมื่อครั้นมีพระชนมายุ 11 พรรษา ก็ได้ตามเสด็จฯเยือนต่างประเทศอีกครั้ง ในการเสด็จฯเยือนสหราชอาณาจักรเป็นการส่วนพระองค์ และเมื่อทรงเจริญพระชนมายุขึ้น ทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแล้ว ทรงได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เสด็จฯเยือนรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เป็นครั้งแรก เพื่อทอดพระเนตรศูนย์ศิลปหัตถกรรมพื้นเมืองและโรงงานผ้าบาติก ในปีเดียวกันยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จฯแทนพระองค์ไปทรงร่วมพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระเจ้ากุสตาฟที่ 6 อดอล์ฟ ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน การเสด็จฯเยือนต่างแดนของพระองค์ นอกจากจะเป็นการทรงงานเพื่อเสริมสร้างสัมพันธไมตรีและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศแล้ว ยังเป็นโอกาสที่จะได้ทอดพระเนตรกิจการด้านต่างๆ ชีวิตความเป็นอยู่ สังคม วัฒนธรรม ความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีในแต่ละประเทศ ได้ทรงพบปะบุคคลสำคัญระดับโลกมากมาย และมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำประเทศ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อนำมาปรับใช้ในการทรงงานพัฒนาประเทศไทย

การพัฒนาประชาชนให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งตัวเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญ นับเป็นอีกหนึ่งพระราชภารกิจ ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงอุทิศพระองค์เพื่อตามรอยเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า...“ในท้องที่ห่างไกลการคมนาคมนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นให้ประชาชนสามารถยืนอยู่ได้เอง โดยพึ่งปัจจัยภายนอกน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องข้าว ทุกๆคนต้องกินข้าว เราต้องทำทุกวิถีทางให้เกษตรกรมีข้าวพอกิน และมีงานอาชีพในการผลิตสิ่งต่างๆที่แน่ใจว่าจะขายได้ เพื่อให้ได้เงินมาซื้อของจำเป็นที่เราผลิตเองไม่ได้ นอกจากนั้น จะต้องให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยดี ช่วยรักษาพยาบาลอุปการะผู้เจ็บป่วย ต้องช่วยให้มีโอกาสได้เข้ารับการศึกษา มีความรู้อย่างน้อยให้อ่านออกเขียนได้ สามารถอ่านเอกสารของทางราชการเพื่อรับความรู้ทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ...การรู้หนังสือเป็นความจำเป็นสำหรับทุกชาติที่กำลังพัฒนา ตลอดจนเป็นกิจกรรมที่ต้องร่วมมือกันส่งเสริมให้บรรลุผลให้ได้ ถ้าปราศจากพื้นฐานการรู้หนังสือของประชาชนในประเทศแล้วความพยายามในการดำเนินการพัฒนาคงไร้ผล การรู้หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการที่จะนำไปสู่จุดมุ่งหมายอันสูงสุด...”

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในวันที่ 2 เมษายน ศกนี้ ขอน้อมเกล้าฯถวายพระพรให้ทรงพระเกษมสำราญ และทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้