วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คดีภิกษุณีท้อง

คดีภิกษุณีท้อง

  • Share:

1 ใน 80 พระอรหันต์ผู้ยิ่งใหญ่ (อสีติมหาสาวก) สมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงยกย่อง พระกุมารกัสสปะ เป็นเอตทัคคะ แสดงธรรมเทศนาได้อย่างวิจิตร

(รู้ก่อนตาย ไม่เสียดายชาติเกิด ว.วชิรเมธี ปราณ พับลิชชิ่ง พิมพ์ครั้งที่ 11 พ.ศ.2552)

เรื่องราวชีวิตของท่าน...โลดโผน มีสีสัน สมัยนี้น่าจะเรียกว่า ดราม่ามาก...อรรถกถา ธรรมบท เล่าไว้ว่า...

เกิดเรื่องอื้อฉาว...วิพากษ์วิจารณ์กันทั้งพระคฤหัสถ์ในกรุงราชคฤห์ ภิกษุณีธิดาเศรษฐี สังกัดสำนักพระเทวทัต

จู่ๆก็เกิดท้องโตขึ้นมา

พระเทวทัต ขณะนั้น เป็นพระอาจารย์ รัชทายาท อชาตศัตรู รุ่งเรืองเฟื่องฟูมาก ลาภสักการะไหลมาเทมา กลัวเสียชื่อ จึงสั่งเด็ดขาดให้ภิกษุณีลาสึก

แต่ภิกษุณีไม่ยอม เธอให้เหตุผล ขอบวชเพราะศรัทธาพระบรม ศาสดา ไม่ได้ศรัทธาพระเทวทัต ขอร้องให้เพื่อนภิกษุณี พาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ในเชตวนาราม เมืองสาวัตถี

แทนที่พระพุทธองค์จะทรงตัดสินด้วยพระองค์เอง กลับทรงตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่

พระเจ้าปเสนทิโกศล เป็นประธาน พระอุบาลี ผู้เชี่ยวชาญด้านวินัยเป็นหัวหน้าคณะทำงาน อนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาอุบาสก นางวิสาขา

มหาอุบาสิกา เป็นคณะกรรมการร่วม

ผลการพิจารณา...วันเวลา ที่ธิดาเศรษฐี บวชเป็นภิกษุณี คาบเกี่ยวกับการแต่งงานมีสามี

เหตุผลที่ทั้งฝ่ายพระฆราวาส เห็นพ้องต้องกัน...เธอท้องก่อนบวช จึงไม่ต้องข้อหา เสพเมถุน เป็นอาบัติปาราชิก

เมื่อไม่ผิด เธอก็เป็นภิกษุณีต่อไปได้

ถึงเวลาก็คลอดบุตรออกมาเป็นชาย เลี้ยงดูอยู่ในวัด จนพระเจ้าปเสนทิโกศล มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ยินเสียงเด็กร้อง ก็ขอรับไปเลี้ยงเป็นราชบุตรบุญธรรม เติบโตก็ขอบวชเป็นภิกษุในพระธรรมวินัย สำเร็จพระอรหันต์

ส่วนภิกษุณี ผู้เป็นแม่ ก็อยู่ในสำนักภิกษุณี มุ่งปฏิบัติภาวนาหาทางพ้นทุกข์ แม่และลูกชาย ไม่ได้ข้องแวะดูแลกันและกัน ภิกษุณียังตัดใจจากลูกไม่ได้ เผลอร้องไห้คิดถึงลูกชายอยู่ทุกวัน การปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า

วันหนึ่งภิกษุณีออกบิณฑบาต ก็ให้บังเอิญเจอพระกุมารกัสสปะ

ทันทีที่เห็นหน้าเธอก็น้ำตาไหล ความรักลูกท่วมหัวใจตั้งสติไม่ได้ ผวาวิ่งเข้าหาพระลูกชาย แต่ความรีบร้อน...เธอล้มลง

“ท่านมัวทำอะไรอยู่” น้ำเสียงพระลูกชายห้วน หยาบกระด้าง ไร้เยื่อใย “ดูสิบวชมา ก็นานนักหนา ความรักแค่นี้ ก็ยังตัดใจไม่ได้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงการตัดกิเลสอีกเล่า”

เสียแรงรัก เสียแรงคิดถึง คำแสลงหูเสียดแทงใจ...มีผลให้ภิกษุณี

ตื่นจากภวังค์รัก...เกิดความสลดสังเวช ตัดใจจากพระลูกชายได้...ก็พลันบรรลุอรหัตผลสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในวันนั้น

ลีลา...แสดงธรรมโปรดภิกษุณีโยมมารดา...นี่ล่ะ เป็นที่มาของการยกย่อง ให้พระกุมารกัสสปะ เป็นเลิศในการแสดงธรรมเทศนา
หาผู้ใดเทียบเทียมไม่ได้

5 ปีหลังพุทธปรินิพพาน...เมื่อชื่อเสียงพระเจ้าปายาสิ ราชาเสตัพยนคร แคว้นโกศล ต้นแบบนักปรัชญา ฝ่ายนัตถิกทิฏฐิ หรือปรัชญาฝ่ายวัตถุนิยม...เลื่องลือ พระกุมารกัสสปะ องค์นี้เอง ที่ถูกเลือกโต้วาทะ...จนพระเจ้าปายาสิ ยอมรับนับถือ

ผมเคยอ่านเรื่องพระกุมารกัสสปะหลายครั้ง...อ่านครั้งนี้ ได้ความคิดใหม่ หลายข้อ

ข้อแรก...ภิกษุณีท้องโต...ไม่ต้องอาบัติปาราชิก ฐานเสพเมถุน...เคยมีในสมัยพุทธกาล...เพราะถูกตัดสินด้วยคณะกรรมการชุดที่น่าเชื่อถือมาก

ข้อต่อมา...แม้มีคณะบุคคล ที่น่าเชื่อ ชี้...ก็ใช่ว่าภิกษุ หรือภิกษุณี

จะเป็นอาบัติทันที วินัย ข้ออนิยต เขียนไว้ว่า ถ้าบุคคลที่เชื่อถือได้ ชี้อย่างใด ให้ภิกษุหรือภิกษุณี รับอย่างนั้น...มีก็จริง

แต่ก็ยังมีอีกข้อ...ถ้าภิกษุ ภิกษุณี รับข้อไหน ก็ให้เป็นอาบัติอย่างนั้น

อย่าแปลกใจ...ที่มีหลักวินิจฉัยอย่างนี้

ผมอ่านบ้าง จำบ้าง ความรู้แบบงูๆปลาๆ...จึงไม่ค่อยกล้าชี้หน้าตัดสินพระรูปนั้นรูปนี้ว่า เป็นปาราชิก เพราะกลัวหลัก อนิยต ที่มีคำแปลว่า “ไม่แน่” นี่แหละครับ.

กิเลน ประลองเชิง

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้