วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทูลเกล้าฯยกเลิกอัยการศึกรอใช้‘คําสั่ง’ม.44 บิ๊กตู่แจงเน้นความมั่นคง

เปิดช่องให้สู้‘3ศาลทหาร’ปรามกมธ.ยกร่างหยุดจ้อ

“บิ๊กตู่” ทูลเกล้าฯยกเลิกกฎอัยการศึก หันมาใช้ ม.44 แทน เผยเนื้อหาเน้นคุมสถานการณ์ ด้านความมั่นคง เพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ตรวจค้น-จับกุม-สอบสวน แต่เปิดช่องให้สู้ในชั้นศาล ทหารได้ 3 ศาล บ่นพึมกลัวอะไร

นักหนาถ้าไม่ผิด มึนสื่อออสซี่ยังไม่เข้าใจประชาธิปไตยแบบไทยๆ ส่งภาษามือย้ำไทยติดกระดุมผิดเม็ดมานาน ลั่น “ผมนี่แหละประชาธิปไตย” “วิษณุ” ขออย่าระแวง รัฐใช้ยาแรง ออกตัว ม.44 ไม่ใช่เสือไม่ใช่จระเข้ “บิ๊ก โชย” ประเมินคลื่นลมยังนิ่ง พท.ห่วงยิ่งฉุดเศรษฐกิจทรุด กมธ.ยกร่างฯยอมกำหนดโควตาสตรีลงปาร์ตี้ลิสต์ กลับลำนายกฯแพ้ซักฟอกไปคนเดียว สภาฯยังคงอยู่ “ประยุทธ์” สั่งชุดยกร่างฯเลิกพล่ามทำคนไขว้เขว สนช.ตั้งแท่นสอย “บุญทรง” พร้อมก๊วนโกงข้าวจีทูจี

หลังฝ่ายต่างๆออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 แทนกฎอัยการศึก ว่าเป็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ยืนยันนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อยกเลิกกฎอัยการศึกแล้ว

“บิ๊กตู่” ย้ำไทยติดกระดุมผิดเม็ด

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 31 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยขณะที่นายกฯเดินไปที่โพเดียมเพื่อแถลงข่าว น.ส.ซาแมนตา ฮอว์ลี ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอบีซี ออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย ได้ตั้งคำถามเป็นภาษาอังกฤษสอบถามถึงข้อห่วงใยในสังคมโลก ว่าการร่างรัฐธรรมนูญของไทยขณะนี้จะไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์เดินลงจากโพเดียมมาฟังคำถามใกล้ๆ ก่อนย้อนถามกลับว่า ประชาธิปไตยในมุมมองของคุณคืออะไร คือการมีเสรีภาพ แต่วันนี้การไปไหนมาไหนตนก็ไม่ห้าม ก่อนพยายามอธิบายเป็นภาษาอังกฤษถึงความล้มเหลวในระบอบประชาธิปไตยของไทยในช่วงที่ผ่านมา และอธิบายด้วยสัญลักษณ์มือ โดยทำท่าปลดกระดุมเสื้อ เพื่อเปรียบเทียบว่าประชาธิปไตยไทยเหมือนเป็นการติดกระดุมเสื้อผิดเม็ด

สั่งยกร่างฯหยุดพล่ามทำไขว้เขว

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์เดินกลับไปที่โพเดียมและกล่าวว่า จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งข้อมูลไปชี้แจง ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่แบบนี้ และให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่ายังไม่ต้องเอาร่างที่กำลังร่างออกมาพูด เพราะตนยังไม่ได้ดูเป็นเรื่องเป็นราว หลังจากนี้ต้องไปร่วมประชุมกับ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาการสร้างการรับรู้กลับสร้างความเข้าใจผิด อย่างออสเตรเลียก็ไม่เข้าใจแล้ว เพราะบ้านเขาไม่เคยเกิดสถานการณ์แบบบ้านเรา ไม่เคยมีการประท้วงรัฐบาลและใช้อาวุธมายิงต่อสู้กัน

ลั่น “ผมนี่แหละประชาธิปไตย”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ต้องช่วยกันอธิบายให้เขาเข้าใจ อย่ามาพูดคำว่า Freedom อย่างเดียวหรือ Democracy ผมนี่แหละ Democracy ไม่เช่นนั้นวันนี้พวกท่านจะมานั่งอย่างนี้ไม่ได้ ก็เห็นชัดเจนมีการไล่ยิงกันอยู่ที่ศาลอาญา จะไปอุปโลกน์ใครและจับกุมได้ ไม่เคยฟังข้อเท็จจริง กล่าวหาว่าเป็นการสร้างสถานการณ์จะสร้างถึงขนาดไปยิงขากันเลยหรือ โธ่ มันจะบ้าหรือเปล่า ขอให้เข้าใจกันบ้าง เจ้าหน้าที่เหน็ดเหนื่อยแล้ว วันนี้จะมานั่งกังวลเรื่องกฎหมายอีก ถ้าไม่ทำความผิดจะมากังวลอะไร รัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 มีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใดแสดงว่าเป็นเผด็จการ ยืนยันว่าจะใช้อย่างสร้างสรรค์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนใช้กับปัญหาความมั่นคง ถ้ามีการเอาปืนมายิงกันอีก เกิดความวุ่นวาย ผมก็ต้องจับมัน จับมาทันที เราจะใช้กฎหมายแบบนี้ไม่เช่นนั้นก็ต้องไปรอหมายศาล ต้องช่วยกันอธิบาย เดี๋ยวต่างชาติจะไม่เข้าใจหาว่าผมบ้าอำนาจ”

คำสั่ง ม.44 ร่างเสร็จนานแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ได้พบนายโทนี แอบบ็อตต์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ที่สิงคโปร์ซึ่งต้องการให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว ก็บอกไปว่ากำลังเดินตามโรดแม็ปและต้องการสร้างประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่เป็นที่ยอมรับของสากล สำหรับมาตรา 44 บัญญัติไว้ว่า มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่เกินกว่าเหตุ ไม่รู้จะกลัวอะไรกันอยู่ได้ กลัวกันเกินกว่าเหตุ เมื่อถามว่าคำสั่ง คสช.ฉบับใหม่ โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 จะใช้เมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่าเร็วๆนี้ คำสั่งร่างเสร็จนานแล้ว
รอเวลาเพียงว่าจะประกาศออกมาเมื่อไหร่

เผยทูลเกล้าฯยกเลิกอัยการศึก

เมื่อถามว่า นำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อยกเลิกกฎอัยการศึกไปแล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ได้ทูลเกล้าฯไปตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว ขึ้นอยู่ว่าจะมีการโปรดเกล้าฯลงมาเมื่อไหร่ ส่วนประกาศ คสช.ฉบับใหม่ โดยอาศัยรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 ตนสามารถประกาศได้เอง จะมีเนื้อหาประมาณ 5-6 ข้อ เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง การใช้กำลังทหารเข้าไปทำงานได้เท่านั้น เป็นการไปช่วยงานข้าราชการต่างๆ ตำรวจก็ยังใช้กฎหมายปกติ เพียงแต่เราจะเพิ่มอำนาจในการตรวจค้นจับกุมร่วมกัน และร่วมกันสอบสวนได้บ้าง และในการควบคุมตัวของพนักงานสอบสวนจะไม่ใช้ที่ห้องขัง เพราะถือว่าเป็นเพียงผู้ต้องหา ในเรื่องของศาลทหารจะมีเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับคดีด้านความมั่นคง และตามคำสั่ง คสช.ฉบับใหม่ และจะไม่ใช้แค่ศาลเดียว แต่เป็นศาลทหารที่มี 3 ศาล ไม่ต้องมานั่งกลัว ไม่รู้จะกลัวกันไปทำไมถ้ามันไม่ผิด ขอให้ไปช่วยกันบอกด้วย

ยังคงอำนาจคล้ายอัยการศึก

ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายความว่าศาลทหารตามคำสั่ง คสช.ฉบับใหม่ จะคล้ายกับศาลยุติธรรมปกติใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า 1.เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น สามารถจับกุมได้ทันที โดยไม่ต้อง ไปขอหมายศาล เหมือนเช่นสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นคงหนีกันจนจับไม่ได้ 2.เมื่อจับมาแล้วก็จะดำเนินการสอบสวนที่ไม่ใช่สถานีตำรวจหรือห้องขัง เพราะถือว่าเป็นแค่ผู้ต้องหา หรือผู้ต้องสงสัย ทหารก็จะไปซักร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและถ้าอันไหนที่ผิดตามคดีที่มีการกำหนดไว้ว่าอย่าทำ มีการไปละเมิดก็จะต้องขึ้นศาลทหาร อะไรที่ผิดกฎหมายปกติก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายปกติ ดังนั้น ใครที่ขึ้นศาลทหารก็ไม่ต้องกลัวเพราะจะมีถึง 3 ศาล ส่วนรายละเอียดต้องถามนายวิษณุ เครืองาม รองนายก-รัฐมนตรี ตนสั่งการไปแล้วว่าควรจะเขียนออกมาอย่างไร

อ้อนสื่อไทย–เทศช่วยกันอธิบาย

เมื่อถามว่า อำนาจการจับกุมคุมขังตามคำสั่งคสช.ฉบับใหม่ จะยังอยู่ในกรอบ 7 วันใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า 7 วันเท่าเดิม แต่มีเขียนไว้ว่าหากควบคุมตัวไว้แล้วสามารถพูดคุยกันเรียบร้อยเข้าใจกัน ก็สามารถปล่อยตัวได้ทันทีโดยไม่มีคดี เว้นแต่หากมีการใช้อาวุธสงคราม เราปล่อยไม่ได้ ไม่มีการขยายเวลาจาก 7 วันเป็น 14 วัน 7 วันก็เปลืองข้าวจะตายอยู่แล้ว ไม่อยากจะกักขังสักวัน ยืนยันอีกครั้งว่าทหารไม่เคยทำร้ายประชาชน และตนก็เป็นทหารถ้าคิดจะทำร้ายประชาชน คงไม่ออกมาช่วย ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง ไม่ว่าจะเขตหรือสีไหนไปช่วยหมด เมื่อถามว่า การใช้มาตรา 44 ในมุมมองต่างชาติจะดีขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า สื่อต้องช่วยกันอธิบาย “ชีวิตวันนี้ผมก็รับผิดชอบอยู่แล้ว ลูกเมียก็เดือดร้อน แต่ทำไมผมถึงยังต้องทำ แล้วทำไมสื่อไม่ไปโจมตีรัฐบาลที่แล้วว่าทำอะไรกันมาบ้าง ยืนยันว่าสิ่งที่ตนพูดวันนี้ไม่ได้ซีเรียส ยังสามารถยิ้มได้อยู่”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังให้สัมภาษณ์เสร็จ พล.อ.ประยุทธ์ยังเดินมาอธิบาย น.ส.ซาแมนต้า ฮอว์ลี่ อีกรอบ พร้อมกับขอร้องให้สื่อไทยและนักข่าวต่างประเทศช่วยอธิบายด้วย

“วิษณุ” ขออย่าระแวงรัฐใช้ยาแรง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรา 44 เป็นมาตราที่กว้าง พอถึงเวลาต้องลงไปสั่งอีกทีว่าจะสั่งว่าอะไร สมัยก่อนมีการสั่งยิงเป้า แต่สมัยนี้สั่งในทางสร้างสรรค์ เราเขียนลงไปว่ามาตรา 44 เอามาใช้เพื่อ 1.ความปรองดอง 2.ใช้รักษาความสงบเรียบร้อย 3.แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม 4.เร่งรัดการปฏิรูป 5.ระงับยับยั้ง ป้องกันปราบปราม ซึ่งตรงนี้เป็นอันเดียวที่ใช้ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อคนไม่ค่อยวางใจกฎอัยการศึก ไม่ว่าจะรุนแรงหรือไม่รุนแรง นำมาสู่การคิดต้องทบทวนแล้ว อย่าระแวงว่าจะกำหนดมาตรการใหม่แย่ไปกว่ากฎอัยการศึก เป็นไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะเลิกทำไม มีมาตรการรองรับที่เบากว่า อยู่ในระดับเดียวกับ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร และ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และไม่รุนแรงไปกว่า 2 ฉบับนี้

ออกตัว ม.44 ไม่ใช่เสือไม่ใช่จระเข้

นายวิษณุกล่าวต่อว่า ส่วนทำไมไม่ใช้กฎหมาย 2 ฉบับนี้เลย เพราะมีบางเรื่องที่กฎหมาย 2 ฉบับนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ไม่ครอบคลุม แต่ไม่มีอะไรที่ติงไว้ว่าเอาอำนาจพิเศษมาเล่นงานประชาชน แต่ต้องการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชน ซึ่งกฎหมาย 2 ฉบับนี้ไม่มีมาตรการเยียวยา และบรรเทาความเสียหายที่เกิดมาแล้ว เพราะมาตรการเยียวยาไม่ต้องไปรอเสนอกฎหมายเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งใช้เวลาหลายเดือน แต่เราผนวกเข้าไปเลยในเรื่องเดียวกัน ซึ่งต้องพึ่งอำนาจพิเศษมาตรา 44 เมื่อถามว่าจะเป็นการหนีเสือปะจระเข้หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ไม่หนีเสือปะจระเข้ แต่จะเจอตัวอื่นหรือเปล่าไม่รู้ ไม่ใช่เสือไม่ใช่จระเข้

แจงวง ครม.หวังต่างชาติคลายใจ

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์กล่าวปรารภในที่ประชุม ครม.ว่า ต่างประเทศเป็นกังวลต่อคำว่ากฎอัยการศึก ซึ่งในบ้านเราทุกคนเข้าใจว่าไม่ได้นำมาใช้ทุกมาตรา ใช้แค่ให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ แต่ต่างประเทศไม่ได้สนใจเรื่องนี้ ดังนั้นเพื่อให้สังคมและต่างประเทศสบายใจ จึงหาแนวทางการใช้อำนาจคสช.ตามมาตรา 44 มากำหนดเป็นกฎหมายเพื่อดำเนินการเฉพาะเรื่อง ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูดีขึ้น

“บิ๊กโชย” ประเมินคลื่นลมยังนิ่งดี

ที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) กล่าวว่า กกล.รส. มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ถ้ามีกฎหมายใดให้บังคับใช้ก็ต้องยึดหลักตามนั้น รวมถึงยึดหลักสิทธิมนุษยชน ฉะนั้นเครื่องมือที่มีก็จะยึดถือตามนั้น ส่วนมาตรา 44 จะเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับสังคมไทยหรือไม่นั้น ขณะนี้กำลังวิเคราะห์กันอยู่ เป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชาโดยเฉพาะนายกฯที่ต้องดำเนินการ เมื่อถามว่าการใช้มาตรา 44 เพื่อป้องกันกลุ่มต่อต้าน คสช.หรือไม่ พล.ท.กัมปนาทตอบว่า เราประเมินสถานการณ์ทุกวันพบว่ามีความเรียบร้อยดี ยังไม่มีอะไรหนักใจ เราทราบความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด

สั่งห้ามกำลังพลใช้ความรุนแรง

พล.ท.กัมปนาทกล่าวว่า ส่วนข้อกังขาที่ว่ามาตรา 44 รุนแรงเกินไปหรือไม่นั้น คิดว่านิสัยคนไทยมีความโอบอ้อมอารี ไม่ชอบความรุนแรง เชื่อว่าทุกคนรักบ้านเมือง ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบสุข ดังนั้นการดำเนินการจะเน้นย้ำผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอ ห้ามใช้ความรุนแรงที่นอกเหนือกฎหมาย ส่วนการแสดงความคิดเห็นในสื่อโซเชียลมีเดีย ก็เน้นย้ำให้พูดคุยสร้างความเข้าใจเป็นหลัก ต้องเข้าไปตรวจสอบว่าใครเป็นคนโพสต์ข้อมูลนั้น เพื่อหาดูต้นตอแล้วพูดคุยทำความเข้าใจกัน ส่วนการเรียกตัวมาปรับทัศนคติจะไม่มีแล้ว จะใช้การพูดคุยกันแทน “เวลาผมพูดกับใครต้องให้ความจริงใจต่อกัน ใช้รูปแบบ
พูดคุยสองแนวทาง คือ เราไปหาเขาบ้าง กับเขามาหาเราบ้าง ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ไปที่บ้าน เพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัวอยู่นอกเหนือกฎหมายและเป็นกระแสสังคมที่อ้างไปเอง”

มั่นใจมีประโยชน์ในภาพรวม

นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ใช้กฎหมายเพื่อเเก้ไขปัญหาให้เกิดความสงบเรียบร้อย นายกฯพิจารณาอย่างรอบคอบในการใช้กฎหมายให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ต้องมองในทุกมิติ บางพวกอาจมองว่ามีกฎหมายเเบบนี้อาจไปละเมิดจำกัดสิทธิ กฎหมายทุกฉบับเเม้กระทั่งกฎหมายจราจรก็จำกัดสิทธิทั้งนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับในเเนวทาง และนายกฯจะไปใช้อำนาจเพื่ออะไร การทุจริตประพฤติไม่ชอบก็ไม่มี มีเเต่ทำงานหนัก เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า คือสิ่งสำคัญที่สุด นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ถือเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว

พท.ห่วงยิ่งฉุดเศรษฐกิจทรุดหนัก

ด้าน น.ส.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลนำรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 มาใช้แทนกฎอัยการศึก เพราะเห็นแล้วว่ากฎอัยการศึกมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก แต่การนำมาตรา 44 มาใช้อาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจหนักยิ่งกว่า จึงอยากให้ศึกษาผลกระทบให้ดี หากเศรษฐกิจเสียหายเพิ่มจะยิ่งแก้ไขยากขึ้น ทางออกดีที่สุดคือทำให้ประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยเร่งด่วน เพื่อดึงความมั่นใจจากต่างประเทศกลับมา และขอให้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับนายกฯ เพราะข้อเท็จจริงคือเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาไม่ได้ตกต่ำเลย แต่ขยายตัวอย่างดีกว่า 3% จึงทำให้การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯเพิ่มขึ้นทั้งเดือน ม.ค. และ ก.พ. ไม่ได้ลดลงเหมือนส่งออกไปจีนที่ติดลบทั้งสองเดือน ส่วนโครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาลชุดก่อนนั้น รัฐนำภาษีสรรพสามิตที่ได้รับจากการขายรถยนต์คืนให้กับประชาชนผู้ซื้อ อีกทั้งรัฐยังได้ภาษี VAT ด้วย ไม่ได้ควักเงินงบประมาณของรัฐออกมาจ่าย

ผวาคนรอบข้าง “บิ๊กตู่” เหลิงอำนาจ

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า การยกเลิกกฎอัยการศึกถือว่าถูกต้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ชาวต่างชาติ ที่สำคัญสามารถลดการผูกโยงการประกันความเสี่ยงในการท่องเที่ยว แต่จากนี้ไปจะใช้กฎหมายฉบับไหน มาตราใด มันไม่น่ากลัวถ้าเราไม่กระทำผิด ส่วนตัวเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ใช้กฎหมายนี้ไปในทางมิชอบ ไม่ถูกต้องหรือแกล้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล แต่ไม่แน่ใจสำหรับคนรอบข้างนายกฯ ใครจะมั่นใจในเมื่อมาตราดังกล่าวเปรียบดังอาวุธปืนร้ายแรง หากไม่เอามาใช้ยิงมันก็ไม่อันตราย ไม่น่ากลัว เพราะเอาไว้ใช้ทั้งป้องกันตัวและทรัพย์สินได้อย่างน่าเกรงขาม แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าถ้าคนใดคนหนึ่งหยิบมาใช้โดยไม่มีใจที่เที่ยงธรรม มีคุณธรรมดีพอ คนดีๆอาจถูกให้ร้ายหรือทำร้ายเอาได้หรือไม่ เพราะเป็นกฎหมายที่หัวหน้า คสช.ชงเอง กินเอง

“เต้น” ข้องใจ กสท.สอยทีวี 2 ช่องแดง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวถึงมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ให้พีชทีวีและทีวี 24 งดออกอากาศ 7 วัน เนื่องจากขัดต่อประกาศ คสช.ว่า โทรทัศน์ดาวเทียมการเมืองทุกช่อง มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การเมืองในแง่มุมต่างๆ ระดับความเข้มข้นแทบไม่แตกต่างกัน เทียบกันแล้วบางช่องยังดุเดือดร้อนแรงกว่าด้วยซ้ำ แต่กลับมีคำสั่งเฉพาะ 2 ช่องให้ยุติการออกอากาศเท่านั้น เข้าใจว่า กสท.ก็คงถูกกดดัน ถือเป็นอีกสัญญาณหนึ่งว่าฝ่ายรัฐเลือกที่จะใช้อำนาจจัดการทุกอย่างแทน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ถ้าผู้มีอำนาจไม่สามารถสร้างความยอมรับ หรือความเชื่อมั่นจากประชาชนได้ด้วยการบริหาร ก็จะกลับมาใช้กำลังเพื่อควบคุมปฏิกิริยาต่างๆ ที่จะมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐเท่านั้น ทั้งที่ผ่านมาเราไม่ได้ไปปลุกปั่นยุยง หรือทำอะไรที่เป็นการเคลื่อนไหวใต้ดินหรือคลื่นใต้น้ำอะไร อย่างไรก็ตาม ทางทีมงานของทั้ง 2 ช่อง จะใช้ช่วงเวลาที่ยุติการออกอากาศ สรุปแนวทางการดำเนินงานที่ผ่านมา และกำหนดยุทธศาสตร์ต่อไป

“บวรศักดิ์” แจงร่าง รธน.ยังไม่นิ่ง

วันเดียวกันเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวชี้แจงเจตนารมณ์กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ และการเดินสายรับฟังความคิดเห็นประชาชน 4 ภาค ต่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 77 จังหวัด ว่า การยกร่างทั้ง 315 มาตรายังไม่นิ่ง ยังมีความเห็นต่างหลายประเด็น อาทิ คุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส. จึงอยากให้การจัดเวทีรับฟังความเห็นของ สปช. และ กมธ.ยกร่างฯ ทำแบบสอบถามความคิดเห็นประชาชนในคำถามลักษณะเดียวกัน และอยากให้ สปช.จังหวัด เข้ามามีส่วนร่วมทุกเวที ส่วนการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ทำได้เพียงเตรียมความพร้อมไว้ก่อน ยังไม่สามารถเสนอได้จนกว่ารัฐธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ได้ทำหนังสือถึงนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. และนายพรเพชร วิชิต-ชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า กมธ.ยกร่างฯพร้อมเปิดให้สมาชิกทั้ง 2 สภาเข้าร่วมเป็นอนุกรรมาธิการจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่กฎหมายบางฉบับ กมธ.ยกร่างฯอาจต้องดำเนินการเอง อย่างไรก็ตาม คาดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำไปสู่การทำประชามติ แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯ

ขอถกลับหาข้อสรุปประเด็นร้อน

ต่อมามีการประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยก่อนประชุมตัวแทนเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อนายบวรศักดิ์ขอให้มีการกำหนดสัดส่วนผู้หญิงต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคที่แท้จริง จากนั้น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานการประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาทบทวนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญรายมาตราที่ยังไม่ได้ข้อยุติ โดยเฉพาะมาตราที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ เรื่องการกำหนดสัดส่วนเพศตรงข้าม ในผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และมาตราที่กำหนดสัดส่วนสตรีในการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นและสภาท้องถิ่น ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 โดยนายบวรศักดิ์ชี้แจงว่า ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ กมธ.ยกร่างฯจะขอประชุมเป็นการภายใน เพื่อเร่งพิจารณามาตราที่ยังไม่ได้ข้อยุติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หากภายในสัปดาห์นี้ยังไม่แล้วเสร็จ อาจต้องนัด กมธ.ยกร่างฯประชุมต่อสัปดาห์หน้า

กสม.ชงสัดส่วนหญิง-ชายเท่าเทียม

นางวิสา เบ็ญจะมโน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการปฏิบัติการยุทธศาสตร์ด้านสิทธิเด็ก สตรีและความเสมอภาคของบุคคล กล่าวว่า คณะอนุกรรมการปฏิบัติการยุทธศาสตร์ด้านสิทธิเด็ก สตรี และความเสมอภาคของบุคคล เสนอให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะ กมธ.ยกร่างฯ พิจารณา 1.คงหลักการความเสมอภาคของหญิงและชาย ตามนัยมาตรา 30 และมาตรา 80 ของรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2.ให้มีการกำหนดสัดส่วนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ไว้ในรัฐธรรมนูญ ด้วย การกำหนดให้มีระบบโควตาหรือสัดส่วนของสตรี

“วิษณุ” เล็งปรับเวทีประชาพิจารณ์

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เป็นห่วงเวทีประชาพิจารณ์ ที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจัดรับฟังความเห็นประชาชน จะทำให้เกิดความขัดแย้งในมุมมองการร่างรัฐธรรมนูญ หมายถึงพอ กมธ.ยกร่างฯไปตั้งเวทีประชาพิจารณ์ จะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือโต้แย้งเกิดขึ้น ถ้าเป็นไปได้ควรจัดเวทีรูปแบบอื่นดีกว่า ซึ่งตนจะไปพูดคุยกับ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญตามที่ประชุม ครม.มอบหมายให้ประสาน เวลานี้ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จไปหมดแล้ว เข้าสู่ที่ประชุม สปช.เพื่อแปรญัตติแล้ว ฉะนั้น ช่วงเวลาจากนี้ไป การแสดงความคิดเห็นอะไรต้องระมัดระวัง ซึ่งยังไม่มีการพูดทางออกว่าจะมีการทำประชามติหรือไม่

ยอมกำหนดโควตาสตรีลงปาร์ตี้ลิสต์

จากนั้นเวลา 16.30 น. น.ส.สุภัทรา นาคะผิว โฆษก กมธ.ยกร่างฯ แถลงความคืบหน้าการประชุม กมธ.ยกร่างฯว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องที่ค้างอยู่ ผ่านไปแล้ว 10 ประเด็น เรื่องที่สำคัญคือ เรื่องการกำหนดสัดส่วนสตรี ในมาตรา 76 ว่าด้วยการกำหนดสัดส่วนเพศตรงข้ามในบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.โดยผลโหวตจากที่ลงคะแนนลับ เห็นด้วย 17 เสียง ไม่เห็นด้วย 15 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง ทำให้การส่งผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคในทุกภาคจะต้องมีสัดส่วนเพศตรงข้ามไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ส่วนมาตรา 212 ที่กำหนดให้มีสัดส่วนสตรีในการเมืองระดับท้องถิ่น ที่ประชุมส่วนใหญ่เพราะเห็นว่าเป็นปัญหาในทางปฏิบัติจึงตัดมาตรานี้ออก

กลับลำ นรม.แพ้ซักฟอกให้พ้นคนเดียว

น.ส.สุภัทรากล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มาตรา 166 ได้ปรับถ้อยคำตัดวรรคท้ายออกไป จากเดิมที่กำหนดว่ากรณีที่นายกรัฐมนตรีถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และผลออกมาว่าไม่ไว้วางใจ นายกฯต้องออกจากตำแหน่งและสภาผู้แทนราษฎรต้องสิ้นสุดลงไปด้วย กมธ.ยกร่างฯเขียนใหม่ว่า หากนายกฯถูกอภิปรายและลงมติว่าไม่ไว้วางใจให้นายกฯออกจากตำแหน่ง แต่สภาผู้แทนราษฎรไม่ต้องสิ้นสุดไปด้วย ยังคงทำหน้าที่ต่อไป และให้บุคคลที่ฝ่ายค้านเสนอชื่อเป็นนายกฯแนบท้ายญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นนายกฯแทน นอกจากนี้ยังแก้ไขคุณสมบัติของรัฐมนตรี โดยกำหนดให้บุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรีต้องไม่เคยจำคุก เว้นแต่เป็นความผิดที่กระทำโดยความประมาท ความผิดลหุโทษ และหมิ่นประมาท โดยต้องพ้นโทษมาแล้วห้าปีก่อนได้รับการแต่งตั้ง

สปช.ชงตั้งสถาบันวิเคราะห์งบฯ

ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานของคณะ กมธ.ปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง การงบประมาณ ในวาระการจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา โดยนายสมชัย ฤชุพันธ์ ประธานฯ รายงานว่า กระบวนการงบประมาณของประเทศกำหนดให้การใช้จ่ายเงินแผ่นดินต้องเป็นกฎหมายงบประมาณ ต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา จึงต้องวิเคราะห์แผนการใช้จ่ายของรัฐบาล ความคุ้มค่า ผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม สภาฯจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางวิชาการอย่างเข้มแข็ง จึงเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานอิสระภายใต้สภาฯเรียกว่า “สถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา (สงร.) เพื่อวิเคราะห์งบประมาณประจำปี สนับสนุนการดำเนินงานและเผยแพร่ต่อสาธารณชน” โดยที่ประชุมเห็นชอบด้วยคะแนน 187 ไม่เห็นชอบ 10 และงดออกเสียง 7 และเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.สถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา ด้วยคะแนน 181 ต่อ 12 เสียง งดออกเสียง 11

พท.ซัดพวกค่าแรงสูงสวนทางผลงาน

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ท่าทีของนายบวรศักดิ์ ที่ปลุกระดม สปช.ให้ผนึกกำลังสู้เพราะหากพ่ายแพ้นักการเมืองจะพากันตายหมู่นั้น ถือเป็นทัศนคติลบที่ต้องระมัดระวัง พวกท่านกล่าวหา ส.ส. ส.ว. ในอดีตเป็นสภาผัวเมีย ทั้งที่พวกเขามาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่พวกท่านลักไก่ตั้งลูกตั้งเมีย มากินเงินเดือน รับรายได้จากภาษีอากรประชาชน สำหรับนายบวรศักดิ์ ได้เบี้ยประชุมในฐานะประธาน กมธ.ยกร่างฯครั้งละ 9,000 บาท กมธ.ยกร่างฯเฉพาะประชุมอย่างเดียว ผ่านไป 80 ครั้ง นายบวรศักดิ์มีรายได้จากค่าเบี้ยประชุม 720,000 บาท และยังคงเดินหน้าประชุมต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แบบนี้ชาวบ้านก็มีสิทธิคิดต่างพวกท่านได้หรือไม่ว่า ค่าแรงสูง แต่ผลงานสวนทางค่าจ้าง ยิ่งประชุมมากยิ่งใช้เวลานานมาก ชาวบ้านก็รอพวกท่านคืนความสุขจนเซ็ง แต่พวกท่านได้รับความสุขกันไปถ้วนหน้าเต็มๆก่อนประชาชนแล้วหรือไม่

ชมเพลง “เจ้าฟ้าของคนเดินดิน”

อีกเรื่องเมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุม ครม. โดยก่อนเข้าประชุม ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์เพื่อมอบบทเพลง “เจ้าฟ้าของคนเดินดิน” เพลงเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมายุ 5 รอบ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยนายกฯกล่าวว่า “เป็นบทเพลงที่ดี สร้างการรับรู้ที่ดี” ขณะที่นายชาญชัย เคียงประคอง กรรมการบริษัท ทูบิยอง จำกัด นำนาฬิกาแขวนที่ผลิตขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ จำนวน 99 เรือน มาแจกจ่ายสื่อมวลชน ก่อนที่จะแจกจ่ายให้กับประชาชนอีก 960 เรือน ในวันที่ 2 เม.ย.ที่หน้าบริษัท ทูบิยอง จำกัด ตรงข้ามธนาคารกรุงเทพ สาขาตลาดพลู

จากนั้น นายอภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นำคณะกลองยาว เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อมอบสื่อรณรงค์เนื่องในประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2558 เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรม “สงกรานต์ สืบสานประเพณีไทย สุขใจไทยทั่วหล้า” โดยนายกฯกล่าวว่า “อะไรที่ควรทำ ก็ควรทำ สิ่งที่ดีก็ให้ทำ อะไรที่สร้างความขัดแย้งไม่ควรทำ” จากนั้นเดินขึ้นตึกบัญชาการเพื่อเป็นประธานประชุม ครม.

ครม.เห็นชอบ 400 บ.เด็กแรกเกิด

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบเรื่องเงินสนับสนุนเด็กแรกเกิดคนละ 400 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 1 ปี ถ้าเรียบร้อยเราจะมีเงินสนับสนุนเด็กแรกเกิดจนกว่าเราจะมีเงินมากกว่านี้ก็จะให้มากกว่านี้ เช่น สนับสนุนไปถึงอายุ 5 ขวบ แต่ปีนี้ลองก่อน ทั้งนี้ จะต้องไม่อยู่ในประกันสังคมที่ดูแลอยู่แล้ว โดยต้องการให้ผู้ที่ยากจนจริงๆ นอกจากนี้ตนยังเสนอต่อที่ประชุม ครม. เพราะเป็นห่วงปัญหาเด็กฟันผุเยอะโดยเฉพาะต่างจังหวัด เพราะกินขนมของหวานเยอะจนติดเป็นยาเสพติด เราต้องหาวิธีการในเรื่องของการแจกฟลูออไรด์ในโรงเรียน บางคนบอกว่ามีอยู่ในยาสีฟันอยู่แล้ว แล้วแปรงฟันกันหรือเปล่า

เร่งรัดปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม.ยังหารือถึงการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร ซึ่งต้องทำทั้งระบบ โดยธนาคารของรัฐจะเร่งปล่อยสินเชื่อ ส่วนหนี้เก่าก็ดูว่าจะชะลอได้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังหารือถึงความร่วมมือกับภาคเอกชนในเรื่องเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งได้กำหนดพื้นที่ไว้แล้วและต้องออกผังเมืองให้ชัดเจน แต่ขณะนี้กฎหมายยังไม่เรียบร้อย จึงต้องการเร่งรัดให้เกิดขึ้นโดยเร็ว และยังเร่งรัดเรื่องจดทะเบียนประชาชนทุกคนที่จะระบุในบัตรประชาชนว่ามีอาชีพอะไร รายได้เท่าไร โดยกระทรวงการคลังจะประเมินรายได้ของแต่ละกลุ่มงาน ทั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเก็บภาษี แต่จะจัดสรรเงินให้ได้ตรงกลุ่มเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน และยังเร่งรัดให้จัดทำแอพพลิเคชัน ทางโทรศัพท์ เพื่อให้ประชาชนค้นหาข้อมูลได้รวดเร็ว เช่น ราคาพืชผลแต่ละสัปดาห์ ภัยพิบัติ ศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสในเรื่องสำคัญ

ยกเว้นค่าทางด่วนช่วงสงกรานต์

ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบการอำนวยความสะดวกและปลอดภัย รองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2558 โดยเตรียมและเพิ่มรถโดยสารประจำทาง ไม่ประจำทาง ตู้โดยสารรถไฟ เที่ยววิ่ง เที่ยวบินเสริมพิเศษเพื่อรองรับการเดินทางระหว่างวันที่ 9-19 เม.ย. รวมทั้งยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ระหว่าง 10-19 เม.ย. นอกจากนี้ ครม.ยังรับทราบการยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษบูรพาวิถี ทางพิเศษสายบางนา-ชลบุรี ทางยกระดับด้านทิศใต้สนามบินสุวรรณภูมิเชื่อมทางพิเศษบูรพาวิถี กาญจนาภิเษกบางพลี สุขสวัสดิ์ ตั้งแต่เวลา 00.01 น. วันที่ 10 เม.ย.ถึง 24.00 น. วันที่ 19 เม.ย. พร้อมกับเห็นชอบร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ในวันเวลาเดียวกัน

หนีบผู้ว่าฯ กทม.ตรวจเส้นทางน้ำ

ต่อมาเวลา 17.30 น. ที่บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม พล.อ.ประยุทธ์ พร้อม ครม. และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เยี่ยมชมและรับฟังรายงานสรุปการดำเนินงานตลาดวิถีข้าว วิถีไทยจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนเดินชมตลาดศิลปะ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้ร่วมเพ้นต์สีรูปดอกไม้บนฟุตปาท โดยเติมลูกศรลงบนกลีบดอกไม้และกล่าวว่า “เคยมีประสบการณ์เจ็บ” นักข่าวจึงแซวว่าแสดงว่าเคยอกหักมาก่อนเรียกเสียงหัวเราะกันครื้นเครง จากนั้นนายกฯนำคณะลงเรือท้องแบนจากท่าเรือคลองผดุงฯ ล่องสำรวจลำคลองไปจนถึงท่าเรือหัวลำโพง เพื่อเตรียมเปิดเป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการท่องเที่ยวทางน้ำ ท่ามกลางความสนใจของประชาชนตลอดสองริมฝั่งคลอง โดย พล.อ.ประยุทธ์โบกมือยิ้มทักทายท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

จัดเลกเชอร์สื่อทำเนียบฯปั่นผลงาน

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการไปยัง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องขอความร่วมมือกับสื่อมวลชนในวันประชุม ครม. เพื่อชี้แจงถึงการทำงานของรัฐบาล โดยทุกครั้งจะจดชื่อนักข่าวทุกคนแบบก่อนเข้าห้องเรียน เรื่องนี้ทำจริงไม่ได้พูดเล่น เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. เพื่อชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจระหว่างรัฐกับสื่อ ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ไม่ใช่การปรับกลยุทธ์การให้ข่าวของรัฐบาล ยืนยันไม่ได้ทำเพื่อคุมอำนาจสื่อเพราะคุมไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งใหญ่จะตาย ส่วนรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ที่ออกอากาศทุกวันศุกร์ จากนี้ไปจะปรับเปลี่ยนรูปแบบ โดยตนจะกล่าวแนะหัวข้อเป็นเชิงนโยบายกว้างๆ และให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ หมุนเวียนกันชี้แจง โดยวันศุกร์ที่ 4 เม.ย.นี้ เป็นเรื่องความมั่นคง การค้ามนุษย์ แรงงานประมง

ป.ป.ช.เชิญพระรูป ร.5 ประดิษฐาน

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. พร้อมคณะกรรมการป.ป.ช.และเจ้าหน้าที่ ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ขึ้นประดิษฐานที่แท่นพระบรมราชานุสาวรีย์ หน้าอาคาร 1 สำนักงาน ป.ป.ช. โดยคณะช่างจากสำนักช่างสิบหมู่ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เป็นผู้หล่อพระบรมรูป ร.5 ซึ่งมีขนาดสูง 3.6 เมตร ส่วนฐานรองพระบาท 0.30 เมตร โดยขณะประกอบพิธียกพระบรมรูปขึ้นวางบนแท่น จู่ๆก้อนเมฆเข้ามาบดบังแดดเปรี้ยง จนทุกคนในพิธีแหงนมองท้องฟ้า ระหว่างนั้นสายสลิงของลูกตุ้มเหล็กเกิดลื่นหลุดไหลดิ่งพุ่งลงมายังองค์พระบรมรูปฯ ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของผู้อยู่ในพิธี โชคดีที่เจ้าหน้าที่คณะช่างกดปุ่มบังคับให้หยุดไว้ได้ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด ทำให้ตุ้มเหล็กอยู่ห่างจากองค์พระบรมรูปเพียงแค่ 2 นิ้ว สร้างความตกใจแก่เจ้าหน้าที่ และกรรมการ ป.ป.ช.บางคนพนมมือไหว้แล้วบอกว่าแคล้วคลาดๆ

รวมคดี สนช.-สปช.ตั้งญาติช่วยงาน

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่งตั้งเครือญาติมาดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัวว่า อยู่ระหว่างให้เจ้าหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริง โดยขณะนี้ให้นำทั้งกรณีการร้องเรียน สนช.และ สปช.มารวมเป็นกรณีเดียวกัน เพราะมีลักษณะคล้ายกัน หลังจากนี้จะขอเอกสาร คำสั่งการแต่งตั้งจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำมาตรวจสอบว่า ผู้ได้รับแต่งตั้งมีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ จะตรวจสอบเป็นรายๆไป ถ้าผิดก็ผิดเป็นรายบุคคล แม้ สนช.และ สปช.จะให้เครือญาติพ้นตำแหน่งแล้ว ก็ต้องตรวจสอบ เพราะมีการตั้งและรับเงินเดือนไปแล้ว

“มาร์ค” ขอโทษคนกรุงแทน “ชายหมู”

อีกเรื่อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวใจความว่า ขอโทษพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องเผชิญกับปัญหาภาวะน้ำท่วมขังสืบเนื่องจากพายุที่เข้ามา ในฐานะที่พรรคประชา-ธิปัตย์เป็นต้นสังกัดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขออภัยพี่น้องทุกคนต่อคำพูดที่เกิดขึ้นในการแถลงข่าวของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากรู้สึกไม่พอใจ เข้าใจดีว่าการแก้ปัญหาของ กทม. ไม่ใช่เรื่องง่ายและผู้ว่าฯ กทม. คงรู้สึกเหนื่อยและเครียด นักการเมืองที่อาสามารับใช้ประชาชน มีหน้าที่ในการทำงาน ต้องอดทนอดกลั้นต่อปัญหาและอุปสรรค รวมถึงคำถามของผู้สื่อข่าว เชื่อว่าผู้ว่าฯ กทม.ไม่มีเจตนาทำให้รู้สึกไม่ดี แต่ก็ไม่อาจหนีความรับผิดชอบต่อความรู้สึกของประชาชนได้ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอโทษต่อชาว กทม. ที่ให้ความไว้วางใจเลือกผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ถึง 4 ครั้งติดต่อกัน พรรคฯและผู้ว่าฯ กทม.จะเดินหน้าปรับปรุงการทำงานและจะระมัดระวังมากขึ้นในการแสดงออกต่อสาธารณชน

โปรดเกล้าฯ “ศรีราชา” ปธ.ผู้ตรวจฯ

นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการและโฆษก สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้นำส่งสำเนาพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งรับสนองพระบรมราชโองการโดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มาเพื่อทราบ เนื่องจากนางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ้นจากตำแหน่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง นายศรีราชา วงศารยางกูร ดำรงตำแหน่งประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และแต่งตั้งนายบูรณ์ ฐาปนดุลย์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2558 ต่อไป

สนช.ตั้งแท่นฟัน “บุญทรง-ภูมิ”

ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัต (วิป สนช.) แถลงภายหลังการประชุมว่า วันที่ 2 เม.ย.นี้จะประชุมสนช.เพื่อพิจารณาวาระสำคัญ คือการพิจารณาถอดถอนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าระหว่างประเทศ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 64, 66 ที่มีพฤติกรรมส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่ กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ โดยจะพิจารณาคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐาน ซึ่งนายมนัสได้ยื่นขอเพิ่มเติมพยานเอกสาร 9 รายการ ส่วนสนช.จะรับพิจารณาหรือไม่ขึ้นอยู่กับที่ประชุม ทั้งนี้ในวันดังกล่าว นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. จะกำหนดวันแถลงเปิดคดี โดยคาดว่าไม่เกินปลายเดือน เม.ย.นี้ ก่อนจะตั้งคณะกรรมาธิการซักถาม แถลงปิดคดี และลงมติถอดถอนหรือไม่ ซึ่งจะกำหนดวันอีกครั้ง

จ่อออก ก.ม.ฟอกเงิน-ต้านก่อการร้าย

นพ.เจตน์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีวาระพิจารณากฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ คือ 1.ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย 2.ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ 3.ร่างพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม

กต.แจ้งคนไทยเร่งอพยพจากเยเมน

ช่วงค่ำวันเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน ซึ่งครอบคลุมดูแลประเทศเยเมน ได้ออกประกาศฉบับล่าสุดว่า สถานการณ์การสู้รบในประเทศเยเมนยังไม่มีท่าทีจะยุติ และมีโอกาสทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หลายชาติต่างได้ทยอยอพยพคนของตัวเองแล้ว สถานเอกอัครราชทูตไทยฯ จึงเห็นสมควรให้คนไทยทุกคนในเยเมนอพยพออกจากเยเมนโดยเร็วที่สุด แต่หากคนไทยรายใดยังยืนยันที่จะอยู่ในเยเมน ต้องยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของตัวเอง ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตไทยฯได้ประสานข้อมูลไปยังนายซ่าอา ทับทิมใหม่ ประธานนักเรียนไทยในเยเมน เพื่อช่วยประสานรวบรวมรายชื่อคนไทยด้วยอีกทางหนึ่ง

“บิ๊กตู่” ทูลเกล้าฯยกเลิกกฎอัยการศึก หันมาใช้ ม.44 แทน เผยเนื้อหาเน้นคุมสถานการณ์ ด้านความมั่นคง เพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ตรวจค้น-จับกุม-สอบสวน แต่เปิดช่องให้สู้ในชั้นศาล ทหารได้ 3 ศาล บ่นพึมกลัวอะไร 1 เม.ย. 2558 07:32 1 เม.ย. 2558 07:39 ไทยรัฐ