วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
 เรื่องเล่าจากก้อนเมฆ : ชวนออกไปวิ่ง

เรื่องเล่าจากก้อนเมฆ : ชวนออกไปวิ่ง

โดย น้าเมฆ
6 มี.ค. 2558 15:01 น.
  • Share:

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมเคยวิ่งมาราธอนตอนอายุ 28 วิ่งแบบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมาราธอนเลย รู้ว่า 40 กิโลนิดๆ (จำตัวเลขเป๊ะๆ และจุดทศนิยมก็ไม่ได้) ครั้งแรกที่วิ่งตอนนั้นเพราะเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ตัวใหญ่หนักเกือบ 90 กิโล เลยไปฟิตเนส เทรนเนอร์แนะนำให้วิ่งสายพานก่อน 40 นาที แล้วค่อยไปออกกำลังกาย หลังเล่นเสร็จ ให้วิ่งปิดท้ายอีก 20 นาที ผมวิ่งบนสายพานแบบนี้เกือบเดือน น้ำหนักก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง และด้วยความที่ฟิตเนสวางที่วิ่งสายพานไว้ด้านหน้า ผมก็มักจะมองรถมองคนไปเรื่อยดีกว่าจ้องแต่เวลา

มีอยู่วันหนึ่งมีรถเมล์มาจอดติดไฟแดง ด้านข้างรถมีโฆษณาของกรุงเทพมาราธอนเขียนว่า

“ครั้งหนึ่งในชีวิตกับการวิ่งกรุงเทพมาราธอน”

ผมอ่านแล้วก็อยากลองวิ่งดู เพราะนึกว่าที่วิ่งวันละชั่วโมงมาเกือบเดือนคงอึดพอ ผมสมัครแล้วก็วิ่งเลย สมัยนั้นไม่มีหนุ่มสาววิ่งเยอะขนาดนี้ ส่วนใหญ่จะมีแต่รุ่นใหญ่ ดูเป็นนักวิ่งที่จริงจังมาก เมื่อเริ่มปล่อยตัว ผมผ่านหนึ่งชั่วโมงได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แล้วก็วิ่งต่อไปเรื่อยๆ ชมวิวบนถนนบรมราชชนนีที่ไม่เคยเห็นในวันปกติ พอไปถึงกิโลที่ 20 ผมหมดแรง แม้จะกินส้มกินกล้วยอะไรแล้วก็ไม่ช่วย เพราะขาและร่างกายไม่ได้ถูกฝึกมาสำหรับการวิ่งมาราธอน แต่ผมไม่อยากเลิกกลางคัน ผมเลือกที่จะเดินเร็วแทน นักวิ่งแซงผมไปทีละคน

ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง เด็ก และคนชรา บางคนมาเดินคุยเป็นเพื่อนแล้วก็วิ่งไปต่อ ผมจบมาราธอนแบบวิ่งครึ่งเดินครึ่งที่ 6 ชั่วโมงนิดๆ ขากลับจะก้าวขาขึ้นรถเมล์ยังไม่ได้เลย ต้องใช้มือพยุงตัวขึ้นไป ผมบอกกับตัวเองว่า “สำหรับมาราธอนครั้งหนึ่งในชีวิตก็เพียงพอแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ก็ยังแอบติดใจ จึงลงวิ่งปลายปี 10 กิโลทุกครั้ง วิ่งติดๆ กันต่อจากวิ่งครั้งแรกมา 5 ปี จนแต่งงานมีลูกแล้วก็หยุดไป

สิ่งที่ทำให้ผมกลับมาวิ่งอีกครั้งเพราะตัวเลขน้ำหนัก 100 กิโล หนักที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ ลูกผมล้อว่า “หมูเผือก” เพราะพ่ออ้วนเหลือเกิน (ดูสิ พอลูกพูดได้ก็ล้อพ่อเลย มันน่าเจ็บใจนัก!!) ผมทนตัวเองไม่ไหว เริ่มคิดถึงตอนลดน้ำหนักสมัยหนุ่มๆ ผมจึงกลับมาเริ่มวิ่งใหม่ แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก อายุเยอะขึ้น ร่างกายไม่ได้ออกกำลังกายเลย ผมเริ่มวิ่งในระยะทางที่ร่างกายพอทำได้ แต่ก็มีวินัยวิ่งสัปดาห์ละ 3-4 วัน เริ่มจากระยะทาง 2.5 km พอรู้สึกว่าระยะที่วิ่งอยู่ทำได้ ก็ขยับเพิ่มไปทีละครึ่งกิโล

ผมเพิ่มเป็น 3 km 3.5 km ไปเรื่อยๆ จนได้ 10 km เหมือนที่เคยวิ่งใช้เวลาประมาณครึ่งปี น้ำหนักก็ลดลงมาประมาณ 10 กิโล ผมยังวิ่งต่อ แต่เพิ่มความท้าทายให้ยากขึ้น โดยตั้งเป้าที่ปลายปี (อีกประมาณ 3 เดือน) ที่งานกรุงเทพมาราธอน โดยจะวิ่ง 10 km ภายในหนึ่งชั่วโมงให้ได้ และในที่สุดผมก็วิ่งถึงเส้นชัยในเวลาหนึ่งชั่วโมงเป๊ะ น้ำหนักทั้งปีลดลงได้ 15 กิโลกรัม

พอบรรลุเป้าหมาย ความท้าทายก็น้อยลง ผมไม่ได้วิ่ง 3-4 วันต่อสัปดาห์เหมือนเคย ค่อยๆ ลดลงจนเหลืออาทิตย์ละวัน แถมวิ่งสั้นๆ ประมาณ 5 กิโลอีกต่างหาก น้ำหนักผมก็ขึ้นมาบ้างนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เยอะมาก และผมก็ยังคงลงรายการวิ่ง 10 กิโลอย่างต่อเนื่อง จะวิ่งทีก็ซ้อมที แต่พอดูเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยวิ่งภายในชั่วโมงได้อีกเลย เกินมา 7 นาทีบ้าง 10 นาทีบ้าง จนเกิดคำถามขึ้นว่า เราวิ่งมาเกือบ 2 ปี วิ่งในระยะทางที่คุ้นเคย แต่ทำไมวิ่งไม่เร็วขึ้นเลย กลับแย่ลงอีก แถมสมัยนี้ เรื่องวิ่งเป็นที่นิยมมาก ผมเห็นน้องผู้หญิงตัวบางๆ วิ่งมาราธอน แถมวิ่งเวลาดีซะด้วย ผมอึ้ง!!

จนเพื่อนผู้หญิงผมคนหนึ่ง เธอวิ่งมาราธอนได้สำเร็จในเวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมง ผมช็อกและต้องโทรไปคุยว่าทำได้ยังไง แต่ก็ผมเห็นเธอวิ่งงานไหนก็เข้าเกือบคนสุดท้าย รายการไหนยิ่งไกลก็ยิ่งช้า วิ่งประมาณ pace 8 มาตลอด แล้วจู่ๆ มารู้อีกที เธอพิชิตมาราธอนด้วยเวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมง



เธออธิบายเรื่องการฝึกซ้อม การมีวินัย และการวางแผนที่ดี ใครๆ ก็สามารถพิชิตมาราธอนได้ ผมเองไม่เคยคิดว่าจะวิ่งมาราธอนอีกแล้ว ก็คิดขึ้นมา แต่ผมเริ่มด้วยฮาล์ฟมาราธอนก่อน กะเอาจนแน่ใจว่ากำลังขาพร้อม

เพื่อนผมแนะนำ App บนมือถือที่มาจากหนังสือชื่อ Run Less Run Faster (RLRF) ผมจึงกลับมาวิ่ง 3 วันต่อสัปดาห์ มีทั้งวิ่งเร็วระยะสั้น ฝึกวิ่งความเร็วสม่ำเสมอระยะกลาง และปลายสัปดาห์วิ่งระยะยาวเกิน 10 กิโล คราวนี้ตั้งใจมาก มีการจับเวลาและจดสถิติ เพื่อพัฒนาการวิ่งตัวเองให้ดีขึ้น เร็วขึ้น และอึดขึ้นครับ

สิ่งที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากออกมาวิ่ง….แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ผมอยากได้คือ การลดน้ำหนัก เมื่อทำได้แล้วก็ภูมิใจ ตอนน้ำหนักหายไป 5 กิโลคนยังไม่สังเกตนัก แต่พอลดไปถึง 10 กิโล ใครที่ไม่ได้เจอกันสักพักต้องเอ่ยปากทักแน่นอนว่าผอมลง ถ้าไปถึง 15 กิโลแบบผมก็จะได้รับสิทธิ์ช็อปปิ้งเสื้อผ้าใหม่ที่ไซส์เล็กลง อยากใส่อะไรก็ใส่ได้ แต่เป้าหมายต่อไปคือ วิ่งให้ได้ระยะทางมากขึ้นดีขึ้นเร็วขึ้นอึดขึ้น ผมได้ฝึกวินัยและมีการวางแผนในการฝึกซ้อมใหม่ มีเป้าหมายในการวิ่งในแต่ละอาทิตย์มากขึ้น ความรู้สึกเมื่อผ่านการทดสอบในแต่ละครั้ง มันสะใจว่าทำได้ เพราะขณะที่วิ่ง มันมีอาการท้ออยากจะถอดใจเหมือนกัน แต่โปรแกรมยาวๆ และมีเวลากำหนด ทำให้เรายกเลิกกลางคันไม่ได้ นอกจะฝึกกล้ามเนื้อขาให้แข็งแรงขึ้นแล้ว จิตใจเราก็แกร่งขึ้นตามไปด้วยครับ




หลายครั้งที่ผมวิ่งไม่ผ่านเกณฑ์เวลาที่ตั้งไว้ ก็ต้องมานั่งทบทวนว่า เราพลาดอะไรตรงไหน ถ้าเราอึดกว่านี้อีกนิด ซอยก้าวเท้าเร็วเพิ่มอีกสักหน่อย ไม่ไปเร่งแค่ช่วงแรก แต่วิ่งให้ความเร็วสม่ำเสมอน่าจะดีกว่าไหม เมื่อพลาดแล้ว ผมก็มักจะมีโจทย์คอยปรับแก้ในการวิ่งครั้งต่อไปเสมอ เพราะการวิ่งในระยะที่ยาวขึ้น ต้องวางแผนให้รอบคอบ รู้จักแบ่งกำลัง และประเมินตัวเอง กว่าจะผ่านแต่ละกิโลไปได้ก็แทบแย่ ถ้ารู้สึกว่าช้ากิโลนี้ ก็ต้องไปเติมในกิโลต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อวิ่งจบแล้ว หันมองย้อนกลับมา มันภูมิใจดีนะครับที่ตัวเองทำได้

คำว่า “ครั้งหนึ่งในชีวิตก็พอแล้วสำหรับการวิ่งมาราธอน” ไม่แน่ครับ ผมอาจจะถอนคำพูดในปลายปีนี้

สำหรับคนที่อยากจะเริ่มต้นวิ่ง ผมมีหนังสือที่อ่านเพื่อสร้างแรงบันดาลใจอยู่ 2 เล่ม เป็นนักเขียนคนเดียวกันชื่อคุณ “คามิน คมนีย์” ผมอ่าน “เย็นวันเสาร์-เช้าวันอาทิตย์” ในขณะที่ผมเริ่มวิ่งแรกๆ อ่านวันละบท สนุกไปกับชีวิตของนักเขียนที่เป็นนักวิ่ง ผมชื่นชมในวินัยและความเป็นยอดนักวิ่งของเขา เหมือนได้ตามคุณคามินไปในทุกรายการที่จะต้องไปพักเตรียมตัวในเย็นวันเสาร์และเริ่มต้นวิ่งแต่เช้าตรู่ในเช้าวันอาทิตย์ สำนวนการเขียนอ่านง่ายและเห็นภาพตามครับ 



ส่วน “หัวใจ-ใจ-เท้า” เป็นเล่มที่ผมยังไม่ได้เปิดอ่าน และคงจะหยิบอ่านในขณะที่ร่างกายและจิตใจกำลังอินการวิ่งอีกครั้งเหมือนในตอนนี้

เหตุผลของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน บางคนอยากวิ่งลดน้ำหนัก บางคนถือว่าเป็นการออกกำลังกาย เอาแค่เรียกเหงื่อ บางคนชอบความท้าทายและสนุกไปพร้อมๆ กัน บางคนอยากเอาชนะขีดความสามารถของร่างกายตัวเอง จะอะไรก็ตาม ผมรู้สึกว่าการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายและได้ผลที่สุดแล้วครับ



น้าเมฆ

http://www.facebook.com/cloudbookfanpage 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้