วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'บิ๊กตู่' ผุดไอเดีย เพิ่มสัญจรทางน้ำเมืองสำคัญ ลดปัญหาจราจร

'บิ๊กตู่' ผุดไอเดีย เพิ่มสัญจรทางน้ำเมืองสำคัญ ลดปัญหาจราจร

  • Share:

"ประยุทธ์" ปลื้ม สื่อตีข่าวต่างชาติจัดไทยเป็นประเทศมีความทุกข์น้อยที่สุดในโลก เผยเตรียมเร่งจัดงบประมาณปี 58 ให้ถึงทุกท้องถิ่นอย่างโปร่งใส สั่งมหาดไทย เร่งยกระดับมาตรฐานตลาดนัดชุมชน ช่วยเกษตรกร กระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมผุดสัญจรทางน้ำ เมืองสำคัญ แก้ปัญหาจราจร...

วันที่ 6 ก.พ.58 เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจตอนหนึ่งว่า ในวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีนั้น เป็นวันสตรีสากล คนไทยคงจะต้องร่วมเฉลิมฉลองความเสมอภาคและแสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมกันในสังคม โดยที่ผ่านมาประเทศไทยได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะมุ่งให้เห็นความสำคัญของสุภาพสตรีมาโดยตลอด รวมถึงมีการก่อตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ ที่เรียกว่า กสส. ขึ้นเป็นทางการเพื่อจะส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทของผู้หญิงในสังคม ให้ระลึกถึงความเป็นมาแห่งการต่อสู้เพื่อให้ได้ซึ่งความเสมอภาค ยุติธรรม สันติภาพ และการพัฒนา

พร้อมขอให้ชาวไทยทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพ บทบาทของสตรีในสังคมไทยให้มากขึ้น โดยปีนี้ครบรอบ 20 ปี ของการรับรองปฏิญญาและแผนปฏิบัติการเพื่อความก้าวหน้าของสตรีที่มุ่งเน้น ในเรื่องของการไม่เลือกปฏิบัติต่อสตรี การขจัดสิ่งกีดกั้นการสร้างความเสมอภาคระหว่างหญิง-ชาย ที่สตรีในประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ อาทิ ความใช้ความรุนแรง การเข้าถึงบริการด้านการศึกษาและด้านสุขภาพ

นอกจากนั้นแล้ว รัฐบาลเรายังให้ความสำคัญกับการดูแลผู้หญิงที่ถูกหลอกลวง การค้ามนุษย์ และโสเภณี ต่างๆ  ในเรื่องของการรณรงค์การลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ ต้องไม่รบกวนผู้อื่น ทั้งผู้หญิง และเด็ก และการเปิดกว้างด้านความเสมอภาคระหว่างหญิง-ชาย เพื่อการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

สำหรับห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีข่าวดีๆ ในเรื่องความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยในมุมมองของสื่อต่างประเทศชั้นนำ อย่าง บลูมเบิร์ก (Bloomberg) ที่จัดอันดับเปรียบเทียบประเทศที่มีความทุกข์ในเชิงเศรษฐกิจจากการทำ The Misery Index ปี 2015 ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความทุกข์น้อยที่สุดในโลก ก็น่ายินดีเนื่องจากการวิเคราะห์ตัวเลขเชิงเศรษฐกิจ ประเทศไทยมีอัตราการว่างงานที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยสิ้นปี 2557 นั้น อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.56% ลดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2545 มีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 5.73% อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อของไทย ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ

ทั้งนี้ บลูมเบิร์ก (Bloomberg) มองปัจจัย 2 ด้านนี้ เป็นปัจจัยหลักในการวัดระดับความทุกข์ของประชาชน ซึ่งทั้งโลกมีประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ซึ่งต้องขอขอบคุณสื่อไทยบางสื่อด้วย ที่มีการหยิบยกเรื่องดีๆ มานำเสนอให้ได้รับรู้ อย่างในเรื่องของการวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจ ที่เป็นกลาง ไม่ใช่นำเสนอแต่ด้านลบอย่างเดียว

"อะไรที่มันน้อยลง ลดลงอะไรทำนองนี้ มันก็เป็นด้วยกันทั้งหมด ทั้งในอาเซียน ทั้งในประชาคมโลกอื่นๆ ด้วย แต่ส่วนที่เรายังดีอยู่ก็มีเยอะแยะไป หากว่าเราได้มีการนำเสนอข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ บ้านเรา มาเทียบเคียงกับของประเทศไทยด้วย จริงๆ แล้วเราก็จะรู้ว่าประเทศไทยนั้น ยังมีการเติบโตและมีความสามารถในการแข่งขันที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่เป็นโอกาสแรก เพราะถือเป็นความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งต้องดูหลายๆ มิติ โดยในสัปดาห์นี้ มีเรื่องการขับเคลื่อนงานสำคัญของรัฐบาล ดังนี้ เรื่องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเราได้วางแผนงบประมาณใหม่ ได้มีการกำหนดมาตรการการเบิกจ่ายเพิ่มเติมในรัฐบาลนี้แตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมาทั้งหมด เพื่อเน้นถึงความทั่วถึง เท่าเทียม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ซึ่งเริ่มมา 4 ด้าน ในการจัดทำงบประมาณปี 58 คือ 1. มีการระบุโครงการที่ชัดเจน ตั้งแต่ในขั้นตอนกระบวนการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2558 ซึ่งรวมถึงการระบุโครงการในส่วนของท้องถิ่น ซึ่งในอดีตไม่เคยมีการทำมาก่อน เพื่อให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

2.การตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณที่สูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายทั้งปี สูงขึ้นถึง 92%  เพื่อจะเป็นการกระตุ้นทุกภาคส่วนให้เร่งเบิกจ่าย ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไป มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว 42.55% และคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ตามเป้าหมายของไตรมาส 2 ที่ 55 เปอร์เซ็นต์ 3. จัดตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อให้มีการอนุมัติงบประมาณในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว มีการตรวจสอบและรับผิดชอบการเบิกจ่ายโครงการต่างๆ และ4.มาตรการดูแลการจ้างงาน ช่วยเหลือคนในท้องถิ่น รวมถึงเกษตรกร เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อน กระตุ้นให้งบประมาณลงสู่ประชาชนในภูมิภาคโดยตรง

ส่วนปัญหาการเบิกจ่ายที่ยังล่าช้านั้น ได้สั่งการและกำชับให้กระทรวง มหาดไทย กรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ได้หาทางลดระยะเวลาการเบิกจ่ายงบประมาณ แต่ต้องโปร่งใส และอนุมัติโครงการ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการเร่งรัดติดตาม กำกับดูแล ซึ่งทุกฝ่ายกำลังดำเนินการอยู่

ขณะที่การส่งเสริม เอสเอ็มอี, โอทอป และอื่นๆใน กทม.ต่างจังหวัด และท้องถิ่นทั้งหมด ได้สั่งการในที่ประชุม ครม.ที่ผ่านมา ให้มีการส่งเสริมให้เกิด “เถ้าแก่น้อย” รายใหม่ๆ เพื่อเป็นตัวอย่างในการส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีให้มีศักยภาพขึ้นในประเทศ เพื่อจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมการผลิตสินค้านวัตกรรมใหม่ โดยให้ สสว. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง จัดทำเป้าหมายกิจการที่ควรสนับสนุนร่วมกัน จังหวัดละ 4-5 ราย และหาเงินสนับสนุน

"ถ้ามัวแต่เสนอผ่านตามขั้นตอนมันเสียเวลา มันช้าเราต้องเร่งรัดให้ได้โดยเร็ว ภายใน 1 เดือนนี้ ในแต่ละจังหวัดคิดว่ามีตลาดจริงๆ แล้วมีผลผลิตที่ออกมา สามารถทำได้ถ้าเขาสั่งเป็นจำนวนมาก เหล่านี้พร้อมที่จะช่วยเหลือ ได้ตรงตามเป้าหมาย และก็รวดเร็วด้วยในเรื่องของการส่งเสริมเงินลงทุนจากภาครัฐก็มีหลายอย่างด้วยกัน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นอกจากนี้ จะเชื่อมโยงความร่วมมือด้านตลาดทุน, ตลาดหลักทรัพย์, ธนาคารรัฐ ให้กระทรวงการคลังดำเนินนโยบาย เพื่อให้เกิดกองทุน Venture Capital เพื่อส่งเสริมการลงทุนต่างๆ โดยเฉพาะการช่วยเหลือ เอสเอ็มอี ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้เกิดผลโดยเร็ว เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือเข้าร่วมลงทุนในกิจการ โดยเฉพาะสินค้านวัตกรรมต่างๆ สร้างให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ในประเทศ โดยให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเข้ามาร่วม ทั้งเรื่องการโซนนิ่ง พื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งหลายรัฐบาลยังไม่เคยทำได้ เพราะฉะนั้นต้องริเริ่มให้ได้ ให้ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรมบางส่วน

สำหรับด้านการเกษตรแต่ละจังหวัด หากพื้นที่ใดไม่มีน้ำ อาจจะส่งเสริมเป็นแหล่งผลิตพืชที่ใช้น้ำน้อย หรือทำปุ๋ยอินทรีย์ โดยต้องทำการชี้แจง ทำความเข้าใจให้ชัดเจนถึงความเสียหาย หากทำต่อไปก็ไม่ได้กำไร ขาดทุน โดยให้กระทรวงเกษตร มหาดไทย ช่วยไปดูแลปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติใหม่เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน

พล.อ.ประยุทธ์ ระบุอีกว่า วันนี้เรามีแม่น้ำ ลำคลอง มากมาย รัฐบาลจะส่งเสริมการสัญจรทางน้ำให้มากขึ้น เนื่องจากถนนบางครั้ง สร้างไม่ไหวทั้งต้นทุนแพงขึ้น ขวางเส้นทางน้ำ จึงต้องทำ EIA ซึ่งประชาชนก็ไม่เห็นชอบ จึงน่าจะต้องพัฒนาการสัญจรทางน้ำให้มากขึ้น โดยเฉพาะคลองแม่น้ำ ในเมืองสำคัญ น่าจะพัฒนาให้มีทางสัญจรเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยลดปัญหาการจราจร

"การลงทุนในเรื่องของถนน สะพานต่างๆ เช่น ถ้าในเมืองก็เป็นเรือพาย เรือจ้าง ไม่มีเครื่องยนต์ สำหรับรับส่งคน และก็ท่องเที่ยวด้วย ส่งเสริมการท่องเที่ยว อาจจะเป็นที่ตนเคยเรียกไว้ว่า Gondola เมืองไทย ก็เอาเรือจ้างมาทำสวยๆ ในพื้นที่ตอนใน เสียงไม่หนวกหู ไม่สร้างมลพิษ แต่รอบๆ นอกก็ใช้เครื่องได้ ก็อยากให้เพิ่มในเรื่องของการดูแลความปลอดภัยทางน้ำ อุปกรณ์ช่วยชีวิต ชูชีพอะไรต่างๆ ท่าน้ำต่างๆ ต้องปลอดภัย เรือด่วน เรือเมล์ อะไรต่างๆ ในส่วนของคูคลองต่างๆ ที่มันสามารถทำได้ก็เปิดเป็นตลาดน้ำเพิ่มเติม มีการค้าขาย" พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

สำหรับการสร้างตลาดชุมชน ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยจัดทำ โครงการ “ตลาดนัดชุมชน ไทยช่วยไทย คนไทยยิ้มได้” เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายแก่เกษตรกรโดยตรง และส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ในเรื่องราคา เรื่องระบบการตลาด ลดทอนอำนาจพ่อค้าคนกลาง และให้พี่น้องประชาชนในชุมชนได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีในชุมชนตนเอง วันนี้รัฐบาลส่งเสริมตลาดชุมชนไปแล้ว 2,063 แห่ง และทั่วประเทศก็คงต้องมีอีก ที่ผ่านมาได้รับการรายงานว่ามีผู้จำหน่ายถึงเกือบ 9 หมื่นราย และมียอดจำหน่ายทั่วประเทศถึงในปัจจุบัน ซึ่งไม่ถึงเดือนได้ 820 ล้านบาท

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเร่งยกระดับมาตรฐานของตลาดนัดชุมชน ให้เป็นที่น่าเชื่อถือ คัดสรรสินค้าดีมีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของท้องตลาด แล้วก็ในพื้นที่ด้วย ในราคายุติธรรมจากชุมชน จากเกษตรกรมาจำหน่าย ส่งเสริมการจัดกิจกรรมต่างๆ ประกอบไปด้วย เพื่อเรียกร้องความสนใจ เช่น การแสดงดนตรีศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน กิจกรรมสาธิต นิทรรศการ สวนสนุก และให้ความรู้เรื่องสุขลักษณะของตลาดนัดแก่ผู้จำหน่าย

พร้อมฝากให้ผู้ว่าฯ หัวหน้าส่วนราชการ เกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด สมาคม หอการค้า อุตสาหกรรมจังหวัด ให้ช่วย อย่าปล่อยให้รัฐ และกระทรวงทำอย่างเดียว รวมถึงภาคเอกชนต้องช่วยกัน โดยตนสนับสนุนให้มีการขึ้นบัญชีทุกแห่งในแต่ละจังหวัดว่ามีกี่แห่ง ซึ่งต้องประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวาง.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้