วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


NEW CAR OF THE MONTH

ยอดขายยอดจองในงานบางกอกมอเตอร์โชว์ยังคงออกมาในแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่พุ่งกระฉูดเหมือนทุกปี เนื่องจากผู้คนทั่วไปยังคงระมัดระวังในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยเงินทอง สภาพเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาต่อเนื่องยาวนานได้ส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยโดยตรงและไม่มีทิศทางว่าจะดีขึ้นในเร็ววัน สำหรับงานมอเตอร์โชว์ที่เมืองทองนั้น ผ่านไปครึ่งทางยอดจองอัพเดตถึงวันที่ 30 มี.ค. มีกว่า 15,000 คัน โดยเรียงลำดับกันดังต่อไปนี้
อันดับ 1: Toyota
อันดับ 2: Mazda
อันดับ 3: Honda
อันดับ 4: Isuzu
อันดับ 5: Ford
อ้นดับ 6: Nissan
อันดับ 7: Mitsubishi
อันดับ 8: Chevrolet
อันดับ 9: Suzuki
อันดับ 10: MG

FERRARI 488 GTB
ในที่สุด ม้าลำพองก็หันมาคบหากับเทอร์โบ เป็นการอัพเกรดเครื่องยนต์ V8 ให้สามารถคายมลพิษได้ตามมาตรฐานใหม่ของยุโรปรวมถึงยังคงความแรงและสมรรถนะของการวิ่งด้วยกลไกใหม่ที่เสริมเข้ามา ระบบควบคุมต่างๆ ทำให้ 488 GTB เป็นรถที่ควบคุมง่ายแม้เจ้าของจะไม่มีฝีมือในการควบคุมรถสปอร์ตที่มีเรี่ยวแรงมากถึง 600 กว่าแรงม้า ขุมกำลังใหม่ที่ยกเข้ามาประจำการใน Ferrari 488 GTB คือ เครื่องยนต์ V8 3902 cc ให้กำลัง 670 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 760 นิวตันเมตร เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 3.0 วินาที 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 8.2 วินาที ความเร็วปลายคันเร่งของ Ferrari 488 GTB อยู่ที่ 330 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า Lamborghini Huracan เกิดจากระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบที่แฟน Ferrari บางคนไม่ชอบ สื่อมวลชนบางสำนักถึงกับแสดงความเห็นไปในทางลบกับการหันมาคบหาเทอร์โบ ซึ่งอาจทำให้ Ferrari สูญเสียเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตเครื่องยนต์หายใจด้วยตัวเอง โดยไม่พึ่งพาระบบอัดอากาศเหมือนเครื่องยนต์ของ Lamborghini Huracan

ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบคลัตช์สองชุดมี 7 อัตราทดเหมือนเดิม แต่ถูกปรับการทดกำลังให้ครอบคลุมและต่อเนื่องกับการทำงานของเครื่องยนต์ตัวใหม่ใส่เทอร์โบ ระบบท่อระบายไอเสียก็ยังถูกปรับแต่งให้ซุ่มเสียงของ Ferrari 488 GTB มีเสียงที่เร้าใจในทุกรอบความเร็ว ตั้งแต่การจอดเดินเบาไปจนถึงรอบสูงสุดขณะถูกอัดเต็มกำลังในสนามแข่ง ระบบควบคุมการทรงตัว F4 Trac และ E-Diff รับหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของ 488 GTB ไม่ให้เสียอาการโดยประคับประคองแทรกแซงเข้ามาลดรอบเครื่องยนต์หรือสั่งเบรกในแต่ละล้อได้อย่างฉับพลัน ระบบอากาศพลศาสตร์ใหม่หมดทั้งท่อดักลมหลังบานประตูที่ใหญ่มากขึ้น สปอยเลอร์หน้าที่สร้างแรงกดได้ดีขึ้นกับความพลิ้วไหวของทรวดทรงองค์เอวที่งดงามสมส่วน คาดว่า Ferrari 488 TGB จะออกขายในช่วงฤดูร้อนของยุโรป ซึ่งจะกลายเป็นม้าลำพองอีกรุ่นที่สามารถกำราบ Lamborghini Huracan แบบอยู่หมัดด้วยเครื่องเทอร์โบที่แรงสะใจ

MERCEDES BENZ S-CLASS S500 PLUG IN HYBRID
เมื่อความหรูกับความประหยัดมาพร้อมกันในยนตรกรรมตราดาว ท่ามกลางเทคโนโลยีของการประหยัดพลังงานแต่ก็ยังคงหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้กระแสไฟฟ้าอยู่ดี นี่คือ S-Class รุ่นเสียบปลั๊กชาร์จไฟบ้านได้ ตัวถัง W222 ของ S500 Plug In Hybrid ยังคงสื่อให้เห็นถึงการเคลื่อนที่อย่างหรูหราสะดวกสบายในรถยนต์สำหรับคนมีเงิน ค่าการปล่อยมลพิษต่ำพอๆ กับดรายเป่าผม แถมยังประหยัดเชื้อเพลิงจากความสามารถของมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบ Hybrid เครื่องยนต์แบบ V6 เทอร์โบคู่และตัวช่วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังมากถึง 85 กิโลวัตต์ (114 แรงม้า) มอบแรงบิด 340 นิวตันเมตร ตราบเท่าที่ยังมีกระแสไฟในแบตเตอรี่เหลือพอ เมื่อเครื่องยนต์และมอเตอร์ประสานการทำงาน ทำให้ S500Plug In Hybrid มีเรี่ยวแรง 442 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.2 วินาที ทั้งๆ ที่ตัวหนักน้องๆ ช้างที่ 2.2 ตัน โดยมีความเร็วปลายคันเร่งที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามกฎหมายของเยอรมนี


Mercedes Benz S-Class S500 Plug In Hybrid วางระบบส่งกำลังโดยใช้เกียร์ 7G Tronic Plus มายัดมอเตอร์เอาไว้ภายใน มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดกำลัง 85kw ขั้นกลางระหว่างบล็อคเครื่อง V6 และกระปุกเกียร์ แบ่งโหมดการขับเคลื่อนออกมาเป็น 4 โหมด ซึ่งส่วนใหญ่ถูกเน้นไปที่สมรรถนะและความประหยัด แบตเตอรี่ลิเธี่ยมไฮดราย สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟบ้านได้ โดยจะใช้เวลาชาร์จประมาณ 3-4 ชั่วโมง สำหรับการชาร์จไฟแบบเร็วตามสถานีชาร์จไฟที่มีอยู่มากมายในยุโรป เจ้าเรือธงไฟฟ้าตราดาวคันนี้จะใช้เวลาชาร์จกระแสไฟจนเต็มแบตฯ แค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น กาแฟยังไม่ทันเย็นไฟก็ถูกชาร์จจนเต็มและสามารถวิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียวๆ ไกล 20 กิโลเมตร โดยที่เครื่องยนต์ยังคงหลับใหลไม่ได้สติ หลังจากไฟในแบตฯ เริ่มน้อยลงจนถึงค่าที่ตั้งไว้ เครื่องยนต์จะเข้ามารับหน้าที่ชาร์จไฟพร้อมขับเคลื่อนตัวรถประสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าหมุนเวียนเป็นวงจรแห่งความประหยัดจากการขับเคลื่อนและชาร์จไฟด้วยระบบ Plug In Hybrid วิศวกรของแบรนด์ตราดาวกำลังวิจัยระบบชาร์จไฟแบบไร้สาย ซึ่งหากสำเร็จเมื่อไหร่ รับรอง BMW มีหนาว

BMW X6M
X6M เวอร์ชั่น 2015 ลงตัวด้วยแนวเสาหลังแบบแฮตช์แบค และความโหดของชุดแต่งองค์ทรงเครื่องจาก BMW-M รหัสตัวถัง F86 กลายเป็นตัวเลขที่แสดงออกถึงการท้าทายรถอย่าง Mercedes Benz GLE63AMG ด้วยชุดแอร์โรพาร์ทรอบคันที่บ่งบอกถึงความไม่ธรรมดาที่แปลกแยกจาก X6 รุ่นมาตรฐานราวฟ้ากับเหว เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาดความจุ 4.4 ลิตร บนเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo สร้างแรงม้าได้มากถึง 575 แรงม้า แรงบิดที่เครื่องยนต์เบนซินแบบ V8 มหาโหดทำได้คือ 750 นิวตันเมตร ฉุดลากตัวถังหนัก 2.1ตัน ให้ทะยานจาก 0-100 กิโลเมตรใน 4.2 วินาที เร็วกว่า M4 ที่หนัก 1.4 ตันนิดๆ เทอร์โบหนึ่งตัวรับผิดชอบบูสอากาศให้กับกระบอกสูบทั้งสี่แบบฝั่งใครฝั่งมัน เทคโนโลยีของระบบควบคุมการทรงตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเยี่ยม สอดรับกับราคาค่าตัวที่แพงมหาโหด

BMW X6M ยัดระบบส่งกำลังแบบ 8 สปีด จากแบรนด์ผู้ผลิตเกียร์ชั้นนำ ZF ของเยอรมนี โดยทดกำลังลงไปยังล้อทั้งสี่ผ่านตัวทรานเฟอร์เคช ท่ามกลางการช่วยเหลือในด้านการกระจายแรงบิด xDRIVE จากระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่สามารถผกผันแรงบิดไปตามล้อต่างๆ ขึ้นตรงกับสมองกลไฟฟ้าที่คอยตรวจจับแรงบิดของแต่ละล้อให้มีความเสถียรสูงสุด ส่งผลไปถึงการควบคุมที่ให้อารมณ์รถสปอร์ตจาก M แม้จะโดนต่อว่าจากลูกค้าเก่า แต่รถ X6M ก็ทำตลาดได้ดีในจีนและตะวันออกกลางรวมถึงทวีปอเมริกาเหนือ สำหรับอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงของ BMW X6M นั้น วิศวกรของ BMW เคลมว่ามันกินเชื้อเพลิงเฉลี่ย 9 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อย Co2 อยู่ที่ 258 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร

SMART FOR TWO 2015
รถซิตี้คาร์สองที่นั่งจากแบรนด์ผู้ผลิต Smart ออกมาลืมตาดูโลกได้ 16 ปีแล้ว ยนตรกรรมคนเมืองขนาดจิ๋วที่มีราคาไม่จิ๋วเหมือนเรือนร่าง Smart For Two รุ่นใหม่ประจำปี 2015 น่ารักน่าชังด้วยรูปลักษณ์แบบเด็กที่ร่าเริง เครื่องยนต์วางด้านหลังเป็นเครื่องเบนซิน 3 กระบอกสูบ ความจุ 898 ซีซี เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเจ้าหนูเล็กเด็กแสบคันนี้ให้ไหลไปตามกระแสรถท่ามกลางเมืองใหญ่ในแบบคล่องแคล่ว เครื่อง 3 สูบมีเรี่ยวแรง 71 แรงม้าในรุ่นมาตรฐาน และ 90 แรงม้าในรุ่นสูงสุด รถ Smart For Two 2015 มีระบบส่งกำลังสองแบบให้เลือกใช้นั่นก็คือเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์คลัตช์คู่ DCT6 สปีด การขับเคลื่อนในเมืองมีความมาดมั่นจากช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท สปริง โช้คอัพและกันโคลงเหล็ก ด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีมที่เหมาะสมกับขนาดและน้ำหนัก

แผนการตลาดที่เน้นความหรูของห้องโดยสาร ทำให้มันรอดการตำหนิในเรื่องของราคาค่าตัวที่แพงเกินเหตุ (ราว 1.25 หมื่นปอนด์ในอังกฤษ) พวงมาลัยสามก้านขนาดเล็กมีสวิตช์มัลติฟังก์ชั่นทั้งการสั่งงานเครื่องเสียง รับหรือวางสายโทรศัพท์กับปุ่มปรับโหมดการขับ จอภาพที่คอนโซลกลางติดตั้งอยู่ในตำแหน่งที่แม้แต่ MINI เองก็ยังแอบอิจฉา รวมถึงชุดควบคุมอุณหภูมิแบบดิจิตอลที่ลงตัวกับอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ ภายใน Cockpit คอนโซลหุ้มด้วยพลาสติกสีส้ม ช่องแอร์ทรงกลม ระบบอินโฟเทนเมนท์สอดรับกับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่มักซื้อรถ Smart มาครอบครองจากความแนวของตัวรถและอุปกรณ์ ลืมบอกไปว่าเครื่อง 3 สูบ 898 ซีซี มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 28 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราเร่งของเจ้าหนูเล็ก Smart For Two จาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 14.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 151 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขายแล้วในยุโรป

HYUNDAI i20
ค่ายรถจากดินแดนแห่งกิมจิและ K-Pop อย่าง Hyundai กำลังเดินไปสู่หนทางแห่งความสำเร็จในการสร้างรถเล็กราคาไม่แพง นี่คือ Hyundai i20 แฮตช์แบคประสิทธิภาพดีจากเกาหลีที่ท้าชนรถเล็กจากยุโรป i20 มีทุกอย่างที่รถเล็กชั้นดีจากยุโรปมี และมันดีพอที่จะเข้าไปครองใจผู้คนในทวีปยุโรปที่อยากลองของดีราคาถูก Hyundai i20 เป็นแนวคิดในการสร้างรถยนต์ขนาดเล็กที่มีคุณภาพ ปี 2015 จะมีเฉพาะ i20 รุ่น 5 ประตูเท่านั้น แต่ปลายปีนี้จะมีรุ่นสามประตูตามออกมาพร้อมเครื่องยนต์ที่แรงกว่านี้ i20 วางเครื่องยนต์ 4 สูบเบนซิน ความจุ 1,368 ซีซี วางตามขวางขับเคลื่อนล้อหน้าเรี่ยวแรง 99 แรงม้ากับแรงบิด 134 นิวตันเมตร ที่พอแค่ได้อาศัย มันเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปถึงย่าน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 12.1 วินาที โดยมีความเร็วปลาย 182 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ช่วงกลางปีจะมีเครื่องสามสูบขนาดความจุ 1.0 ลิตร ตามออกมาเอาใจพวกรักความประหยัด เครื่องสามสูบเบนซินเทอร์โบมีกำลัง 100 และ 120 แรงม้า ซึ่งน่าจะถูกใจลูกค้าส่วนใหญ่ในยุโรปซึ่งมีราคาเชื้อเพลิงแพงทะลุโลก ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลของ i20 มีขนาด 1.1 ลิตรอัดอากาศด้วยเทอร์โบ 75 แรงม้า จุดเด่นของเครื่องดีเซลเทอร์โบ 1.1 ลิตรจากค่าย Hyundai ก็คืออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ทำได้ 37 กิโลเมตรต่อลิตรและปล่อย Co2 อยู่ที่ 84 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร สมรรถนะที่น่าประทับใจเกิดจากช่วงล่างที่ดีและชุดบังคับเลี้ยวไฟฟ้ากับระบบส่งกำลังทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีดและเกียร์ออโต 6 สปีด น่าเสียดายมากที่รถแบบนี้ไม่เข้ามาขายในประเทศไทย

SUZUKI VITARA 2015
อดีตสู่ปัจจุบันและอนาคตของแบรนด์ Suzuki ยังคงมุ่งหน้าสร้างรถยนต์สำหรับคนทั่วไปมากกว่าจะหันมาสร้างรถหรูแข่งกับชาวบ้าน เรามักพบเห็นรถยนต์ราคาถูกประสิทธิภาพดียี่ห้อนี้วิ่งอยู่บนถนนหนทางทั่วโลก หลังจากผ่านห้วงเวลามานานกว่า 25 ปี โมเดล Vitara มีพัฒนาการที่ดูเป็นผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้น กลุ่มลูกค้าเก่าที่เคยเป็นวัยรุ่นผ่านวันเวลากลายมาเป็นชายวัยกลางคนอายุ 45 ปี รุ่นใหม่ล่าสุดของ Vitara จึงดูเป็นจริงเป็นจังมากกว่ารถวัยรุ่นแนวครอสโอเวอร์ในยุคแรก เจ้า Vitara 2015 มีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้สองแบบทั้งเบนซินและดีเซล ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบแถวเรียงสี่กระบอกสูบและมีความจุ 1.6 ลิตร เหมือนกัน สำหรับเครื่องยนต์เบนซินมีปริมาตรความจุ 1586 ซีซี มีเรี่ยวแรง 118 แรงม้ากับแรงบิด 156 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลังวางเกียร์ธรรมดา 5 สปีดส่งกำลังผ่านชุดเฟืองขับสี่ล้อที่ Suzuki มีความเชี่ยวชาญ


ขนาดตัวรถหรือมิติตัวถังของ Vitara 2015 ใกล้เคียงกับ Nissan Juke แต่มีดีไซน์ภายในที่โดดเด่นมากกว่า ด้วยพื้นที่วางเท้าและพื้นที่เหนือศีรษะที่มากกว่า Juke ห้องเก็บสัมภาระมีความจุ 375 ลิตร ทุกรุ่นของ Vitara ที่ขายในประเทศอังกฤษติดตั้งวิทยุดิจิตอลมาให้พร้อมลำโพงคุณภาพดี รวมถึงระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์บลูทูธ จอแสดงผลแบบสัมผัสเป็นอุปกรณ์ของรุ่นสูงสุด ส่วนคอนโซลและเบาะนั่งรวมถึงงานตกแต่งพวกวัสดุอุปกรณ์ภายในของ Vitara 2015 นั้น เหนือกว่าคู่แข่งอย่างเด่นชัด รถ Vitara 2015 มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อนสี่ล้อตามลักษณะของการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ระบบส่งกำลังหรือเกียร์มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีดและเกียร์ออโต 6 สปีด สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลมีเกียร์ธรรมดา 6 สปีดติดมาให้จากโรงงาน แม้เครื่องเบนซินและดีเซลจะมีแรงม้าเท่ากันแต่ในด้านแรงบิดนั้นเครื่องดีเซลเหนือกว่า โดยมีแรงบิดให้ใช้มากถึง 300 นิวตันเมตร ราคา 1.4 หมื่นปอนด์ของ New Vitara 2015 ไม่แพงเมื่อเทียบกับสภาพการขับใช้งานในชีวิตประจำวันซึ่งไม่จำเป็นต้องหรูหรามากนักสำหรับคนชั้นกลาง

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

ส่องรถใหม่ในยุโรปประจำเดือนเมษายน 1 เม.ย. 2558 11:23 1 เม.ย. 2558 14:10 ไทยรัฐ