วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
"โลโกรโย่" เมืองเล็กที่ไม่เหงา กับเรื่องเล่า...ที่ซาราโกซ่า

"โลโกรโย่" เมืองเล็กที่ไม่เหงา กับเรื่องเล่า...ที่ซาราโกซ่า

  • Share:

คำคำหนึ่งที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆเวลาที่ไปเยือนสเปน คือ พลาซ่า มายอร์ หรือจัตุรัสกลางเมือง ที่มีอยู่ทุกเมือง เป็นจุดเชื่อมต่อไปยังสถานที่สำคัญๆต่างๆของเมือง ไม่ว่าจะเป็นศาลาว่าการเมือง อนุสาวรีย์ ไปจน ถึงวิหารและมหาวิหารอันแสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตของสเปน

วันนี้เราจะเดินทางไปยัง แคว้นลา รีโอค่า (La Rioja) ที่คนมักออกเสียงผิดว่า ริโอจา เมืองไทยเราจะเห็นคำนี้บนขวดไวน์สเปน เพราะเป็นชื่อไวน์ดังของที่นี่ เมืองหลักของแคว้นนี้ คือ โลโกรโย่ (Logroño) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกปกครองโดยฝรั่งเศส และก็พวกฝรั่งเศสนี่ละที่เป็นคนนำพันธุ์องุ่นชั้นดีเข้ามาปลูก จนทำให้ ลา รีโอค่า มีไวน์รสละมุน เป็นสินค้าส่งออกจนถึงปัจจุบัน

ถนนในเมืองโลโกรโย่
ภายในมหาวิหารซาราโกซ่า

พูดถึงไวน์แล้ว ถ้ามาสเปนแล้วไม่ดื่มไวน์สเปนก็ดูเหมือนจะมาไม่ถึง สเปนมีไวน์รสชาติเยี่ยมไม่ด้อยไปกว่าฝรั่งเศส ชิลี หรืออิตาลี จิบแกล้มกับมะกอกดอง ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกขึ้นชื่ออีกอย่างของสเปน ได้อารมณ์ยาดอง มะขามเปียกแบบฝรั่งๆ ดีหน่อยก็ตรงที่อากาศที่นี่เย็นกว่าเมืองไทยหลายเท่า พอได้ไวน์ดีเข้าไปเลือดลมสูบฉีด อารมณ์ศิลปินอ่อนไหวมาเลยละทีนี้...

นอกจากข้าวผัดสเปน และทาปาส (Tapas) ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมของสเปนแล้ว เมนูส่วนใหญ่ในร้านอาหารก็ไม่ต่างกับชาติอื่นๆในยุโรป เริ่มด้วยจานแรกเรียกน้ำย่อย จานที่สองเป็นอาหารหลัก และปิดท้ายด้วยของหวาน เครื่องดื่มส่วนใหญ่เป็นไวน์กับน้ำเปล่า ราคาพอๆกัน บางทีไวน์ถูกกว่าน้ำเสียด้วยซ้ำ

ระหว่างทางใน ลา รีโอค่า มีไร่องุ่นให้เห็นเป็นรายทาง เพราะอย่างที่บอก แคว้นนี้เขาขึ้นชื่อเรื่องไวน์ เรามาถึงโลโกรโย่ในช่วงเย็นอากาศกำลังสบายๆ

หลากหลายมุมของบาซิลิก้า
ภายในมหาวิหารแม่พระแห่งเสาหลัก

นอกจากไวน์แล้วมีคนกระซิบบอกว่าที่นี่เป็นแหล่งเที่ยวกลางคืนชั้นดีอีกเมืองหนึ่ง ลืมบอกไปว่าชีวิตของคนสเปนนั้น จะมีสีสันมากในช่วงกลางคืน อาหารค่ำเริ่มต้นตอนสองทุ่ม หลัง จากนั้นก็เป็นชีวิตกลางคืนเต็มร้อย ทั้งร้านเหล้า บาร์ เต็มไปด้วยความครื้นเครง สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างสำหรับที่นี่ (หมายถึงสเปน) คือ ขโมย แก๊งล้วงกระเป๋าของประเทศนี้บอกได้เลยว่ามืออาชีพสุดๆ ทำกันเป็นทีม ล้วงกระเป๋าเร็วมาก เร็วชนิดที่กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็คือเวลาที่จะหยิบเงินซื้อของแล้วพบว่าเงินในกระเป๋าหายไปแล้วนั่นละ...

เราไปเดินเล่นในย่านเมืองเก่าของโลโกรโย่ มองออกไปเห็นสะพานข้ามแม่น้ำ มองออกไปสุดลูกหูลูกตา สวยงามจนอยากจะหยุดเวลาไว้เลยทีเดียว และอย่างที่บอก เมืองเล็กๆมักมีความน่ารักๆแฝงอยู่ เดินจนเพลิน เงยหน้ามาอีกทีพระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไปเสียแล้ว ไฟของร้านอาหาร บาร์ เริ่มสว่างขึ้น เราเลือกร้านอาหารเล็กๆตรงมุมถนน โชคดี อาหารเขามีแบบตามสั่ง เราเลยสั่ง ตอร์ติย่า เอสปานยอล่า หรือไข่เจียวสเปน มากินกับบาคาเลา อัลพิลพิล หรือปลา

สะพานข้ามแม่น้ำ...มุมพาโนราม่าของเมืองโลโกรโย่
ศาลาว่าการเมืองบายาโดลิด

ค็อดย่าง เสิร์ฟพร้อมกับน้ำมันมะกอก กระเทียมสด และพริกหยวก รสชาติพอจะทำให้หายคิดถึงอาหารไทยได้บ้าง จิบไวน์แดงตาม
โอ้...โลกนี้มันช่างสวยงาม เหมือนอย่างที่ดอน กิโฮเต้ ว่าไว้จริงๆ.....

นอกจากโลโกรโย่แล้ว ทริปนี้เรายังได้มีโอกาสไปเที่ยวเมืองวลาโดลี หรือ บางทีก็ออกเสียงว่า บายาโดลิด (Valladolid) เป็นเมืองอุตสาหกรรมในที่ราบภาคกลางของสเปน เป็นเมืองหลักในแคว้นคาสตีล-เลออน

ชื่อเมืองนี้ผู้รู้เขาบอกว่าน่าจะมาจากคำว่า วาลลิส (Vallis) ซึ่งหมายถึงหุบเขา และคำว่า โตลีตุม (Tolitum) ในภาษาเคลติก ที่แปลว่า “ที่บรรจบของสายน้ำ” หรืออีกความหมายหนึ่งคือ เมืองในเมฆ ซึ่งตรงกับภูมิประเทศของเมืองมากที่สุด

พลาซ่า มายอร์ หรือจัตุรัสกลางเมืองบายาโดลิด มีสถานที่สำคัญๆน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ทั้งศาลาว่าการเมือง หอนาฬิกา ที่แค่เดินไม่กี่ก้าวก็ทะลุถึงกันได้หมด ที่น่าสนใจคือ โบสถ์ที่อยู่ใจกลางเมือง ที่ชื่อว่า ซานปาโบล หรือเซนต์ เปาโล ในภาษาอังกฤษนั่นละ

โบสถ์ซานปาโบล...ในบายาโดลิด
มหาวิหารแม่พระแห่งเสาหลัก (Basílica de Nuestra Señora del Pilar)

ต้องบอกว่าโบสถ์นี้มีความสวยงามมาก เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1445-1468 ตัวอาคารของโบสถ์มีความโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิคด้านหน้าตกแต่งด้วยรูปปั้นและแท่นไม้กางเขนขนาดใหญ่ดูสวยงามมากๆ

ส่วนที่หน้าศาลาว่าการเมืองมีอนุสาวรีย์ของผู้สร้างเมืองนี้ หรือพูดง่ายๆก็คือ เจ้าเมืองคนแรกนั่นละ เสียดายลืมถ่ายป้ายชื่อที่อนุสาวรีย์มา ถ้ากลับไปอีกครั้งรับรองไม่พลาดแน่

ไฮไลต์อีกเมืองของสเปนที่ไม่ควรพลาด คือ ซาราโกซ่า เมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับสองพันปี โดยเฉพาะ มหาวิหารแม่พระแห่งเสาหลัก (Basílica de Nuestra Señora del Pilar) ซึ่งถือเป็นโบสถ์คริสต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก มหาวิหารนี้เป็นของพระศาสนจักรคาทอลิก ใช้เวลาสร้างถึง 191 ปี ตั้งแต่ ค.ศ.1681 ถึง ค.ศ.1872 มีเรื่องเล่าว่า แม่พระประจักษ์มาหา “นักบุญยาค็อบ” ในช่วงที่มาเผยแผ่ธรรมที่เมืองซาราโกซ่า นักบุญยาค็อบกำลัง ท้อแท้ เพราะมีคนกลับใจมานับถือคาทอลิกน้อยมาก แม่พระประจักษ์สัญญาว่าจะเป็นกำลังใจและช่วยเหลือในการประกาศพระวรสาร พร้อมทั้งมอบ “เสา” หนึ่งต้นให้นักบุญยาค็อบและสั่งให้สร้างวัดตรงนี้ แม่พระยังได้บอกอีกว่าท่านจะเป็นเสาหลักให้กับวัดนี้ตลอดไป

งานศิลปะร่วมสมัยในซาราโกซ่า

มหาวิหารแม่พระแห่งเสาหลักนี้ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของซาราโกซ่า ตั้งอยู่เหนือจัตุรัส Plaza de la seo ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบบารอก ภายในตกแต่งแบบนีโอคลาสสิก หลังคาประดับด้วยกระเบื้องสีสด ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเอโบร ถ้ายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วถ่ายรูปกลับมาจะเห็นตัวอาคารโดดเด่นมาก มหาวิหารแห่งนี้มีความสำคัญมาก เคยเป็นสถานที่จัดพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์แห่งอารากอนด้วย

ก่อนกลับมีเวลาเดินเล่น ถนนในซาราโกซ่า มีรูปปั้นแสดงถึงความรุ่งเรืองทางศิลปะ งานศิลปกรรมร่วมสมัยที่สะท้อนผ่านงานปั้นหลากหลายดูได้ไม่เบื่อ

เราโบกมืออำลาสเปนในวันที่ฝนเริ่มโปรยปราย รสชาติของทาปาส มะกอกดอง ไส้กรอกสเปน และไวน์แดงรสเลิศยังนุ่มลิ้น

เหมือนความทรงจำเก่าๆที่ไม่เคยลบเลือนไปจากความรู้สึก ไม่ว่าจะผ่านเวลาไปเนิ่นนานแค่ไหนก็ตาม.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้