วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เปิดแนวคิด “สมคิด” รับมือเออีซี จี้รัฐยกเครื่อง 5 เรื่องหลักผนึกกำลัง 3 ทหารเสือ

เปิดแนวคิด “สมคิด” รับมือเออีซี จี้รัฐยกเครื่อง 5 เรื่องหลักผนึกกำลัง 3 ทหารเสือ

  • Share:

“สมคิด” เปิดแนวคิดยกเครื่อง 5 ประการ รวมพล “สามทหารเสือ” รัฐ–ธนาคาร พาณิชย์–เอกชน ระบุ ประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ไปพร้อมกับการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้การเกิดเปลี่ยนแปลงไปสู่ฐานเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น ดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารกรุงเทพ จัดสัมมนา Bangkok Bank AEC Business Forum ในหัวข้อ “2015 : The year of AEC” โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีสอดรับสถานการณ์ของประเทศที่อยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่การปฏิรูปประเทศเพื่อวางรากฐานรองรับอนาคต เพราะถ้าหากสูญเสียโอกาสบ้านเมืองจะเสียหาย ประชาชนก็จะสูญเสียไปด้วย เพราะในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญเกิดขึ้น เราควรปรับปรุงเพื่อรองรับ

“ประเด็นสำคัญของเออีซี คือจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับโอกาสที่มี เพราะประเทศที่มีความพร้อมที่สุดจะได้เปรียบ ขณะที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางด้านยุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลางของทำเลที่ตั้งทั้งด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งการรองรับเออีซีที่กำลังเกิดขึ้น เป็นปัจจัยที่ไทยจำเป็นต้องพัฒนาในหลายด้าน”

ประการที่ 1.การเมืองจะต้องมีเสถียรภาพ แม้ว่าจะเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุน แต่การเมืองยังมีปัญหาจะทำให้นักลงทุนต่างชาติทุกคนต่างพากันหนี เหมือนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่เราโดนตราหน้าว่าเป็นคนป่วยของเอเชีย ดังนั้น ตลอดเวลา 10 ปีน่าจะเพียงพอแล้วที่จะโดนตราหน้าว่าเป็นคนป่วย และเมื่อมีรัฐบาลเข้ามาปฏิรูปประเทศ ประชาชนจะต้องช่วยกันเสียสละเพื่อส่วนรวม ลดทิฐิ อดกลั้น เพื่อให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้

ประการที่ 2.ต้องเร่งแก้จุดอ่อนแต่ละด้านของประเทศเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ เพราะการตัดสินใจเข้ามาลงทุนจะประเมินจากดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขัน ที่มี 12 เสาหลักเป็นสำคัญ ซึ่งหากไทยสามารถปฏิบัติตามเสาหลักได้ทั้ง 12 เสาหลักได้ เหมือนการส่งข้อสอบให้ไทยทำล่วงหน้า โดยประเทศมาเลเซียให้ความสำคัญในเรื่องนี้ มีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแล และได้ประชุมหารือกับเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาจุดอ่อน จนความสามารถการแข่งขันของมาเลเซียแซงไทยขึ้นมาอยู่อันดับที่ 20 ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับ 30 ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ควรเป็นแกนในการขับเคลื่อน

ประการที่ 3.ปรับความคิดให้นอกกรอบ เพราะการพัฒนาประเทศให้มีความน่าสนใจของนักลงทุนภายใต้เออีซี ทุกประเทศต้องการแข่งขัน โดยได้เสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ให้ปรับปรุง 1.การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2.ทำระบบคลัสเตอร์ แยกประเภทจุดเด่นอุตสาหกรรมแต่ละพื้นที่ 3.การอำนวยเรื่องของภาษี จัดทำฟรีเทรดโซน เพราะจะทำรูปแบบเดิมๆ แค่ส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ให้สิทธิพิเศษภาษีไม่เพียงพอ

4.ประเทศไทยแม้จะเป็นศูนย์กลางของ อาเซียน แต่จะต้องมีการเชื่อมต่อและเชื่อมโยงต่อนานาประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น หากจะทำรถไฟ จะต้องตอบโจทย์ได้ว่าจะเชื่อมโยงกับอะไร หรือสร้างท่าเรือ สนามบิน จะต้องหาทางปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่สำคัญรองรับการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และ 5.ไทยจะต้องรู้จักเล่นบทพระเอกอาเซียน ใช้บทบาทแห่งการทูตที่อดีตทำได้ดี และคิดเชิงก้าวหน้า สร้างสรรค์ โดยมีเวทีให้เล่น เช่น อาเซียน บวก 6

“ทั้งหมด 5 ประการให้ประเทศไทยเดินตาม เพราะเออีซีเปลี่ยนแปลง หากเราไม่เปลี่ยนแปลงเราจะแพ้เขา เปลี่ยนแปลงทั้งลูกค้า การค้า สินค้า และความคิดของคู่ค้า เราจึงต้องปรับเปลี่ยน จะเห็นว่าบริษัทขนาดใหญ่จะไม่มีปัญหา เพราะทุกคนเริ่มแล้ว แต่ในแง่การแข่งขันประเทศไทยประมาณ 90% เป็นผู้ประกอบการรายกลางรายย่อย (เอสเอ็มอี) ที่มีเงินทุนน้อย จึงเป็นเรื่องยากที่จะออกไปลงทุนด้วยความกล้าๆ กลัวๆ เราจึงต้องปรับมุมมองเขาใหม่”

นายสมคิดกล่าวต่อถึงการปรับมุมมองของเอสเอ็มอีต่อการเปิดเออีซี จะแบ่งเป็น 3 ทหารเสือ คือ 1.จะต้องมีแคมเปญระดับชาติ ที่จะสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเตรียมตัว พร้อมทั้งเปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนมุมมอง รัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นแพ็กเกจใหม่ เนื่องจากมองว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย มีต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้สูงถึง 7% ขณะที่เอสเอ็มอีของมาเลเซีย มีต้นทุนดอกเบี้ยเพียง 3% เท่านั้น 2.ธนาคารพาณิชย์ไทยจะต้องสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไม่ใช่เพียงแค่การปล่อยสินเชื่อและดูหลักทรัพย์ค้ำประกันเท่านั้น แต่เป็นการสนับสนุนทั้งข้อมูล ความรู้ และพาลูกค้าออกไปลงทุนในต่างประเทศ และ 3.ควรมีการรวมตัวของเอสเอ็มอีและธุรกิจขนาดใหญ่เข้าไปช่วยสร้างแบรนด์ โดยการพัฒนาทักษะต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา 3 ทหารเสือ เป็นต่างคนต่างทำ และทำช้าเกินไป จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้เป็นของภาครัฐช่วยอย่างเดียว แต่ภาคเอกชนจะต้องปรับตัวด้วย.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้