วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


เรื่องของเด็กชายขี้สงสัย

โดย น้าเน็ก

ที่นี่คือโรงเรียน … โรงเรียนประถมของเด็กชายคนหนึ่ง

เด็กคนนี้ดูไปก็ธรรมดา ว่านอนสอนง่าย โดนไม้เรียวบ้างบางที
เขาเติบโตท่ามกลางเพื่อนฝูงมากมาย รวมถึงครูประจำชั้นโคตรดุ
และเพราะเพิ่งอยู่ชั้นประถม ทุกสิ่งรอบตัวเลยมีแต่เรื่องน่าสงสัย
ครูเคยบอกว่าความขี้สงสัย เป็นนิสัยของนักวิทยาศาสตร์
แต่เธอก็บอกด้วย ว่าไม่ใช่คนขี้สงสัยทุกคน จะได้เป็นนักวิทยาศาสตร์
ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ ความสงสัยเลยยังไม่หายไปไหน

เด็กชายเคยสงสัยว่าทำไมต้องมาโรงเรียน
ครูตอบว่าเป็นเด็ก ต้องเรียน จะได้ฉลาด
ต่อมาก็สงสัยอีก ทำไมถึงถูกครูตีเพราะเล็บดำ
ครูก็ตอบว่าเป็นเด็ก เล็บต้องสะอาด
ไหนจะเรื่องผมยาว เรื่องคุยกับเพื่อน เรื่องรองเท้า
ขึ้นวันใหม่ทีไร ก็มีปัญหาใหม่ให้สงสัยตลอด
เรื่องนี้ก็เหมือนกัน …

ทำไมครูชอบถือซองจดหมายเข้ามาในห้องเรียนบ่อยๆ
เธอว่านั่นคือซองผ้าป่า … ผ้าป่าคืออะไรไม่รู้ รู้แต่เห็นเมื่อไหร่ ทุกคนต้องจ่ายเงิน
เด็กชายสงสัยว่าทำไมต้องใส่ ครูคนเดิมบอกว่าใส่เงินในซองก็เหมือนซื้อขนม
แต่แทนที่จะได้ขนมตอนนี้ ก็ได้บุญแทน มีบุญมากๆ ตายไปได้ขึ้นสวรรค์
บุญมาก ชาติหน้าก็สบาย เหมือนซื้อขนมล่วงหน้า เพื่อเก็บไว้กินพรุ่งนี้

เด็กชายคิดว่า แต่ตอนนี้เขายังไม่ได้กิน และเขาก็ยังไม่ตาย
ทว่า เห็นเพื่อนโต๊ะข้างๆ ใส่กันหมด มีแบงก์ยี่สิบ เหรียญสิบ เหรียญห้า

ใส่มากบุญมาก ใส่น้อยบุญน้อย
นานเข้าก็เริ่มกลัว เหมือนถูกสะกดจิต เขากลัวไม่ได้บุญ เลยใส่บ้าง
เป็นเหรียญบาท หนึ่งเหรียญถ้วน …

อธิษฐานอยู่นาน ขอพรเผื่อทุกคนในบ้านที่เขารัก รวมถึงหมาย่นด้วย
พอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเพื่อนที่เป็นเจ้าของแบงก์ยี่สิบ กำลังนั่งมอง
“บาทเดียวขอทำไมนานๆ อยากขอเยอะใส่ตังค์เพิ่มดิ”

ครูบอกว่าทำบุญเป็นเรื่องดี การรู้จักให้เพื่อนร่วมโลกเสียบ้าง นี่ก็ดีอีก
จะมากจะน้อย มีคนเห็น หรือไม่มีคนเห็นก็ควรทำ
เพราะดีไม่ดี มันอยู่ที่เจตนา … เด็กชายงงนิดหน่อย แต่ก็พยายามจำ

ในเวลาต่อมา จากเด็กชายขี้สงสัย ก็กลายเป็นผู้ชายคนหนึ่ง
ผู้ชายคนนี้เลิกใส่เหรียญบาทเหรียญเดียวลงในซองแล้ว
เพราะเขาไม่เคยใส่เงินซองผ้าป่าอีกเลย นับแต่โตมา
ไม่ใส่ซองงานบวช ซองงานแต่ง ไม่หยอดตู้ ไม่สมทบทุน ไม่ให้ขอทาน
ไม่ร่วมสร้างเสา สร้างกำแพง สร้างหลังคา ไม่ซื้อโปรโมชั่นเติมบุญล่วงหน้า
ไม่ใช่เพราะสิ่งที่ครูสอนไม่เข้าหัว หรือน้ำใจเค็มเหมือนทะเลอย่างที่เพื่อนชอบพูด
เขาแค่รู้สึกว่า ไม่ใช่วิธีเดียวที่ดีสุดสำหรับการให้ ยังมีทางอีกเยอะแยะเพื่อทำบุญ

อดีตเด็กชายขี้สงสัย คิดว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้

ครูไม่เคยบอก แต่ก็มั่นใจ มั่นใจแบบไม่ดูตาม้าตาเรืออย่างที่หลายคนชอบว่านั่นแหละ

และแม้โตขึ้น หากความขี้สงสัยที่เป็นเพื่อนเล่นมาตั้งแต่เด็กก็ยังอยู่ …

วันหนึ่งที่เปิดทีวี เขาเห็นข่าวเด็กชายเมาคลี กับเด็กหญิงวัลลี แห่งปี 2015

ถึงไม่น่าเชื่อว่ายุคนี้จะยังมี แต่แปลกใจไปก็เท่านั้น มันเกิดขึ้นได้เสมอในบ้านเรา

เด็กสองคนในข่าวสองข่าวมีชีวิตลำบาก หรืออย่างน้อยก็ดูลำบากเกินเด็กปกติ ไม่มีใครสนใจ ไม่ใช่หน้าที่ ถึงเป็นหน้าที่ ก็มองผ่านเลยไป
จนเมื่อมีคนถ่ายคลิปมาลง แชร์รูปมากมาย ความลำเค็ญที่เคยมีก็น้อยลง
ผู้ว่าราชการ รองผู้ว่าฯ นายกเทศบาล หมอ พยาบาล กู้ภัย กาชาด นักข่าว ครูใหญ่

คนที่เกี่ยวและไม่น่าเกี่ยว แห่มามอบของขวัญ ช่วยกันเพราะความสงสาร เปิดบัญชี ระดมเรี่ยไร

ก่อนถ่ายรูปไว้เป็นสักขีพยาน … ชื่นบานระดับจังหวัด
ก็มันกลายเป็นข่าวแล้ว ต้องสนใจสิ …

อดีตเด็กชายขี้สงสัยก็เริ่มสงสัยขึ้นมาตงิดๆ …
คนอื่นล่ะ ที่ยังไม่ถูกเผยแพร่ แต่เดือดร้อนเหมือนกัน จะทำยังไง
ที่ข้นแค้นกว่านี้ แต่ยังไม่มีใครออกมาเรียกร้องให้ จะได้ความช่วยเหลือตอนไหน
ไม่ใช่เพราะหลังเขา แต่เพราะไม่เคยมีใครอยากมอง

หรือปัจจุบัน การถูกพบเจอ กับถูกสื่อพบเจอ มันไม่เหมือนกัน?
ข้อแรกไม่จำเป็นต้องสน แต่ข้อหลัง ต้องตื่นตัวทันที แบบนั้นรึเปล่า
ไหนครูเคยบอกว่าการทำดี ถึงไม่มีใครเห็นก็ต้องทำไงล่ะ
ดูสิ … เขาสงสัยอีกแล้ว

อดีตเด็กชายเคยคิดว่ามันน่าเบื่อนิดหน่อย …
เวลาเห็นหน่วยงานต่างๆ วิ่งกรูเข้าไปแย่งกันช่วยคนยากไร้อย่างออกนอกหน้า
ก็ต่อเมื่อมีคนเอามาโฆษณาก่อน คล้ายเพิ่งถูกกระตุ้น
ส่วนใครที่สื่อออนไลน์ยังไม่พูดถึง ก็รอก่อน …
คำว่าทำมีเดียกับน้ำใจ ทำไมดูใกล้กันนิดเดียว

ตำราวิชาสังคมเล่มไหนซักเล่มเคยเขียน …
ถ้าจะวัดความยิ่งใหญ่ของชาติ ให้ดูวิธีที่ปฏิบัติต่อคนที่อ่อนแอสุดของสังคม
มหาตมะ คานธีเป็นคนพูด …
เขาจำได้ว่าตอนเด็กๆ ตัวเองชอบข้อความนี้ แต่ใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจ

มุมนึงแปลว่าสังคมควรมีมาตรฐานสำหรับดูแลคนด้อยโอกาส
อาจไม่ถึงขั้นสบายเท่ากันหมด แต่ก็ควรเป็นมาตรฐานที่ใช้ได้จริง
ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ หรือกระแสบริจาคเป็นครั้งคราว …
แน่นอนว่าการแบ่งปัน อุปถัมภ์เพื่อนมนุษย์เป็นเรื่องดี
แต่ความจริงที่ไม่ค่อยดี คือเราไม่สามารถตามเจียดเงินเพื่อบริจาคให้ทุกคนได้ตลอดไป สังคมน่าจะต้องการบรรทัดฐานดูแลที่มีคุณภาพ โดยไม่รอให้ใครช่วยประกาศร้องขอมากกว่า

เมื่อก่อน เด็กชายมีครูที่โรงเรียนไว้ถามเวลาสงสัย
ตอนนี้คงถามครูไม่ได้แล้ว โลกใหม่ของเขาใหญ่กว่าโรงเรียนตั้งเยอะ
ได้แต่คิดว่า ถ้าบ้านเราไม่มีองค์กรไหนพร้อมดูแลคนยากอย่างจริงใจซักที
งั้นคงต้องขอให้พวกเขาทุกคนมีโอกาสออกสื่อโดยทั่วถึง ถูกบังเอิญเจอแล้วถ่ายรูปมาแชร์

โลกจะได้รู้ ผู้ว่าฯ จะได้รีบมาแจกของ และมีบัญชีธนาคารของตัวเอง

แต่อดีตเด็กชายก็สงสัยอีกนั่นแหละ … มันจะเกิดขึ้นได้จริงเหรอ คนอีกตั้งเป็นล้านเลยนะ

น้าเน็ก

น้าเน็ก

ที่นี่คือโรงเรียน … โรงเรียนประถมของเด็กชายคนหนึ่ง... 30 มี.ค. 2558 12:58 1 เม.ย. 2558 11:11 ไทยรัฐ


advertisement