วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ข้อคิดจากวันนักข่าวฯ ถึงเวลาที่ต้องใช้กฎหมายคุมสื่อแล้วหรือยัง?

ข้อคิดจากวันนักข่าวฯ ถึงเวลาที่ต้องใช้กฎหมายคุมสื่อแล้วหรือยัง?

  • Share:

ในโอกาสที่วันนักข่าวปีนี้ 5 มีนาคม 2558 ซึ่งมีที่มาจากวันก่อตั้งสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย เมื่อปี 2498 นับถึงวันนี้ เรามีวันนักข่าวมาแล้ว 60 ปีพอดี

ขณะที่สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ซึ่งต่อมาได้มีการควบรวมกับสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ภายใต้ชื่อใหม่ว่า “สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” ก็มีอายุครบ 60 ปีพอดีเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ก็เป็นช่วงที่มีการผลัดใบเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ชุดใหม่ หลังจากที่กรรมการบริหารชุดเดิมหมดวาระไป ขณะเดียวกัน สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ก็มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการชุดใหม่เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ประจวบเหมาะกับช่วงเปลี่ยนผ่านของวงการสื่อมวลชน หลังจากเรื่องของ “สื่อสารมวลชน” ถูกบรรจุเป็น 1 ในประเด็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ต้องการจะปฏิรูปจนกระทั่งต้องมีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มาจากสายสื่อสารมวลชน เข้ามาศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ

แต่อย่างที่ได้เคยเข้าไปติดตามการทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผ่านทางเว็บไซต์ของ สปช.พบว่า มีการให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็นหลักคือ การกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชน การกำกับดูแลร่วมโดยองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ และการกำกับดูแลโดยภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคม

ประเด็นที่ไม่น่าจะซับซ้อนมากนัก แต่ต้องมีการออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรต่างๆที่เข้ามาเกี่ยวข้องให้ลงตัวคือ การกำกับดูแลร่วมโดยองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ หรือจะพูดให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ก็คือ การกำกับดูแลสื่อวิทยุและโทรทัศน์ โดยองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ที่มีอยู่ขณะนี้คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่มี กสทช.ชุดนี้ เมื่อปลายปี 2554 กสทช.ได้พยายามที่จะออกประกาศส่งเสริมการรวมกลุ่มขององค์กรวิชาชีพเพื่อกำกับดูแลกันเองตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 แต่ด้วยความที่คณะอนุกรรมการซึ่งมีหน้าที่ยกร่างส่วนใหญ่ มีความเห็นไม่ตรงกับตัวแทนขององค์กรวิชาชีพสื่อบางองค์กร จึงยังหาข้อสรุปไม่ได้ และค้างคามาจนถึงปัจจุบัน

และเมื่อมีการรัฐประหารเมื่อ 20 พ.ค.และ คสช.ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้มีการปฏิรูปสื่อสารมวลชนด้วย จึงเชื่อกันว่า กสทช.ก็เป็นเป้าหมายหนึ่งของการที่จะต้องถูกปฏิรูป ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายในเรื่องใดบ้าง จึงมีข้อเสนอให้ กสทช.ยุติเรื่องการจัดทำร่างประกาศส่งเสริมการรวมกลุ่มนี้ไปก่อน จนกว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงเท่ากับว่า เรื่องการกำกับดูแลร่วมโดยมี องค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ต้องถูกชะลอออกไปก่อนโดยปริยาย

ขณะที่ประเด็นเรื่องการกำกับดูแลโดยภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคมนั้น จริงๆ แล้ว ถือเป็นกลไกที่มีสำคัญมากที่สุด เพราะไม่ว่ากลไกการกำกับดูแลกันเองของสื่อแบบเต็มรูปแบบ หรือกลไกการกำกับดูแลร่วมโดยองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ จะถูกออกแบบมาดีแค่ไหน หากกลไกกำกับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนไม่เข้มแข็งเสียแล้ว การกำกับดูแลสื่อก็จะไม่มีประสิทธิภาพใดๆเลย

เป็นที่ทราบกันดีว่า ที่ผ่านมา ความตื่นตัวของผู้บริโภคในประเทศไทย ถือว่ายังน้อยมาก มีเพียงกลุ่มผู้บริโภคไม่กี่กลุ่มที่มีความเข็มแข็ง ดังนั้น การคาดหวังให้เกิดความตื่นตัวของผู้บริโภคในการเข้ามามีส่วนร่วมในกำกับดูแลสื่อมวลชน จึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายนัก

การที่จะสร้างกลไกที่ไม่เป็นธรรมชาติ โดยใช้กฎหมายหรือองค์กรตามกฎหมายเข้ามาผลักดันให้เกิดกลไกการกำกับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคม อาจทำให้กระบวนการกำกับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนมีความผิดเพื้ยนและอาจถูกขั้นเข้ามาขัดขวางกระบวนการทำงานโดยปกติของสื่อมวลชนได้ โดยเฉพาะหากกลุ่มคนที่เข้ามาผลักดันกลไกนี้ ไม่เข้าใจธรรมชาติการทำงานของสื่อมวลชน

ยิ่งไปกว่านั้น กลไกกำกับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนที่ไม่เป็นธรรมชาติ ย่อมขาดพลังหนุนจากกลุ่มผู้บริโภคสื่ออย่างแท้จริง มิหนำซ้ำ หากความพยายามในการกำกับดูแลสื่อไม่อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจกระบวนการทำงานของสื่อแล้ว อาจจะมีแรงผลักจากสื่อมวลชนวิชาชีพจนทำให้การกำกับดูแลแบบนี้ ไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น

กลไกสุดท้ายที่ยังคงมีความน่าเป็นห่วงเพราะยังมีความไม่ลงตัวเช่นกัน นั่นคือ กลไกการกำกับดูแลกันเองของสื่อแบบ 100% ไม่มีกลไกรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือในอีกนัยหนึ่งคือ การกำกับดูแลสื่อที่ไม่ใช้ทรัพยากรสื่อสารของชาติ หรือเป็นสื่อที่มีความเป็นอิสระจากรัฐ นั่นคือ สื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์

การกำกับดูแลกันเองของสื่อหนังสือพิมพ์เกิดเป็นรูปธรรมจริงๆ ในช่วงของการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 โดยมีการจัดตั้ง “สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ” ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลกันเองโดยสมัครใจของสื่อหนังสือพิมพ์ ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นมาตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค.2540

แต่ด้วยการออกแบบให้เป็นการกำกับดูแลกันเองโดยสมัครใจ ซึ่งหมายความว่า สภาการหนังสือพิมพ์ฯ จะสามารถเข้าไปกำกับดูแล หรือสอบสวนหากมีการร้องเรียนว่าละเมิดจริยธรรมได้ก็ต่อเมื่อหนังสือพิมพ์นั้นๆ เป็นสมาชิกของสภาฯ ดังนั้น จึงเกิดคำถามว่า แล้วจะทำอย่างไรกับหนังสือพิมพ์ ที่ไม่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิก หรือในกรณีที่สภาฯ มีคำวินิจฉัยว่าหนังสือพิมพ์ที่เป็นสมาชิกละเมิดจริยธรรมพร้อมทั้งสั่งให้มีแสดงความรับผิดทางจริยธรรม เช่น การลงข้อความขอโทษ แต่หนังสือพิมพ์นั้น ไม่ยอมรับและลาออกจากการเป็นสมาชิกไป อย่างนี้ จะทำอย่างไร

ในเมื่อสภาพปัญหาเป็นเช่นนี้ จึงเกิดแนวความคิดในหมู่คณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อฯ ของ สปช.ว่าจะต้องมีกฎหมายตั้งองค์กรมาควบคุมจริยธรรมของสื่อทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ รวมทั้งสื่อออนไลน์ แล้วให้องค์กรที่ว่านี้ มีอำนาจทางปกครองต่อสื่อมวลชนที่จะเมิดจริยธรรม เช่น การเพิกถอนหนังสือแสดงการจดแจ้งการพิมพ์ การยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจวิทยุและโทรทัศน์ หรือแม้แต่การปิดกั้นเว็บไซต์

แนวความคิดข้างต้น ถือเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะหากกระบวนการได้มาซื่งคณะกรรมการที่จะเข้ามากำกับดูแลสื่อดังกล่าว ถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมือง ก็อาจจะมีการใช้อำนาจดังกล่าวเข้ามาจำกัดเสรีภาพในการทำงานของสื่อ จนทำให้สื่อไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบหรือท้วงติงการใช้อำนาจรัฐของฝ่ายการเมืองได้อย่างเต็มที่

กลุ่มคนที่สนับสนุนให้มีกลไกทางกฎหมายแบบนี้เข้ามากำกับดูแลสื่อ มักไม่เข้าใจว่า ปัจจุบัน มีกฎหมายที่จำกัดการทำหน้าที่ของสื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่หลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำรุนแรงด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฯลฯ จึงเห็นว่า น่าจะออกกฎหมายตั้งองค์กรเข้ามากำกับดูและควบคุมสื่อมวลชนเสียเลย

ปัญหานี้ เป็นเรื่องท้าทายองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ทั้งที่เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการในช่วงวันนักข่าวปีนี้ และที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการในเร็วๆนี้ เช่น สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ว่าจะสามารถสร้างความเข้าใจกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สปช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คสช.และประชาชนทั้งสังคมอย่างไร ว่ารูปแบบและกระบวนการกำกับดูแลสื่อมวลชนที่เหมาะสม ควรเป็นเช่นไร

เพื่อให้เกิดความสมดุลย์ระหว่างเสรีภาพและความรับผิดชอบของสื่อมวลชน ซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานที่มีความสำคัญต่องการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยในอนาคต...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้