วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ภูมิทัศน์เจ้าพระยา เปลี่ยนชีวิตคนริมน้ำ

ปรับภูมิทัศน์ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 50 กิโลเมตร ตั้งแต่สะพานพระราม 3 ไปจนถึงสะพานพระนั่งเกล้า...แต่นำร่องเฟสแรก 14 กิโลเมตร จากสะพานพระราม 7 ไปจนถึงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ

เป้าหมาย...เพื่อพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้มีทัศนียภาพสวยงาม ให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึง ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า

ไม่ว่าจะพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย ปั่นจักรยาน และกิจกรรมอื่นๆ

ที่สำคัญ คาดหวังกันว่า ภูมิทัศน์ใหม่สองฝั่งเจ้าพระยาจะเป็นจุดชมวิวแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงเทพเมืองฟ้าอมร สำหรับดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งคนไทย คนต่างชาติ...ว่ากันว่าแลนด์มาร์คแห่งใหม่นี้จะสร้างถัดออกมาจากแนวเขื่อนกั้นน้ำ โดยมีความกว้าง 20 เมตรทั้งสองฝั่งแบ่งเป็นทางเดิน ทางจักรยาน และสวนสาธารณะ

ภูมิทัศน์...ที่เปลี่ยนไปทำให้วิถีชีวิตผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รุกล้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาต้องเปลี่ยนแปลง

ธารา ผโลดม อายุ 53 ปี อาศัยอยู่ในชุมชนราชผาทับทิมร่วมใจ ย่านสะพานซังฮี้ บอกว่า จากแนวเขื่อนกั้นน้ำยื่นออกไปในแม่น้ำเจ้าพระยา 20 เมตร เป็นระยะทางปรับภูมิทัศน์ริมน้ำ แนวเขื่อนอยู่ริมน้ำอยู่แล้ว ถ้ายึดแนวนี้ก็ต้องยื่นเข้าไปในแม่น้ำ ถามว่าดีไม่ดีอยู่ที่มุมมอง สวยเป็นระเบียบ แต่ก็เดือดร้อนชาวบ้านที่อยู่ริมน้ำ

“ต้องไล่หมด...คนที่อยู่ริมน้ำ นอกแนวเขื่อนต้องย้ายออกไปหมด”

ในมุมดึงดูดนักท่องเที่ยวก็อาจจะมีบางจุด “บางลำพู”...น่าจะเป็นจุดใหญ่ นักท่องเที่ยวย่านนั้นมาอยู่กันเยอะกว่าที่อื่น เสียงสะท้อนจากพื้นที่ที่เป็นชาวบ้าน...หาเช้ากินค่ำ ก็คิดกันไปว่าปรับภูมิทัศน์เอื้อให้แต่คนรวย ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับ...ปรับภูมิทัศน์แล้วใครๆก็เข้ามาใช้ได้ ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นคนรวย...คนจน

ทำได้จริงๆถือว่าเป็นเรื่องดี...ประเทศไทยก็มีแบบนี้

ช่วงเดือนมีนาคม ได้ฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สองรอบแล้วที่ลง

พื้นที่ทำความเข้าใจ...พื้นที่ปรับภูมิทัศน์แล้ว จะเป็นทางเท้าเดิน แล้วก็มีทางจักรยาน...ทางออกกำลังกายตลอดเส้นทาง พร้อมด้วยสวนหย่อมสวยงาม

และอีกอาทิตย์กว่าๆได้ข่าวว่าจะมีการนัดคุยกันอีกที คำว่า...“คุย” ก็คือเจ้าหน้าที่จะเข้ามาสอบถามชาวบ้าน ถ้าจะขอคืนพื้นที่ริมแม่น้ำที่เป็นที่อยู่อาศัยทุกวันนี้...ได้รับความเดือดร้อน จะมีข้อเสนออย่างไรบ้าง?

ธารา เล่าว่า ครั้งแรกที่คุย ชาวบ้านขออยู่ที่เดิมแต่ปรับเปลี่ยน

แนวอยู่ให้ร่นเข้ามาติดแนวเขื่อนกั้นน้ำแล้วการปรับภูมิทัศน์ก็ให้ทำทางอ้อมออกไป ผลยังไม่ออกมาว่าจะมีความชัดเจนประการใด น่าจะอยู่ในขั้นตอนพิจารณา...สิ่งที่ชาวบ้านคาดหวัง คิดกันแล้วว่าไม่น่าจะเป็นไปได้

“ชุมชนมิตรคาม 1”...เข้ามาทางซอยสามเสน 13 เป็นกลุ่มที่เดือดร้อน ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม เป็นชุมชนที่อาศัยอยู่

ริมน้ำมายาวนานแล้วมีปัญหาแน่นอน ถ้าปรับภูมิทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเฟสแรก

ชุมชนมิตรคาม...กินพื้นที่ไล่ไปตั้งแต่ใต้สะพานซังฮี้ ยาวไปจนถึงวัดเทวราชกุญชรฯ ย่านนี้ดูจะหนาแน่นที่สุดแล้ว เท่าที่ประเมินกันน่าจะมีเกือบ 300 ครัวเรือน ปัญหาก็คือความยากจน เกือบทุกครัวเรือนหาเช้ากินค่ำ ไม่ได้ร่ำรวยอะไร การย้ายที่อยู่ไม่ใช่เรื่องใหญ่...ถ้ามีเงิน แต่เมื่อไม่มีเงินจะขยับไปทางไหนก็ดูจะมืดมนอับจนหนทาง

จะไปอยู่กันที่ไหน?...จะไปกันอย่างไร?

“ถ้าจะทำจริง...จะต้องเยียวยาชาวบ้านผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนให้ไปได้...ให้มีชีวิตมีความเป็นอยู่ต่อไปได้ เยียวยายังไง...ไปเริ่มต้นใหม่ ไปทำอะไร ค้าขายอะไร ทำมาหากินอะไร ทำอาชีพอะไร”

คนเหล่านี้ไม่ได้อยู่อย่างเดียว แต่ละคนถึงจะหาเช้ากินค่ำก็มีอาชีพ หาเลี้ยงตัว วิถีชีวิตริมแม่น้ำก็หากินอยู่ในน้ำ...อย่าง “นักประดาน้ำ”

งมของเก่า กู้เรือ ก็อยู่กันที่นี่ คนทำอาชีพนี้มีอยู่ที่นี่หลายครอบครัว

อาชีพประดาน้ำ...“นักประดาน้ำ” ชุมชนมิตรคาม 1 พูดอย่างนี้

คนฟังอาจคิดไปถึง “มนุษย์กบ”...ใส่ชุดดำน้ำ แต่นักประดาน้ำที่ว่านี้ดำอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา...ในน้ำจืด มีหัวครอบทำด้วยเหล็กน้ำหนักมากไม่น้อยกว่า 20 กิโลกรัม เป็นอุปกรณ์เอาไว้เก็บออกซิเจนที่ส่งมาตามสายเป็นอากาศไว้หายใจใต้น้ำ

ออกซิเจนผลิตจากเครื่องปั๊มลมบนเรือ ส่งผ่านมาทางสาย กระทั่งมาถึงหัวครอบที่เรียกกันว่า “หัวครู” ที่ทำมาจากเหล็กบ้าง สเตนเลสบ้าง สมัยก่อนจะทำด้วยทองเหลือง...ทองแดง คุณสมบัติไม่ต่างกัน

นักประดาน้ำรุ่นสู่รุ่นจะออกแบบกันเอง ทำกันเองเฉพาะกลุ่ม เอาแผ่นเหล็กมาพับหรือไม่ก็ใช้ถังลมเก่ามาตัดออก ดัดแปลงให้เป็นหัวครูเฉพาะบุคคล เรียกว่า...เอาถนัด ใช้งานสะดวกเข้าว่า

ทำเสร็จแล้วก็ต้องมีการทดสอบ ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเวลาเอาไปใช้งานจริง จะต้องอยู่ใต้น้ำ เกิดอันตรายได้ทุกขณะเวลา ทดสอบด้วยการถ่วงตะกั่วให้ได้น้ำหนักพอดิบพอดี หมายถึงว่า ไม่หนักหรือเบาจนเกินไป พอสวมลงใต้น้ำ ผู้ใส่จะบังคับได้ตามใจ...จะ “ลอยขึ้น” หรือจะ “จมลง” ก็ได้

“กลืนลมเข้าไปตัวเราจะเบาลอยขึ้นได้ ถ้าสูดลมเข้าไปในตัวเยอะๆ เราจะลอย ว่ายน้ำได้ กลับกันถ้าเราพยายามไม่สูดลมเข้าตัวก็จะจมลงไปใต้น้ำ” จำเริญ บัวศรี อายุ 48 ปี นักประดาน้ำมือเก่ากว่า 30 ปี ว่า

จำเริญ บอกว่า พ่อแม่ทำกันมา...อยู่ตรงนี้มาตั้งแต่รุ่นก่อนพ่อ น่าจะเกือบร้อยปีเห็นจะได้ วิถีชีวิตดั้งเดิมไม่ได้เป็นบ้านเรือนริมน้ำอย่างที่เห็น อาศัยอยู่กันในเรือนแพ...แพลูกบวบ แบบในหนังย้อนยุค

รุ่นปู่...รุ่นพ่อเป็นนักประดาน้ำ วันเวลาผ่านมาถึงปัจจุบัน ขุมทรัพย์ใต้แม่น้ำถูกขุดค้นหามาต่อเนื่องหลายสิบปี คำถามมีว่า...ของมีค่าใต้น้ำยังมีหลงเหลืออีกหรือ?

“มี” จำเริญ ยืนยันน้ำเสียงหนักแน่น “น้ำเปิดแรงๆทีของก็จะไหลมากองรวมกันทีนึง...”

“น้ำเปิดแรง”...หมายความถึง “น้ำหลาก”...กระแสน้ำก็จะไหลมาลงด้านเดียวอย่างแรง ช่วงเวลานี้นักประดาน้ำออกไปไม่ได้ แต่ผลของน้ำหลากก็จะพัดพาเศษสิ่งของต่างๆมารวมกัน

เมื่อก่อนของเยอะมากกว่าสมัยนี้ สมมติว่าเมื่อก่อนงมได้สัก 100 เหรียญ มาวันนี้ได้ไม่เกิน 10 เหรียญ เหรียญเก่าสมัย ร.5 เงินเฟื้อง สลึง โสฬส ยังพองมหาได้...ถ้าเจอทอง เงินก็ถือว่าโชคดี

คนอาชีพนี้ละแวกนี้มีอยู่ 12-15 ครัวเรือน แต่ละบ้านก็มี 3-5 ชีวิตที่เป็น...“นักประดาน้ำ” เป็นอาชีพคนจน คนรวยไม่ทำแน่ ลงน้ำแต่ละครั้ง...ออกเรือกันสองคนก็ต้องเหลือแบ่งกันคนละ 400-500 บาท

ถึงจะพอกิน เท่ากับว่าต้องมีรายได้อย่างน้อย 1,000 บาท หักค่าน้ำมันแล้วต้องเหลืออย่างน้อยๆ 800 บาท

ปกติอยู่บ้าน เริ่มงานประดาน้ำกันช่วงสายก็ไล่ดำกันไปตั้งแต่สาทร...ไปจังหวัดนนทบุรี ยันปากเกร็ด บางครั้งก็รวมตัวกันหลายๆลำออกไปหาขุมทรัพย์ใต้น้ำในต่างจังหวัด

วิถีชีวิตอยู่กับน้ำ เมื่อถามถึงโครงการปรับภูมิทัศน์สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จำเริญ บอกตรงๆว่าปรับ...เราก็ต้องย้าย แต่อยากจะเรียกร้องให้ช่วยหาที่อยู่ใหม่ที่พวกเราอยู่กันได้ ไม่จำเป็นจะต้องอยู่แถวนี้ จะหาที่ใหม่ให้ไปอยู่ถึงปทุมธานีก็ได้ แต่ขอเป็นริมน้ำหน่อยจะได้หากินได้เหมือนเดิม...มีวิถีชีวิตเหมือนเดิม

“รัฐบาลซื้อที่...แล้วให้เรามาผ่อนก็ยังไหว แต่ถ้าจะให้ย้ายออกไปเลยลำบากแน่ ไม่ไหว...หาเช้ากินค่ำเก็บเงินไล่ไม่ทันราคาที่ดินที่ขยับรวดเร็ว เราอยู่กันแบบนี้มาตั้งแต่เกิด คล้ายจะเป็นมนุษย์ปลาอยู่แล้ว เกล็ดแห้งแล้วก็หากินไม่เป็นเลย...ตายแน่ถ้าไม่มีน้ำ ความรู้ก็น้อย...พวกเราก็รู้กันอยู่แก่ใจ ไม่วันใดก็วันหนึ่งต้องถูกไล่ที่อยู่”

อนาคต “ภูมิทัศน์”...สองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวย...ดูดี ...น่าแวะพักผ่อนหย่อนใจ เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องแลกกับความเปลี่ยนแปลงของ “ผู้รุกล้ำ”...ในวันนี้.

ปรับภูมิทัศน์ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 50 กิโลเมตร ตั้งแต่สะพานพระราม 3 ไปจนถึงสะพานพระนั่งเกล้า...แต่นำร่องเฟสแรก 14 กิโลเมตร จากสะพานพระราม 7 ไปจนถึงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ... 31 มี.ค. 2558 08:47 31 มี.ค. 2558 08:49 ไทยรัฐ