วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โฉมหน้ากติกา"ล้อมคอก"ประชาธิปไตยแบบไทยๆ : เลือกตั้งถดถอย ล่อแหลมวิกฤติ

โฉมหน้ากติกา"ล้อมคอก"ประชาธิปไตยแบบไทยๆ : เลือกตั้งถดถอย ล่อแหลมวิกฤติ

  • Share:

อากาศอบอ้าว เมืองไทยเข้าสู่หน้าร้อนตามฤดูกาล พานถึงอุณหภูมิการเมืองก็ระอุไปแทบทุกอณูแห่งอำนาจ

บรรยากาศกดดันโรดแม็ปแม่น้ำ 5 สายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชักจะไหลไม่ต่อเนื่อง

ไหนจะเรื่องเศรษฐกิจที่มีแต่ปัจจัยด้านลบทั้งในและนอกประเทศ กดซ้ำฟอร์มบริหารของรัฐบาลทหาร สถานการณ์ความเดือดร้อนลามถึงปากท้องประชาชนคนรากหญ้า

ตามจังหวะที่ข่าวลือปรับ ครม.ก็โชยออกมาเป็นระยะ

ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.จะปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็เบรกไม่อยู่ กระแสยกเครื่องที่หลุดออกมาจากวงใน โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจรัฐบาลยังหนาหูตลอดเวลา

เหมือนกดดันเป็นนัย คนกันเองยังเห็นว่า ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนจะยิ่งหนัก

สถานการณ์ด้านงานบริหารอันเป็นวาระประจำของรัฐบาล คสช.อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง ยังมีวาระแทรกร้อนๆ โผล่มากระตุกแรงเสียดทาน

แบบที่เสียงประจานดังอื้ออึงทั่วบ้านทั่วเมือง

กับเรื่องที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดนแฉว่า มีการแต่งตั้งลูก ภรรยา สามี เครือญาติใกล้ชิด รับตำแหน่งผู้ช่วย ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ฯลฯ

กินเงินเดือน ฟาดเงินหลวงกันอู้ฟู่

กระตุกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ พฤติกรรมไม่ได้ต่าง จากนักเลือกตั้งอาชีพที่ก่นด่ากันมาก่อนหน้านี้

ที่สุดเลยก็ทนอาการเขิน ต้านเสียงด่าไม่ไหว ที่ประชุมวิป สนช.เห็นควรให้ สนช.ที่ตั้งบุคคลใกล้ชิดและเครือญาติมาช่วยงานในตำแหน่งต่างๆ ให้ปรับออกทั้งหมด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา

อ้างเพื่อหวังสร้างบรรทัดฐานที่ดีขึ้นทางการเมือง

แต่เรื่องของเรื่อง พฤติกรรมมันฟ้อง โดนประจานเห็นไส้เห็นพุงไปแล้ว ยากจะเรียกภาพพจน์คืน

ในเมื่อทุกอย่างมันชัดไปแล้วว่า โดยมาตรฐานทางจริยธรรมทางการเมืองของพวก “ลากตั้ง” กับพวก “เลือกตั้ง” ก็ไม่ได้แตกต่างกัน

“คนดี” กับ “คนเลว” มันก็งกด้วยกันทั้งนั้น

เจอดอกนี้เข้าไป สนช.โดนทอนระดับความชอบธรรมลงไปเยอะพอสมควร

แม่น้ำสาย สนช.เผชิญด่านทดสอบจริยธรรมเกิดภาวะกระเพื่อมแรง แต่ที่กระเพื่อมหนักกว่าก็คือแม่น้ำสายสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่กำลังไหลเข้าชนแรงปะทะ ตามจังหวะที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เดินหน้ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่

เข้าสู่โหมดได้เสียในเกมอำนาจทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่ผูกโยงอยู่กับ 2 ประเด็นหลักใหญ่ๆ

หนึ่งก็คือหมวดที่ว่าด้วยจำนวนและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ที่มีการกำหนดให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมจำนวนไม่เกิน 200 คน แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก

ได้แก่ กลุ่มที่ 1 อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภา และอดีตประธานศาลฎีกา ไม่เกิน 10 คน

กลุ่มที่ 2 อดีตข้าราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เป็นต้น จำนวนไม่เกิน 10 คน แต่ต้องไม่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น

กลุ่มที่ 3 มาจากองค์กรวิชาชีพ หรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง ซึ่งเลือกกันเองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. จำนวนไม่เกิน 10 คน

กลุ่มที่ 4 มาจากองค์กรด้านเกษตรกรรม แรงงาน วิชาการ ชุมชน ท้องถิ่น จำนวนไม่เกิน 50 คน

และกลุ่มที่ 5 คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการเมืองความมั่นคง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษา การเศรษฐกิจ สังคม ชาติพันธุ์ ศาสนา เด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ ปราชญ์ ชาวบ้าน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และอื่นๆ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. จำนวนไม่เกิน 100 คน

โดยทุกกลุ่มจะใช้วิธีการคัดเลือกกันเอง

ขณะที่อีกปมหนึ่งก็คือในหมวดว่าด้วยนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีการกำหนดว่า นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องเป็น ส.ส. เพราะในบางช่วงเวลานั้นอาจจะต้องมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎร

เลือก ส.ว.ทางอ้อม เปิดช่อง “นายกฯคนนอก”

นี่แหละที่กระตุกวาทกรรม “ลากตั้ง” กระหึ่ม

ยั่วเสียงโห่ฮา เรียกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง โดยเฉพาะในหมู่นักเลือกตั้งอาชีพทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยประสานเสียงกันโดยมิได้นัดหมาย

โวยวายประชาธิปไตยถอยหลังลงคลอง

โหมแรงกระแทกเข้าใส่ “36 อรหันต์ทองคำ” จะทำให้ปฏิรูปล้มเหลวเสียมากกว่า

ประกอบกับจังหวะที่นางทิชา ณ นคร ได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกจาก สปช.และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลเป็นนัยว่า “เป็นปลาผิดน้ำ”

ตามสาเหตุที่ยอมรับเลยว่า ไม่สามารถชักจูงเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการยกร่างฯให้เห็นดีเห็นงามไปกับการผลักดันประเด็นสิทธิสตรีทางการเมือง กำหนดสัดส่วนของผู้หญิงในการเลือกตั้งไว้ในรัฐธรรมนูญ

แถมทิ้งทุ่นไว้ การทำงานในคณะกรรมาธิการยกร่างฯเหมือนห้องแล็บ ไม่ฟังเสียงคนนอก

เพิ่มแรงกระฉอกเข้าไปอีก

เรือโดนแรงกระแทก แถมมีคนโดดหนี กระตุกภาพ “สละเรือแป๊ะ”

ตามสถานการณ์ก็ยิ่งระส่ำกันไปใหญ่

โดยจังหวะคนที่รับบทหนักหนีไม่พ้น “ด็อกเตอร์ปื๊ด” นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หัวขบวน “36 อรหันต์ทองคำ”

ต้องกลายสภาพเป็น “ตำบลกระสุนตก”

โดนล่อเป้า รับบทหนักอยู่คนเดียว

ด้านหนึ่งก็ต้องเคลียร์ปมของนางทิชาว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการถอนยวงแต่อย่างใด อีกด้านหนึ่งก็ต้องหักล้างวาทกรรม “ลากตั้ง” ไหนจะต้องต่อกรกับสื่อมวลชนบางสื่อที่ตั้งแง่ใส่กันว่าจ้องบิดเบือน มุ่งโจมตีส่วนตัว

ในอารมณ์ของพวก “จุดเดือดเปราะบาง” ตามสไตล์ยี่ห้อ “บวรศักดิ์”

บางทีก็ซ่อนอาการอ่อนไหวจากภาวะกดดันไม่อยู่

ตามรูปการณ์ที่ “คีย์แมนคนสำคัญ” ในกระบวนการตามโรดแม็ป คสช.ตกอยู่ในภาวะโดนแรงกระแทกหนัก และตามรูปเกมถ้าเกิด “บวรศักดิ์” ถอดใจขึ้นมา

ก็หนีไม่พ้นสะเทือนถึงเรือแป๊ะต้องจอดโดยไม่ถึงฝั่ง

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนงานนี้หัวขบวนอำนาจอย่าง พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ในอาการนิ่ง ไม่ได้เต้นตามกระแสต้านรัฐธรรมนูญใหม่มากนัก

และอย่างที่เจ้าตัวมักจะพูดอยู่เสมอ ถ้าไม่แก้ไขอะไรใหม่แล้วจะยึดอำนาจมาทำไม ประชาชนคนไทยอยากจะย้อนกลับไปเป็นอย่างเดิมกันหรือ

ที่สำคัญก็คือนัยที่ว่า ถ้ามีปัญหาวุ่นวาย คสช.ยังไม่ปล่อยคืนอำนาจก็ได้

โดยท่าทีกัปตัน “เรือแป๊ะ” ยังไม่สั่งเปลี่ยนเส้นทางตามธง

ขณะเดียวกันก็มีความพยายามจากนายบวรศักดิ์ ที่จะอธิบายประเด็น ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม เพราะไม่ต้องการให้ ส.ว.เป็นกระจกส่อง ส.ส.อีก เพราะในปี 2549 ส.ว. 200 คน มีจำนวนถึง 47 คน ที่เป็นเครือญาติของ ส.ส. ดังนั้นจึงต้องทำให้ ส.ว.เป็นพหุนิยมของพลเมืองที่หลากหลายอาชีพ เพื่อถ่วงดุลกับ ส.ส.

ซึ่งสภาที่เป็นพหุนิยม ไม่ใช่ลากตั้ง

ส่วนการเปิดช่องนายกฯไม่ต้องมาจาก ส.ส. ก็เพื่อไม่ให้เกิดการติดล็อกเหมือนในอดีตที่มีปัญหาตั้งนายกฯไม่ได้ ต้องเรียกร้องหานายกฯมาตรา 7 หมิ่นเหม่ระคายเคืองเบื้องสูง

เป็นการแก้โจทย์ตามปมที่เคยเป็นชนวนให้เกิดวิกฤติการเมือง

เหนืออื่นใด ตัวอย่างก็มีมาแล้วรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ประชาธิปไตยจ๋า และนายบวรศักดิ์คนเดียวกันนี้ก็เป็นผู้ที่เคยมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการกำหนดกติกาในฝัน

แต่ผลก็คือมีปัญหา พอใช้จริงกลับนำมาซึ่งวิกฤติใหญ่หลวงทางการเมืองไทย

เปิดทางให้มีการรัฐประหารยึดอำนาจซ้ำแล้วซ้ำอีกทั้งปี 2549 และปี 2557 มันก็มีเหตุผลในเชิงประจักษ์อยู่แล้ว

โดยการนี้มันจึงเสมือนหนึ่งการกำหนดกติกาใหม่ โดยการออกแบบร่างรัฐธรรมนูญในอารมณ์ ให้เหมาะกับระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ที่สำคัญเลย ทุกอย่างยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ถือเอาตามโปรแกรมที่นายบวรศักดิ์ได้รายงานความคืบหน้าในการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อที่ประชุม สนช. การยกร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกจะต้องทำให้แล้วเสร็จเพื่อเสนอ สปช.ในวันที่ 17 เมษายนนี้ จากนั้นเดือนพฤษภาคม สปช. คณะรัฐมนตรีและ คสช.สามารถขอ แก้ไขเพิ่มเติมได้

โดยคณะกรรมาธิการยกร่างฯจะนำไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อพิจารณาเป็นร่างสุดท้าย แล้วเสนอต่อที่ประชุม สปช. อีกครั้งภายในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ เพื่อให้ สปช.ลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบภายในวันที่ 6 สิงหาคม

ยังต้องว่ากันอีกหลายช็อต ไม่ลงตัวง่ายๆ

แต่แน่นอน โดยประเด็นนำร่องที่โยนออกมา ปรากฏให้เห็นแล้วว่า กระแสต้านหนักหน่วง

แนวโน้มถ้ายังเดินหน้าตามโมเดลที่ชงกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือก ส.ว.ทางอ้อม โละทิ้ง ส.ว.เลือกตั้งทั้งหมด รวมถึงการเปิดช่องให้นายกฯคนนอก

มันจะเป็นหัวเชื้ออย่างดีในการปลุกพวกประชาธิปไตยจ๋าออกมาต่อต้าน

เพราะภาพออกมาปฏิเสธไม่ได้ มันทำให้ระบอบประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งถอยหลัง

ยิ่งเป็นอะไรที่ พล.อ.ประยุทธ์และฝ่ายคุมเกมอำนาจสะท้อนท่าทีออกมาแล้วว่า ไม่เอาด้วยกับเงื่อนไขล็อกให้แม่น้ำ 5 สายต้องเว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี

ส่ออาการไม่ยอมกระโดดลงหลังเสือง่ายๆ

ก็ยิ่งกระตุกต่อมระแวงในการต่อต้านทหารลากยาวอำนาจ

ล่อแหลมเกิดวิกฤติรอบใหม่.

“ทีมการเมือง”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้