วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เหยื่อแค้นบุกบีบคอ! สาวจอมตุ๋นมี 20 หมายจับ หลอกจนหมดตัว

ชุดสืบสวน ภ.5 รวบผู้ต้องหาสาวใหญ่ร่วมยักยอกทรัพย์ มีหมายจับถึง 20 หมาย ล็อกตัวจากกรุงเทพฯ พาแถลงข่าวที่เชียงใหม่ เหยื่อตามมาดูหน้า ตรงเข้าจะบีบคอ ร้องไห้บอกถูกหลอกจนหมดตัว เผยพฤติกรรมทั้งเช่ารถไปจำนำ และกู้เงินแล้วเชิดไปร่วม 30 ล้าน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 31 มี.ค.58 ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พล.ต.ต.ประจวบ วงศ์สุข ผบก.สส.ภ.5 พ.ต.อ.วีรชน บุญทวี รอง ผบก. และ พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย ผกก.สส. 1 ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมตัว นางมณีรัตน์ หรือ นางกฤติยาวารี หรือ แหม่ม ศรุณานิธิโรจน์ อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 444/131 หมู่ 1 ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ผู้ต้องหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ ตามหมายจับของศาลแขวงเชียงใหม่ จำนวนถึง 20 หมายจับ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมได้ที่ในห้องพักคอนโดมิเนียมย่านมีนบุรี กรุงเทพฯ เมื่อตอนเช้าวันที่ 31 มี.ค. คุมตัวมาดำเนินคดีที่เชียงใหม่ โดยในช่วงแถลงข่าวมีเจ้าทุกข์ร่วม 20 คนพากันมาดูหน้าและต่อว่า บางคนแทบจะเข้าไปทำร้าย บางคนทำท่าจะบีบคอ ขณะที่บางคนร้องไห้เพราะถูกผู้ต้องหารายนี้โกงจนหมดตัว ทางตำรวจต้องระดม นปพ.มาเฝ้าระวังเหตุตลอดเวลา

พล.ต.ต.ประจวบ วงศ์สุข ผบก.สส.ภ.5 ได้เปิดเผยถึงพฤติการณ์ ในการกระทำความผิดของนางมณีรัตน์ว่า ก่อนเกิดเหตุ นางมณีรัตน์ หรือนางกฤติยาวารี หรือ แหม่ม ศรุณานิธิโรจน์ ผู้ต้องหารายนี้ ได้เข้าไปตีสนิทกับร้านรถเช่าใน ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ โดยได้พาเจ้าของร้านรถเช่าไปดูบ้านของตนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และหลอกลวงว่าเป็นคนมีฐานะดี รู้จักกับนักธุรกิจต่างชาติ ต้องการขอเช่ารถยนต์เป็นรายเดือน เพื่อนำไปให้ลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติเช่าต่อ จากนั้นผู้ต้องหาได้เช่ารถยนต์จากร้านครั้งละ 2 คัน โดยเช่าเป็นรายเดือน เดือนแรกและเดือนที่ 2 ได้ส่งชำระค่าเช่าตรงตามปกติ แต่เดือนที่ 3 ผู้ต้องหาได้ผัดผ่อนไม่ส่งค่าเช่า อย่างไรก็ตาม เจ้าของรถยนต์ที่ให้ผู้ต้องหาเช่า ได้ติดตามรถยนต์ของตนเองคืนมาได้ ซึ่งรถยนต์ที่เช่าไป ถูกนำไปจำนำในสถานที่ต่างๆ

ต่อมา เจ้าของรถยนต์ได้สอบถามผู้ต้องหายอมรับว่าได้นำรถยนต์ไปจำนำจริง และจะหาเงินมาคืนให้ แต่ไม่แจ้งว่าจำนำไว้ที่ใดบ้าง เจ้าของรถผู้เสียหายจึงรวมตัวกันเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งจากการสอบสวนทราบว่าผู้ต้องหาได้เช่ารถประมาณ 35 คัน เจ้าของรถติดตามได้รถคืนมา 15 คัน ส่วนอีกประมาณ 20 คัน ยังไม่สามารถติดตามรถกลับคืนมาได้ รวมมูลค่าทรัพย์สินที่เสียหายประมาณ 10 ล้านบาทเศษ

นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังได้หลอกลวงบุคคลอื่นอีกจำนวนมาก โดยไปตีสนิทกับบุคคลที่มีฐานะดี และหลอกให้ผู้เสียหายเชื่อว่า ตนเป็นนักธุรกิจ ต้องการนำเงินไปลงทุน ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนหนึ่ง โดยทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้เสียหายและจะให้ดอกเบี้ยสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงให้ผู้ต้องหากู้เงิน ต่อมาเมื่อถึงเวลาต้องชำระเงินกู้ ผู้ต้องหาอ้างกับผู้เสียหายว่ายังต้องลงทุนเพิ่ม และให้ผู้เสียหายหาบุคคลอื่นที่มีเงินให้กู้ยืม โดยผู้ต้องหาจะเป็นผู้กู้เงิน และให้ผู้เสียหายเป็นผู้ค้ำประกัน โดยนำเงินที่กู้มาได้คืนให้กับผู้เสียหายส่วนหนึ่ง ต่อจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อผู้ต้องหาได้ ซึ่งผู้ต้องหาได้กระทำความผิดลักษณะนี้หลายครั้ง มีผู้เสียหายทั้งชาวบ้านและพระสงฆ์ถูกหลอกจำนวนมากเข้าร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี โดยคดีมีมูลค่าความเสียหายรวมกันมากถึง 30 ล้านบาท ซึ่งผู้ใดที่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงของผู้ต้องหาดังกล่าว ให้มาตรวจสอบได้ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5

ด้าน นางมณีรัตน์ หรือแหม่ม ผู้ต้องหา ได้ให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าอยู่ในช่วงกำลังหาเงินคืนให้กับทุกคน แต่ช่วงหลังเงินช็อตจึงนำรถยนต์ที่คนนำมาฝากให้เช่า ไปไว้กับเพื่อนเพื่อนำเงินมาหมุน และพยายามจ่ายเงินให้กับทุกคน ผ่านคนชื่อต่าย แต่ปรากฏว่า คนชื่อต่ายนำเงินไปจนหมด ทำไมตำรวจไม่ไปจับนางต่ายมา ส่วนเรื่องที่ไปหลอกเงินคนมาลงทุน ตนก็พยายามจะใช้เงินคืนแต่ถูกจับเสียก่อน.

ชุดสืบสวนภ.5รวบผู้ต้องหาสาวใหญ่ร่วมยักยอกทรัพย์ มีหมายจับถึง20หมาย ล็อกตัวจากกรุงเทพฯพาแถลงข่าวที่เชียงใหม่ เหยื่อตามมาดูหน้า ตรงเข้าจะบีบคอ ร้องไห้บอกถูกหลอกจนหมดตัว เผยพฤติกรรมทั้งเช่ารถไปจำนำ และกู้เงินแล้วเชิดไปร่วม30ล้าน 31 มี.ค. 2558 19:14 1 เม.ย. 2558 00:32 ไทยรัฐ