วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย ซูม
1 เม.ย. 2558 05:01 น.
นายกฯคนนอก ประสบการณ์ในอดีต

นายกฯคนนอก ประสบการณ์ในอดีต

โดย ซูม
1 เม.ย. 2558 05:01 น.
  • Share:

ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ว่านายกรัฐมนตรีในอนาคตของประเทศไทย ตามรัฐธรรมนูญใหม่ควรจะเป็น “คนใน” คือมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น หรือเป็น “คนนอก” ที่มาจากไหนก็ได้ถ้า ส.ส.ส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันที่จะยกมือให้

ล่าสุดคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญหลายท่านบอกกับผู้สื่อข่าวว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเปิดช่องไว้ให้นายกฯเป็นคนนอกได้

แต่อาจจะให้เป็นยากหน่อย เช่น ต้องได้รับเสียง 2 ใน 3 ของ ส.ส. หรืออะไรทำนองนั้น

ท่านให้เหตุผลด้วยว่า มีไว้เพื่อไม่ให้เกิดทางตัน ต้องมาฉีกรัฐธรรมนูญกันอีก ดังนั้นในห้วงเวลาวิกฤติจริงๆ ช่องทางนี้แหละที่จะทำให้มีโอกาสเลือกนายกฯจากคนนอกที่มีความเหมาะสมมาช่วยแก้สถานการณ์ได้

ถ้าเรามองย้อนกลับไปในอดีตของเส้นทางการเมืองบ้านเราก็จะพบว่าในช่วง 35 ปีที่ผ่านมาเรามีนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนนอก ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง 3 ท่าน

ได้แก่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ นายอานันท์ ปันยารชุน

ถ้าจะถามว่าการพัฒนาประเทศเป็นอย่างไรคนไทยได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหนในยุคของนายกฯคนนอกทั้ง 3 ท่านนี้ เราก็คงจะได้คำตอบโดยสังเขปดังนี้

ในยุคของพลเอกเปรมนั้น การพัฒนาประเทศดำเนินไปอย่างดีมาก มีการลงหลักปักฐานการพัฒนาที่สำคัญ อาทิ โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก และขยายการลงทุนอุตสาหกรรมต่างๆอย่างกว้างขวางจากการจับมือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

ในการพัฒนาชนบทและกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค เพื่อลดปัญหาช่องว่างและแก้ปัญหาความยากจนก็ทำกันอย่างเต็มที่

จากการประเมินผลพัฒนาในภายหลังระบุชัดเจนว่า ช่วงเวลาที่ป๋าเปรมเป็นนายกฯ คนไทยและประเทศไทยได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก

แล้วก็มาถึงยุคของนายกฯคนนอก พลเอกสุจินดา คราประยูร

ก็น่าจะต้องสรุปว่ายุคนี้เป็นยุคที่กระแสไม่ต้องการคนนอก โดยเฉพาะคนนอกที่มาจากทหารค่อนข้างสูง

การมาของพลเอกสุจินดาได้รับการคัดค้านต่อต้านนับแต่นาทีแรกที่มีการเอ่ยชื่อท่าน และเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเป็นความจริง การต่อต้านก็ยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆเป็นหลายเท่าทวีคูณ

จนในที่สุดก็นำมาซึ่งการประท้วงใหญ่ และการรวมตัวของประชาชนที่คัดค้านจนแน่นขนัดไปทั้งถนนราชดำเนินอีกครั้งหนึ่ง

นำไปสู่เหตุการณ์ที่เรียกว่า “พฤษภาทมิฬ” ซึ่งฝ่ายทหารออกมาปราบปรามด้วยวิธีรุนแรง เพราะฝ่ายประท้วงก็เริ่มที่จะรุนแรงขึ้นทุกขณะ

นับเป็นบุญของคนไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขอให้ทุกๆฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงได้ด้วยดี

สำหรับนายกฯอานันท์ แม้จะมีผลงานมากมายที่เป็นผลดีต่อประเทศ แต่ก็เกิดขึ้นในยุคที่มาเป็นนายกฯครั้งแรก ซึ่งมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร จึงไม่ถือว่าเป็นนายกฯคนนอกในนัยนี้...

ท่านมาเป็นนายกฯคนนอกคือประธานสภาเป็นผู้เลือกและนำชื่อทูลเกล้าฯในครั้งที่ 2 หลังเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แต่ก็มิได้มีผลงานอะไรเพิ่มเติม เพราะเข้ามาทำหน้าที่ยุบสภาและควบคุมการเลือกตั้งใหม่เท่านั้นเอง

จากตัวอย่างข้างต้น ผมซึ่งมีโอกาสอยู่ในเหตุการณ์ ทั้งเคยทำข่าว และเคยร่วมทำงานกับนายกฯทั้ง 2 ท่านมาบ้าง แม้จะเห็นประโยชน์ไม่น้อยจากคนนอกท่านที่ 1 คือ พลเอกเปรม

แต่พอมาพบกับเหตุการณ์ที่เกือบจะทำให้ประเทศต้องนองเลือดในยุคของท่านที่ 2 ผมก็บอกตัวเองตั้งแต่วันนั้นว่า ประเทศไทยเราไม่ควรจะมีนายกฯคนนอกอีกแล้ว

คนไทยเหมือนยักษ์ที่หลุดออกจากขวดในนิยายอาหรับเสียแล้วครับ เราหลุดจากกรอบของเผด็จการมาสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ และอิ่มเอิบกับมันมาเป็นเวลานาน จะให้กลับไปบรรจุลงขวดอีก แม้จะแค่ครึ่งขวดหรือครึ่งใบก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

ก็ขออนุญาตหยิบยกตัวอย่างจากของจริงมากราบเรียนคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพ เผื่อจะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเฉพาะในประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรีให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยมากที่สุด

ยังมีเวลาที่จะตัดสินใจครับ ลองฟังความเห็นให้เยอะหน่อยสำหรับประเด็นนี้ อย่าให้ร่างรัฐธรรมนูญที่มีอะไรดีๆเยอะฉบับนี้ ต้องตกไปเพราะประเด็นนี้เลย.

“ซูม”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้