วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อย่าเปิดทางจนอ้าซ่า

อย่าเปิดทางจนอ้าซ่า

  • Share:

เปิดประเด็นร้อนขึ้นมาอีกหนึ่ง ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าน่าจะเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญใหม่ ห้ามกลุ่มบุคคลใน “แม่น้ำห้าสาย” อันได้แก่ คสช., คณะรัฐมนตรี, สนช., สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ไม่ให้ดำรงตำแหน่งการเมือง 2 ปี เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกกล่าวหาว่าสืบทอดอำนาจ

ดูเหมือนว่าคณะกรรมาธิการฯ จะต้องเว้นวรรคการเมืองอย่างน้อย 2 ปีอยู่แล้ว จึงมีปัญหาเฉพาะแม่น้ำอีก 4 สาย จะถูกต้องห้ามด้วยหรือไม่? เป็นการตัดสิทธิ์ทางการเมืองของหลายร้อยคน จึงมีเสียงคัดค้านดังขึ้นมาทันทีจาก สนช. และ สปช.บางคน ตอบโต้ว่าไม่เป็นธรรม เพราะตนไม่ได้เป็นผู้เขียนรัฐธรรมนูญ ทำไมจึงจะถูกตัดสิทธิ์

ต้องยอมรับว่าเป็นการเสนอด้วย เจตนาที่ดี เพื่อมิให้ถูกกล่าวหาว่าเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อตนเอง เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หรือสืบทอดอำนาจ แต่อาจจะเป็นข้อเสนอที่ไปได้ยาก คนส่วนใหญ่อาจไม่ถึงกับอยากตัดสิทธิ์การเมืองของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ ไม่ให้สมัครเป็น ส.ส.หรือ ส.ว. ขอแต่เพียงไม่ให้เขียนเพื่อสืบทอดอำนาจโจ๋งครึ่ม

ประเด็นสำคัญที่เป็นเหตุแห่งความระแวง ว่าอาจเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจ คสช.ได้แก่ การเปิดทางให้ “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ต้องมาจาก ส.ส.และให้ ส.ว.ทั้งหมดมาจาก “เลือกตั้งโดยอ้อม” ซึ่งก็คือการแต่งตั้ง ทั้งสองเรื่องเคยเป็นสูตรการสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร ตัวอย่างที่ชัดเจนคือรัฐธรรมนูญ 2522 สืบทอดอำนาจได้นานกว่าสิบปี

รัฐธรรมนูญ 2534 พยายามสืบทอดอำนาจคณะ รสช.แต่ไปไม่รอด เพราะประชาชนลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน เป็นเหตุให้รัฐธรรมนูญต่อๆมา ต้องบังคับไว้ชัดเจนว่า “นายกฯต้องมาจาก ส.ส.” คณะกรรมาธิการฯชี้แจงว่าต้องเปิดช่องไว้ เพื่อให้คนนอกเป็นนายกฯได้ในยามวิกฤติ แต่ไม่ได้บอกชัดเจนว่าวิกฤติแค่ไหน? จึงเท่ากับเปิดอ้าซ่า เมื่อไหร่ก็ได้ที่ ส.ส.เห็นควร

ถ้าเขียนไว้ไม่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ คสช.ที่อาจสืบทอดอำนาจได้ แต่ยังเปิดทางให้ “ใครก็ได้” ที่อาจเป็นมหาเศรษฐี ทุ่มเงินนับพันนับหมื่นล้านซื้อ ส.ส.บางพรรคหรือบางกลุ่ม ให้เลือกตนเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะผลการเลือกตั้งระบบใหม่ อาจมีพรรคเล็กพรรคน้อยเกิดขึ้นมาก แต่ไม่มีใครได้เสียงข้างมาก ไม่มีผู้นำพรรคใดมีอำนาจบารมีพอ จึงต้องเชิญเศรษฐีเจ้าบุญทุ่ม

ถ้าเป็นแบบนี้ จะสวนทางกับเจตนารมณ์ของประชาชนโดยสิ้นเชิง เพราะประชาชนที่เลือกพรรค ก ต้องการให้นาย ก เป็นนายกฯ เลือกพรรค ข เพราะต้องการให้นาย ข เป็นนายกฯ แต่อยู่ๆ ส.ส.ไปคว้าเอาเศรษฐี ค มาจากไหนก็ไม่รู้ มาเป็นผู้นำรัฐบาลด้วยการทุ่มเงินซื้อพรรคเล็กพรรคน้อย และที่น่าห่วงมากก็คือเรื่องนี้อาจกลายเป็นชนวนของความขัดแย้ง.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้