วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“ยุทธชัย จรณะจิตต์” จอมทัพสะท้านปฐพีแห่ง อิตัลไทย กรุ๊ป

“ยุทธชัย จรณะจิตต์” จอมทัพสะท้านปฐพีแห่ง อิตัลไทย กรุ๊ป

  • Share:

ทิศทางพิสูจน์ม้า...เมื่อวิกฤติมา พิสูจน์คน!! “ท็อป-ยุทธชัย จรณะจิตต์” คงไม่ผงาดขึ้นเป็นซีอีโอหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกลที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย ถ้าชีวิตเขาไม่พบกับวิกฤติครั้งสำคัญเมื่อ 10 ปีก่อน ถูกผลักให้รับภาระหนักอึ้งเข้ามาดูแลกิจการหลายพันล้านของครอบครัวอิตัลไทย ขณะอายุแค่ 24 ปี หลังจากบิดา “อดิศร จรณะจิตต์” เสียชีวิตกะทันหันด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตก!

“ผมไม่เคยคิดจะทำงานกับที่บ้านเลย อยากทำงานข้างนอกใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาคนหนึ่ง ผมเรียนจบเมืองไทยแค่ ป.4 จากนั้นก็ถูกส่งไปเรียนไฮสกูลที่อเมริกา กระทั่งเรียนจบปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแฮมิลตัน คอลเลจ ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กลับเมืองไทยตอนเกิดเหตุการณ์วินาศกรรม 911 มาถึงก็ไปทำงานกับบริษัทเคพีเอ็มจีฯ ในตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายภาษี ทำได้ 2 ปี ย้ายไปอยู่กับบริษัทสระบุรีถ่านหินฯ เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ แต่พอคุณพ่อ (อดิศร จรณะจิตต์) และ “คุณเคน สารสิน” เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตก เมื่อ 10 ปีก่อน ทำให้ผมต้องเข้ามาช่วยคุณแม่ (นิจพร จรณะจิตต์) สานต่องานของคุณพ่อทั้งหมด ตอนนั้นผมเพิ่งอายุแค่ 24 ปี”...ซีอีโอหนุ่มไฟแรงแห่ง “อิตัลไทย กรุ๊ป” เล่าย้อนถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต

สองผู้ก่อตั้งอิตัลไทย

รู้สึกกดดันไหม จู่ๆต้องเข้ามารับช่วงดูแลธุรกิจแทนคุณพ่อทั้งหมด

พอคุณพ่อเสียชีวิต ผมต้องพลิกทุกอย่างใหม่หมด เพราะผมเป็นลูกชายคนเดียว และเป็นเจเนอเรชั่นสามที่โตสุด เลยต้องรับภาระหนัก ในช่วงแรกผมเข้ามาดูงานด้านโรงแรมก่อน โดยเริ่มจากเรียนรู้งานที่โรงแรมโอเรียนเต็ล 3 เดือนเต็ม ทำตัวเป็นเทรนนีเรียนรู้ทุกอย่าง ตั้งแต่อยู่หลังเคาน์เตอร์เช็กอินเช็คเอาต์, ดูเรื่องประวัติลูกค้า, ดูเบลบอย, รถลีมูซีน, แผนกครัว, ฝ่ายบัญชีการเงิน, จัดซื้อ คือไปนั่งอยู่กับพนักงานจริงๆ เพื่อจะรู้ว่าโฟลว์ของงานเป็นยังไง จากนั้นก็ไปนั่งที่กลุ่มโรงแรมอมารี 2 ปี ดูเรื่องก่อสร้างตึกใหม่ที่อมารี พัทยา

ช่วงแรกๆ “นายน้อยคนใหม่” โดนลองของหนักไหม

สารพัด! ผมเหมือนเด็กโง่ๆคนหนึ่ง เข้าไปคลุกคลีกับพนักงานโรงแรมเพื่อเรียนรู้ว่าโฟลว์ของงานเป็นยังไง กระทั่งรู้จักสนิทสนมทุกคน ทำให้ได้ใจพนักงานมาจนถึงทุกวันนี้ เข้าไปตอนนั้นไม่มีตำแหน่งอะไร นอกจากความเป็นลูกชายเจ้าของ และกรรมการบริษัทคนหนึ่ง เลยโดนพวกรุ่นเก๋าลองของซ้ำแล้วซ้ำเล่า คุณเคิร์กสองคนเลยทั้งที่คุมโรงแรมโอเรียนเต็ล และอมารี ตอนแรกกั๊กข้อมูลผมทุกอย่าง หรือหลายๆอย่างฝืนทำโดยไม่บอกเรา รู้อยู่แล้วว่าทำไปไม่ได้อะไรก็ยังฝืนทำ บางทีจะแกล้งโยนเปเปอร์ปึกใหญ่ให้ผมอ่านเหมือนเด็กฝึกงาน พยายามจะบล็อกทุกอย่างว่าอย่ามายุ่งกับฉัน ฉันจะทำแบบที่เคยทำมา

ได้ข่าวว่านายน้อยไฟแรงมาก เข้ามาถึงก็ยกเครื่องปฏิรูปองค์กรเลย

(ยิ้ม) ผมทนอยู่ได้ 3 ปี สุดท้ายก็เลยให้เกษียณออกไปเลยทั้งสองเคิร์ก เพราะถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ผมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงองค์กรไปในทิศทางที่ต้องการได้ คือมันจะกลายเป็นคนของใครถ้าไม่ใช่คนของกู ฝรั่งกับคนไทยก็ไม่ต่างกันหรอก ผมต้องการฟอร์มทีมใหม่เพื่อให้บริษัทเดินหน้าไปได้ด้วยตัวมันเอง ไม่ใช่จะพึ่งพาคนเก่าคนแก่แค่ไม่กี่คน เอาจริงๆพึ่งพาได้แค่ 20% อีก 80% ไม่สามารถพึ่งพาได้หรอก เพราะพวกเขาไม่สามารถคิดอะไรใหม่ๆได้ พวกเขาอาจเคยมีแวลูต่อบริษัทในอดีต และคิดเสมอว่าการทำงานกับบริษัทนานๆก็เหมือนการแต่งงานที่เราจะไม่มีวันพรากจากกัน หลายๆท่านอยู่กับบริษัทมานาน 40 ปี แต่ยังทำงานเหมือนคนอายุ 30-40 ปี ก็ยังฝืนทนกันไปได้ ไม่มีใครกล้าจัดการอะไร ตอนหลังผมเริ่มไม่ทนแล้ว! คนเก่าแก่ในกลุ่มอิตัลไทยมีเยอะ ไม่ผิดที่พวกเขาแก่และอยู่มานาน สิ่งที่ผมทำคือพยายามจี้ให้พวกเขาปรับตัว เอาระบบเคพีไอมาวัดจริงจัง ถ้าคุณอยู่มานาน แต่ไม่รู้จักปรับตัว คุณก็ต้องไป! คัลเจอร์ที่บอกว่าไม่เป็นไร อยู่ไปเรื่อยๆจนกว่าเกษียณ ใน“อิตัลไทย กรุ๊ป”วันนี้...ไม่มีแล้ว!! ผมเน้นมากที่สุดคือการแข่งขันกับตัวเอง ทุกคนต้องพัฒนาตัวเองตลอด ธุรกิจเราเน้นงานเซอร์วิสและการขาย คนจึงเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด

ภาพความทรงจำ! คุณท็อปและน้องๆ ไปเที่ยวป่ากับพ่อแม่

ภายใต้การนำของ“คุณท็อป” อิตัลไทย กรุ๊ป เปลี่ยนโฉมหน้าไปมากไหม

เปลี่ยนเยอะ ผมเข้ามาวางแผนระยะยาว 10 ปี ว่าเราต้องการเป็นบริษัทประเภทไหน โดยเริ่มจากการปรับโครงสร้างโรงแรมอมารีใหม่หมด เพื่อให้มีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนขึ้น และมีอิมเมจดีขึ้น จากบริษัท อมารีโฮเต็ลแอนด์รีสอร์ท จำกัด ผมสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจโรงแรม ที่ต่อไปจะไม่จำกัดเฉพาะในเครืออมารี แต่เรายังไปทำโรงแรมระดับ 3 ดาว 5 ดาว, เรสซิเดนท์, ธุรกิจอื่นๆในอุตสาหกรรมบริการ และอสังหาริมทรัพย์ เลยตั้งใหม่เป็น “ONYX Hospitality Group” ขณะเดียวกัน ผมก็วางไดเรกชั่นของธุรกิจทั้งหมดในกรุ๊ปให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ผมวางแผนยุทธศาสตร์และนโยบายของบริษัททั้งหมดให้อยู่ในแพลทฟอร์มเดียวกัน วางระบบบัญชีให้เป็นระบบเดียวกัน ต้องมีคอร์แวลูเดียวกัน มีวิชั่นเดียวกัน ตั้งแต่บริษัทขายเครื่องจักรกลหนัก ไปจนถึงบริษัททำธุรกิจค้าปลีก ขณะที่หัวของธุรกิจแต่ละหัวก็ต้องมีความสามารถพอ ไม่ใช่สักแต่อยู่มานานแล้วจะได้เป็นหัว จะไม่มีอีกแล้วในยุคของผม ใครไม่มีประสิทธิภาพก็ต้องไป! ผมเซ็ตระบบประเมินผลงานกันทุกเดือน ปีนี้เราเกียริ่งเพื่อจะวางระบบบัญชีที่เหมือนกันทั้งเครือ 5 ปีที่ผ่านมาเป็นแมนนวลซะเยอะ กว่าจะดึงมาให้บริษัทแม่ดูได้ก็ยุ่งยากมาก

จากธุรกิจนอกสายตา ทุกวันนี้ “อิตัลไทย กรุ๊ป” สยายปีกใหญ่โตขึ้นขนาดไหน

พอผมเข้ามาทำงานแทนคุณพ่อเต็มตัว สิ่งแรกที่อยากทำคือ ทำยังไงให้ความเป็น “อิตัลไทย กรุ๊ป” ฟื้นกลับคืนมา ทำยังไงจะสร้าง “อิตัลไทย กรุ๊ป” ให้เป็นไอคอนนิกแบรนด์ของเมืองไทย เป็นบริษัทที่มีรากฐานเก่าแก่และได้รับการยอมรับในเรื่องการบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล เราก่อตั้งมาได้ 60 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2497 โดยคุณตาของผม “ดร.ชัยยุทธ กรรณสูต” กับเพื่อนรัก “มิสเตอร์จิโอจิโอ เบลลินเจียรี่” วิศวกรชาวอิตาเลียน เริ่มต้นจากธุรกิจเทรดดิ้งเล็กๆที่พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นซัพพลายเออร์นำเข้าสินค้ายุโรปรายใหญ่ที่สุดของเมืองไทย ในยุคนั้นฝรั่งจะค้าขายอะไรในเมืองไทยก็ต้องมาหานายห้างเบลลินเจียรี่ แต่หลังจาก “นายห้างเบลลิน-เจียรี่” เสียชีวิตเมื่อปี 2524 ความเป็น “อิตัลไทย กรุ๊ป” ก็เจือจางลง คุณตาหันไปโฟกัสกับบริษัทก่อสร้างและวิศวกรรมโยธา “อิตาเลียน-ไทย ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด” ซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ ส่วนธุรกิจอื่นๆทั้งเทรดดิ้งและโรงแรมปล่อยให้คุณพ่อผมเป็นคนดูแล เมื่อถึงยุคของผม มีการขยายธุรกิจในกลุ่มอิตัลไทยออกไปอีกมาก จนปัจจุบันมีมูลค่าธุรกิจรวมกันไม่ต่ำกว่า 13,000 ล้านบาท และในอีก 3 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าว่าจะต้องโตขึ้นดับเบิ้ลเป็น 26,000 ล้านบาท ในกรุ๊ปของเราประกอบด้วยธุรกิจ 3 สายหลักๆคือ 1) สายธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและบริการด้านวิศวกรรม ภายใต้การดูแลของบริษัท อิตัล-ไทยวิศวกรรม จำกัด 2) สายธุรกิจอุตสาหกรรมบริการและอสังหาริมทรัพย์ อยู่ภายใต้การบริหารงานของ “ออนิกซ์ฯ กรุ๊ป” และ “อมารี เอ็ซเทท” ปัจจุบัน มีโรงแรมอยู่ทั่วประเทศไทยและเอเชีย 36 แห่ง ในอนาคตจะขยายโรงแรมเพิ่มเป็น 100 แห่ง 3) สายธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจค้าปลีก ภายใต้การดูแลของบริษัท อิตัลไทย ฮอสพิทัลลิตี้ จำกัด แบรนด์ที่อยู่ในเครือเราก็มีอาทิ TWG Tea Salon & Bou-tique, น้ำแร่เปอร์-ริเอ้ และน้ำแร่วิทเทล

“คุณท็อป” เป็นซีอี-โอสไตล์ไหน ดุเดือดอย่างที่ร่ำลือไหม

ผมตรงไปตรงมา! จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมทำงานกับฝรั่งได้ดี เพราะจะคิดอะไรตรงๆ วางแผนแล้วก็ทำเลย ไม่เหมือนคนไทยทำงานด้วยยากมาก! เพราะไม่พูดกันตรงๆ ผมเชื่อว่า “No One Is Hero” เลยให้ความสำคัญกับทีมเวิร์ก คนที่ผมต้องการมาร่วมงานในอนาคตจะต้องเป็นคนที่เข้าใจว่ากลุ่มเราจะเดินไปทางไหน เจ้าของเป็นคนไทยก็จริง แต่เราทำงานแบบฝรั่ง 150% พรีเซ็นเตชั่นเป็นภาษาอังกฤษหมด ถ้าเขียนรีพอร์ตภาษาอังกฤษไม่ได้ก็จบเลย!

ครอบครัวจรณะจิตต์ ต้องยิ้มสู้! ในวันที่ขาดเสาหลัก

เป็นซีอีโอตั้งแต่อายุน้อย มีใครเป็นต้นแบบ?

ผมพยายามเอาสิ่งดีๆของทุกคนมารวมไว้ในตัว เช่น คุณตาผมเป็นคนเก่ง มีวิสัยทัศน์ ขยันมาก และตรงเวลามาก ส่วนพ่อผมเป็นคนที่มีแต่คนรัก ไม่เคยโกรธใคร เข้ากับคนได้ทุกระดับ ขณะที่คุณแม่เป็นคนดีเทลละเอียดยิบทุกอย่างต้องเป๊ะ ผมชอบดีเทลนะ แต่เป็นคนใจร้อน ทำงานเร็ว คนที่ทำงานกับผมต้องหมุนไปได้เร็ว พวกขี้ตกใจอยู่กับผมไม่ได้ คุณตาบอกไว้เสมอว่า การลงไปสัมผัสด้วยตัวเองจะทำให้เข้าใจธุรกิจได้ดีที่สุด ต้องไปพบด้วยตัวเอง ไปเห็นด้วยตา แล้วเราจะเป็นผู้ชนะ

ภรรยาและลูกๆคือกำลังใจ

บริหารธุรกิจหลายหมื่นล้านมาแล้ว มีความฝันส่วนตัวที่อยากทำไหม

ความฝันส่วนตัวของผมคืออยากเป็นเชฟ อยากเปิดร้านอาหารที่มีบาร์ดีๆ อาหารดีๆ ได้ทำอาหารให้ลูกค้ากิน เสิร์ฟอาหารเอง คงจะมีความสุขมาก ผมชอบขับรถเร็ว แต่ไม่มีรถสปอร์ตหรอก มีแต่โมเดลรถเล็กๆสะสมไว้เต็มไปหมด ผมยังชอบปีนเขาและออกเรือ ตอนเด็กๆเคยไปกับคุณตา...ชอบมาก และใฝ่ฝันอยากทำแบบนั้นอีกในอนาคต แต่ตอนนี้ต้องทุ่มเทให้งานก่อน เวลาเหนื่อยๆจากงาน การรีชาร์จของผมคือการกินอาหารดีๆและดื่มทุกอย่างที่ชอบ แค่นี้ก็แฮปปี้แล้ว.

ทีมข่าวหน้าสตรี

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้