วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อ้างรธน.57 ไม่ห้าม 'บิ๊กตู่' คว่ำ เว้นวรรค 2 ปีสะดุด

อ้างรธน.57 ไม่ห้าม 'บิ๊กตู่' คว่ำ เว้นวรรค 2 ปีสะดุด

  • Share:

อุ้มแม่น้ำ 4 สาย-ล็อกแค่ 36 กมธ. ศาลจำคุก 4 ปี 15 แดง-ไม่รออาญา ยกพลบุกรร.ล้มประชุมอาเซียน

“ประยุทธ์” คว่ำทิ้งข้อเสนอเว้นวรรค 2 ปี แม่น้ำ 5 สาย ลั่นยึด รธน.ชั่วคราวห้าม กมธ. ยกร่างฯรับตำแหน่งการเมืองใน 2 ปี ขู่อย่าระแวงสืบทอดอำนาจ ไม่คืนอำนาจให้ก็จบรอหารือยังไม่เคาะ ป.ป.ช.ขอต่ออายุ 1 ปี “เจษฎ์” ทำใจปมร้อนแท้งก่อนเกิด “ปานเทพ” โต้ขอต่ออายุ 5 ป.ป.ช. ห่วงงานสะดุด คดีคั่งค้าง ไม่ได้ต่อท่ออำนาจ มอบ จนท.คุ้ยเพิ่มข้อมูล สนช. ตั้งเครือญาติช่วยงาน กมธ.ยกร่างฯติดลม ชงบ้างยืดอายุตัวเองอีก 7 เดือน อ้างขออยู่ต่อช่วย สนช.ปั่นกฎหมายลูก ไฟเขียว ส.ว.เก่าร่วมวงสรรหา ไม่ต้องเว้นวรรค ที่ประชุม สนช.ถาม 18 ข้อถอดถอนอดีต 38 ส.ว.แก้ รธน.มิชอบ นัดลงมติสอยไม่สอย 13 มี.ค. ป.ป.ช.ย้ำผิดมาตรา 58 กฎหมาย ป.ป.ช.จงใจลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปลอม ศาลพัทยาสั่งจำคุก 15 แกนนำเสื้อแดงบุกล้มเวทีอาเซียน 4 ปี ไม่รอลงอาญา คุมตัวเข้าคุกทันที

กรณีนายเจษฎ์ โทณะวณิก กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะอนุ กมธ.ร่างบทเฉพาะกาล เสนอให้แม่น้ำทั้ง 5 สาย เว้นวรรคการเมือง 2 ปี เพื่อลดครหาการสืบทอดอำนาจ ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ยืนยันให้ยึดตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ที่ห้ามเฉพาะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2 ปี

“บิ๊กตู่” ยึด รธน.ปิดประตูเว้นวรรค

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 มี.ค.ที่บริเวณสถานที่ก่อสร้างอาคารสำนักงบประมาณ 59 ปี ถนนพหลโยธิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอของนายเจษฎ์ โทณะวณิก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะอนุ กมธ.ร่างบทเฉพาะกาล ที่เสนอให้แม่น้ำทั้ง 5 สาย เว้นวรรคการเมือง 2 ปีว่า ให้ไปดูรัฐธรรมนูญชั่วคราว ว่าเขียนไว้ว่าอย่างไร รัฐธรรมนูญชั่วคราวระบุเฉพาะ กมธ.ยกร่างฯ ตนยังยึดตามนั้นอยู่ เสนอมาอย่างไรก็เสนอไป แต่ความเห็นในฐานะเป็นหัวหน้า คสช.และ ครม.จะยึดตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว คนอื่นเอาอย่างไรก็ไปว่ามา เพราะตนเป็นคนผ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมา คนเหล่านี้มีความจำเป็นต้องเข้ามาทำงาน เขาไม่ได้ต้องการอะไร ถ้าให้เว้นวรรคกันหมดก็ไม่มีใครทำงาน ดังนั้นให้ไปหามาตรการอื่นมา ควรไปดูว่าต่อไปจะทำอย่างไร ในส่วนของ ส.ส.-ส.ว.จะว่ากันอย่างไร ให้ไปดูเรื่องนั้น อย่ามาไล่กันตรงนี้ เพราะจะย้อนกลับไปกลับมาเราเข้ามาทำงาน จะดีหรือไม่ดี ก็ไปว่ากันในวันข้างหน้า

ขู่ระแวงเดี๋ยวไม่คืนอำนาจให้ก็จบ

เมื่อถามว่า คิดว่าข้อเสนอนี้จะเป็นการกำจัดความหวาดระแวงเรื่องการสืบทอดอำนาจหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “จะมาหวาดระแวงอะไรกับผม ถ้าหวาดระแวงผม ผมไม่คืนอำนาจให้ก็จบแล้ว” เมื่อถามว่าคิดว่าวันนี้ กมธ.ยกร่างฯบางคนพูดมากไปหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่คิด เพราะเขารู้ตัวของเขาอยู่แล้วว่า จะพูดมากหรือพูดน้อย ถ้าพูดแล้วเกิดความขัดแย้ง พูดแล้วทำให้เกิดผลกระทบกับภาพรวม ส่งผลกระทบที่อาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย ก็ไม่สมควรพูดมากนัก พูดมากไปมันก็ทะเลาะกันและมีเรื่อง เมื่อถามว่า แสดงว่านายกฯจะยึดตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ประกาศไว้ใช่หรือไม่ นายกฯตอบว่า “ใช่ เราต้องยึดหลักตรงนั้นก่อน ผมจะยึดเอาตรงนี้ ส่วนอื่นจะว่าอย่างไรก็ไปว่ามา เพราะเดี๋ยวก็ต้องมีการหารือกันอยู่แล้ว ถ้าถามผมในนามของ คสช.ในนาม ครม. ซึ่งผมเป็นหัวหน้าทั้ง 2 คณะ ผมให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ส่วนคนอื่นจะว่าอย่างไรก็ว่ามา”

รอหารือยังไม่เคาะต่ออายุ ป.ป.ช.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะขอต่ออายุอีก 1 ปี ว่า คงจะต้องไปพิจารณากันอีกครั้งว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ประเด็นสำคัญก็คือ ถ้าไปเริ่มสรรหาในตอนนี้ จะมีปัญหากับการทำงานหรือไม่ และหากเรารอไว้จนเมื่อมีรัฐบาลใหม่ แล้วค่อยตั้ง ป.ป.ช.ใหม่ จะทำได้หรือไม่ ก็ต้องไปหารือกันมา ตนยังไม่ขอชี้ชัด มันเป็นไปได้ทั้งคู่

“บิ๊กป๊อก” รับได้ไม่มีปัญหา

ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอให้คสช.เว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี ว่า หากตอบในภาพรวมของ คสช.จะเป็นการสร้างประเด็นผูกพันให้กับสังคม ดังนั้นคำตอบนี้ควรจบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะหัวหน้า คสช.จะดีที่สุด ซึ่งโดยส่วนตัวไม่มีปัญหา

“วิษณุ” มึนปัญหา ป.ป.ช.พ้นวาระ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้ สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวกรรมการ ป.ป.ช. 5 คน ขอต่อระยะเวลาการดำรงตำแหน่งว่า ตามหลักเมื่อกรรมการ ป.ป.ช.พ้นไปต้องสรรหาเข้ามาแทน แต่จะทำได้หรือไม่ เพราะขณะนี้ผู้สรรหาไม่ครบ ผู้นำฝ่ายค้านไม่มี และยังไม่รู้หน้าตารัฐธรรมนูญใหม่จะเขียนเกี่ยวกับ ป.ป.ช.อย่างไร เป็นปัญหายังคิดไม่ออก เรื่องต่อวาระก็ยังนึกไม่ออกเช่นกัน จึงยังไม่มีคำตอบ ความจริง 4 คนที่เหลือยังทำงานไปได้ แต่คงไม่ค่อยสะดวก โดยเฉพาะตอนลงมติ

“บวรศักดิ์” แจง 4 เจตนารมณ์ร่าง รธน.

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 09.45 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่การประชุม ก่อนเริ่มการประชุม ที่ประชุมสนช.ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญรายงานความคืบหน้าให้สมาชิก สนช.รับทราบ โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯชี้แจงว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญใช้เวลาไปแล้ว 57 ครั้ง กว่า 400 ชั่วโมง ร่างแรกต้องทำให้เสร็จเพื่อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 17 เม.ย.จากนั้นเดือน พ.ค. ทาง สปช. ครม. และ คสช.สามารถขอแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่ง กมธ.ยกร่างฯจะนำไปปรับปรุงแก้ไขเป็นร่างสุดท้าย แล้วเสนอต่อที่ประชุม สปช.อีกครั้งภายในวันที่ 23 ก.ค. เพื่อให้สปช.ลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ภายในวันที่ 6 ส.ค. ทั้งนี้การร่างรัฐธรรมนูญยึดหลักเจตนารมณ์ 4 หลัก คือ 1.สร้างพลเมืองเป็นใหญ่ 2.การเมืองใสสะอาดและสมดุล 3.หนุนสังคมคุณธรรม 4.นำชาติสู่สันติสุข

รับทุบพรรคใหญ่บีบตั้งรัฐบาลผสม

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ในส่วนการเลือก ส.ว.นั้น ไม่ต้องการให้ ส.ว.เป็นกระจกส่อง ส.ส. เป็นกระจกเงาของนักการเมืองอีกแล้ว เพราะการเลือกตั้ง ส.ว.เมื่อปี 2549 พบว่า ส.ว.200 คน มีเครือญาติของ ส.ส.ถึง 47 คน ดังนั้น ก็ต้องทำให้ ส.ว.เป็นสภาพหุนิยม มีทุกภาคส่วนเป็นส่วนร่วม เช่น คนจน ปราชญ์ชาวบ้าน การเลือกตั้ง ส.ว.ทางอ้อม ไม่ใช่การลากตั้งที่เป็นภาษาของสื่อมวลชนบางฉบับ

ที่ดูถูกการเลือกตั้ง ทั้งนี้ที่มาของสภาที่สอง จะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่นั้น มีความสำคัญน้อยกว่าบทบาทการทำหน้าที่ เพราะมีสภาที่หนึ่ง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งอยู่แล้ว การทำหน้าที่ของสภาที่สองควรดูจากวุฒิว่า สามารถทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหน แต่จะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งสำคัญ ส่วนการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น ระบบเดิมทำให้พรรคการเมืองใหญ่ได้คะแนนนิยมเกินกว่าที่ประชาชนให้จริง จึงต้องสร้างสมดุลในความนิยม โดยใช้การเลือกตั้งระบบสัดส่วนผสมกับระบบเขต ซึ่งทำให้เกิดรัฐบาลผสม เอื้อต่อการปรองดอง ทำให้เกิดการพูดคุยของพรรคการเมือง ไม่คิดว่าข้าใหญ่คนเดียว ที่ผ่านมาเมื่อพรรคใหญ่เป็นรัฐบาล แล้วเกิดการไม่พอใจ พรรคเล็กก็ออกมาบนท้องถนน หรือถ้าพรรคเล็กเป็นรัฐบาล พรรคใหญ่ก็ออกมาบนท้องถนนเช่นกัน เป็นอย่างนี้มา 9 ปีแล้ว ดังนั้น จึงต้องทำให้เกิดความสมดุลของพรรคการเมือง

“เทียนฉาย” ขอคุยเพิ่มแม่น้ำ 5 สาย

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า หลัง กมธ.ยกร่างฯส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ สปช.ในวันที่ 17 เม.ย. จะมีเวลาพิจารณา 10 วัน ในวันที่ 18-19 เม.ย. เจ้าหน้าที่จะส่งรายละเอียดให้สมาชิก สปช.พิจารณา แล้วจะพิจารณาต่อเนื่องในวันที่ 20-23 เม.ย. และ 25-26 เม.ย.เว้นวันที่ 24 เม.ย.ให้ สนช.ใช้ห้องประชุม หลังจากนั้นสมาชิก สปช.มีเวลาเสนอความเห็นส่วนตัวเพิ่มอีก 30 วัน ทั้งนี้วันที่ 11 มี.ค. สปช.จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมแม่น้ำ 5 สาย ที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดีรังสิต มีแนวคิดจะจัดประชุมต้นน้ำเพิ่มเติมเฉพาะหัวหน้า คสช. ครม.ประธาน สปช. ประธาน สนช.ประธาน กมธ.ยกร่างฯ เพื่อหารือเชิงลึกในช่วงใกล้จะออกปากอ่าว

เห็นด้วยเว้นวรรค สปช.2 ปี

เมื่อถามว่า จะให้คำมั่นได้หรือไม่ว่ารัฐธรรมนูญที่ออกมาจะเป็นประชาธิปไตย นายเทียนฉายกล่าวว่า เราจะไม่มีทางปล่อยให้รัฐธรรมนูญที่ไม่มีคุณค่าประชาธิปไตยออกมา แต่จะได้ประชาธิปไตยที่ดีงามพอเหมาะกับคนไทยแน่นอน สปช.คงไม่ปล่อยรัฐธรรมนูญที่มีตำหนิออกไป ถ้าเราปล่อยรัฐธรรมนูญที่มีตำหนิออกไปแล้วประเทศมีปัญหา สู้ยอมฆ่าตัวตายดีกว่ ส่วนข้อเสนอให้แม่น้ำ 5 สาย เว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี หลังมีรัฐธรรมนูญใหม่นั้นก็ดี เพราะ สปช.มีส่วนได้เสียกับรัฐธรรมนูญ โดยให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เมื่อมาทำหน้าที่ต้องพร้อมรับทุกอย่าง ส่วนแม่น้ำอีก 4 สายไม่สามารถตอบแทนได้

“เจษฎ์” ทำใจข้อเสนอร้อนแท้ง

ที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ มหานาค นายเจษฎ์ โทณะวณิก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าว ภายหลังร่วมเสวนาการบูรณาการเครือข่ายต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2558 รุ่นที่ 2 ของกระทรวงมหาดไทย ถึงข้อเสนอเว้นวรรคการเมือง 2 ปี ของแม่น้ำ 5 สายว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของตนนั้นเป็นการไล่เรียงกันไปว่าใครสิ้นตำแหน่งเมื่อไหร่ ก็เริ่มนับตั้งแต่ตอนนั้น ใครสิ้นตำแหน่งเร็ว 2 ปี ก็นับเลย เมื่อถามว่ามีบางคนขู่จะลาออก นายเจษฎ์ตอบว่า อันนั้นขึ้นอยู่กับท่าน แต่ท้ายที่สุดแล้วตนเชื่อว่าเรื่องคงไม่ผ่าน เพราะ กมธ. ยกร่างฯคงไม่เอาตามที่ตนเสนอ เพราะ กมธ.ยกร่างฯ ที่ไม่เห็นด้วยนั้นมีมาก ดังนั้นไม่ต้องห่วง

ป.ป.ช.ยอมรับขอขยายวาระตัวเอง

ที่รัฐสภา นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกระแสข่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอขอต่ออายุการทำงานกรรมการ ป.ป.ช. 5 คน ที่จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งภายในปี 2558 ต่อ คสช.เพื่อปฏิบัติภารกิจที่ยังค้างคาอยู่ว่า ยอมรับว่ามีการคุยเรื่องการต่ออายุกรรมการ ป.ป.ช.จริง โดยแจ้งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการคุยกันในที่ประชุม ป.ป.ช.นานแล้ว ส่วนรายละเอียดให้ไป

สอบถามนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. และนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เหตุผลที่ต้องต่ออายุเนื่องจากหากกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 5 คน หมดวาระไปจะเหลือกรรมการอยู่ 4 คน หากจะทำ เรื่องคดีจะชะงักไม่ต่อเนื่อง หากมีคนมารับงานสืบเนื่องไปก็ไม่น่าห่วง แต่หากหมดวาระไป 5 คน เหลือ อยู่แค่ 4 คน จะทำงานไม่ได้ปัญหาจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ไม่ห่วงกระแสวิจารณ์ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ แต่ทำเพื่อความจำเป็นให้นำงานมาทำต่อ ไม่ใช่เพื่อความสนุกสนาน จะมีอำนาจอะไร มีแค่การยื่นคำร้องถอดถอนและชี้มูลความผิดเท่านั้น

“ปานเทพ” โต้วุ่นสืบทอดอำนาจ

ด้านนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเรื่องการขอต่ออายุการทำงานของกรรมการ ป.ป.ช. 5 คน โดยระบุเพียงสั้นๆว่า “ไม่ขอให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้” ต่อมานายปานเทพให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า เรื่องการต่ออายุกรรมการ ป.ป.ช. 5 คน ที่จะหมดวาระภายในปี 2558 ยอมรับว่า ป.ป.ช.หารือเรื่องดังกล่าวจริง เราหารือในหลักการในที่ประชุม ป.ป.ช. รวมทั้งเคยหารือกับ คสช.ว่าหาก ป.ป.ช. 5 คน ต้อง หมดวาระปีนี้ โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการสรรหาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะทำให้การทำงานของ ป.ป.ช.สะดุดทั้งเรื่องคดีความ การแก้ไขกฎหมายต่างๆ จึงอยากขอต่ออายุกรรมการ ป.ป.ช.ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อออกไปประมาณ 1 ปี เพื่อให้การทำงานเดินหน้าต่อไปได้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลและ คสช.ว่าจะเห็นด้วยตามที่ ป.ป.ช. ร้องขอหรือไม่ ยืนยันว่าไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ เพื่อไล่ล่าคดีความของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่เป็นความจำเป็นในการทำงานช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในช่วงสั้นๆเท่านั้น

“วิชา” ปากแข็งโบ้ยสื่อมโนไปเอง

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า กระแสข่าวที่เกิดขึ้น สื่อมวลชนรายงานข่าวกันไปเอง ป.ป.ช.ไม่เคยหารือ สงสัยว่าสื่อไปได้ข้อมูลมาจากไหน ป.ป.ช.จะอยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งตามเดิม

กมธ.ยกร่างถกบทเฉพาะกาล

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดยมี นพ.กระแส ชนะวงศ์ รองประธาน กมธ.ยกร่างฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม มีวาระพิจารณาร่างบทบัญญัติบทเฉพาะกาลประมาณ 10 มาตรา ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ที่ประชุมได้กล่าวต้อนรับนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล หลังได้รับเลือกจากที่ประชุม สปช.ให้เข้ามาเป็น กมธ.ยกร่างฯ แทนนางทิชา ณ นคร ที่ลาออกไป จากนั้นเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม โดยฝ่ายเลขานุการฯชี้แจงภาพรวมเนื้อหาสาระของบทเฉพาะกาลว่า เนื้อหาจะเป็น 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก นำเอาบท เฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐธรรมนูญ 2550 มาเป็นหลักในการพิจารณาว่ามีส่วนใดบ้างที่ตรงกับร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส่วนแนวทางที่สอง นำร่างบทบัญญัติในเรื่องข้อยกเว้น ข้อห้าม ข้อจำกัด มาเขียนเป็นยกเว้นไว้

กมธ.ยกร่าง–สปช.ขออยู่ต่อเท่า สนช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในมาตรา 305 เป็นการ นำบทบัญญัติของมาตรา 293 ของรัฐธรรมนูญ 2550 มาอ้างอิงเช่นกัน โดยกำหนดให้ สนช.ทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาจนกว่าจะมี การประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก เท่ากับว่า สนช.จะ ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายต่างๆ ภายหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ไปประมาณ 7 เดือน หรือ 210 วัน ส่วนมาตรา 306 ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้ สปช.และ กมธ.ยกร่างฯสิ้นสุดก่อนวันเลือกตั้งเป็นการทั่วไป จากเดิมตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ที่ให้สิ้นสุดหลังจากรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ และภายหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ห้าม กมธ.ยกร่างฯดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายใน 2 ปี ซึ่งที่ประชุมอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดย กมธ.ยกร่างฯส่วนใหญ่เสนอให้ยืดอายุเฉพาะการทำงานของ กมธ.ยกร่างฯออกไปเป็น 7 เดือนเท่ากับ สนช. เพื่อจะให้ กมธ.ยกร่างฯสามารถได้ทำงานควบคู่ไปกับ สนช.ในการพิจารณาร่างกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และมองว่าการต่ออายุการทำงานของ กมธ.ยกร่างฯก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร สุดท้ายที่ประชุม ไม่สามารถสรุปได้จึงให้รอการพิจารณาไว้ก่อน แล้วจะพิจารณาต่อในวันที่ 6 มี.ค.

แขวนปมตัดสิทธิแม่น้ำ 5 สาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ได้มี กมธ.ยกร่างฯ เสนอความเห็นต่อที่ประชุมถึงหลักการห้ามแม่น้ำทั้ง 5 สาย ประกอบด้วย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี สปช. สนช.และกมธ.ยกร่างฯ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นระยะเวลา 2 ปีภายหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้เช่นกัน ปรากฏว่า มีสมาชิกบางส่วนแสดงความเห็นว่าหลักการดังกล่าวอาจจะไม่เหมาะสมได้ สุดท้ายแล้วที่ประชุมจึงตัดสินใจให้แขวนมาตราดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อรอรวบรวมภารกิจอำนาจหน้าที่ของ สปช.และ กมธ.ยกร่างฯ ว่าหลังจากดำเนินการยกร่างฯเสร็จแล้วมีภารกิจและอำนาจหน้าที่อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการร่างกฎหมายฉบับต่างๆ

ไฟเขียว ส.ว.เก่าร่วมวงสรรหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของการกำหนดการเข้ามาทำหน้าที่ ส.ว.ชุดใหม่ ในขั้นต้นที่ประชุมเสนอให้กำหนดห้ามผู้ที่เคยเป็น ส.ว. ซึ่งได้รับเลือกตั้งเมื่อปี 2551 จบครบวาระ 6 ปี เข้ามาเป็น ส.ว.ที่จะ เลือกตั้งทางอ้อมตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ แต่เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะตัดสิทธิแต่ ส.ว.เลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ถ้าจะตัดสิทธิก็ต้องรวม ส.ว.สรรหาด้วย เพราะถือเป็นการจำกัดสิทธิและกีดกันโอกาสการทำงาน สุดท้ายที่ประชุมจึงเสนอว่าให้ตัดสิทธิทั้งหมด หรือไม่ตัดทั้งหมด จนที่ประชุมมีมติว่าไม่มี การตัดสิทธิอดีต ส.ว.แต่อย่างใด ทุกคนสามารถเข้ารับการเลือกตั้งทางอ้อมได้ เพียงแค่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญใหม่ได้กำหนดเอาไว้

ขีดเส้นมี ส.ส.6 เดือนหลังใช้ รธน.

ต่อมาเวลา 15.00 น. นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างฯ แถลงความคืบหน้าการพิจารณาการร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราว่า มาตรา 307 กมธ.ยกร่างฯต้องดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญและร่าง พ.ร.บ.ฉบับต่างๆ ให้แล้วเสร็จตามกำหนด คือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างจาก กมธ.ยกร่างฯ ซึ่งหมายถึง สนช.จะต้องพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน จากนั้นก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เป็นเวลา 30 วัน และกระบวนการเลือกตั้งอีก 90 วัน รวมทั้งสิ้น 180 วัน ก็จะได้ ส.ส.ชุดใหม่ จำนวนไม่เกิน 470 คน

ทุบโต๊ะควบรวมผู้ตรวจฯ-กสม.

นายคำนูณกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในมาตรา 311 ให้ดำเนินการควบรวมองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็น “ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน” โดยมีผลตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ โดยให้ผู้ตรวจการฯและ กสม.ดำรงตำแหน่งไปจนสิ้นวาระเดิม และให้สรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน ในส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ครบจำนวน 11 คน ตามที่ได้บัญญัติไว้ ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

หวั่นอนาคตแก้ รธน.ไม่ได้เลย

นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) กล่าวถึงข้อเสนอตัดสิทธิทางการเมืองแม่น้ำ 5 สาย 2 ปีว่า ส่วนตัวไม่มีปัญหา อยากให้ กมธ.ยกร่างฯทบทวนให้รอบคอบ เพราะจะไม่เป็นธรรมแก่บุคคลที่ตัดสินใจมาทำหน้าที่ สนช.และ สปช. เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 ไม่ได้กำหนดจำกัดสิทธิ สนช.และ สปช.ไว้ เหมือน กมธ.ยกร่างฯ ที่ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2 ปี เพื่อตัดการมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่หาก กมธ.ยกร่างฯจะใส่ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยจำกัดสิทธิแม่น้ำ 5 สายจริงจะกลายเป็นการสร้างหลักการใหม่ขึ้นมา ส.ส. และ ส.ว. ต่อจากนี้ หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายใดๆก็ตาม ที่อาจมองได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนจะต้องเว้นวรรคทางการเมืองทั้งหมด การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างอยู่นี้ก็จะเป็นไปไม่ได้เลย กมธ.ยกร่างฯต้องแยกแยะให้ออกระหว่างผลประโยชน์ได้เสียกับการสืบทอดอำนาจที่สังคมห่วงกังวล ต้องหาวิธีแก้ปัญหาที่ไม่ไปกระทบหลักการ มิฉะนั้นจะกลายเป็นบรรทัดฐานและหลักปฏิบัติต่อไป

ไม่เอาด้วยเงื่อนไขใช้ก่อนค่อยแก้

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญลงรายมาตราเกี่ยวกับบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า เคยแสดงความเห็นไว้แล้วว่าจะมีหมวดพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่ระบุกำกับไว้ว่าห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องใช้ก่อนกี่ปีๆถึงแก้ได้ เท่าที่ทราบข่าวก็มีบทเฉพาะกาลกำหนดเงื่อนไขห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญห้วงระยะเวลาหนึ่ง ต้องดูว่าจะระบุไว้ 5 ปีหรือกี่ปี โดยมีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง และต้องดูว่าจะให้ ส.ว.เป็นกรรมการชุดนี้ด้วยหรือไม่ หากเป็นได้จะเกิดปัญหาความชอบธรรม เพราะ ส.ว. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่มาจากเลือกตั้งทางอ้อมหรือแต่งตั้งกลายๆ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการกำหนดเวลาตายตัวว่าต้องไปก่อน 5-8 ปี เพราะหากเกิดปัญหาขึ้นก่อน จะเป็นปัญหาซ้อนปัญหายิ่งยุ่งกันใหญ่ ควรเปิดช่องให้สามารถแก้ไขได้ แต่ต้องทำประชามติจากประชาชนเจ้าของอำนาจตัวจริงก่อน

สับเขียน รธน.พา ปชต.แหกโค้ง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า โค้งสุดท้ายของร่างแรกรัฐธรรมนูญพอเห็นแล้วว่าจะพาระบอบประชาธิปไตยแหกโค้งแน่ๆ นายกฯคนนอก ส.ว.ลากตั้ง สมัชชาคุณธรรม เหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณ “บอนไซ” อำนาจอธิปไตยของประชาชน ถ้าพวกนี้ร่วมมือกันขัดขวางนายกฯเลือกตั้งเกิดยากมาก ถึงเกิดได้ก็เลี้ยงไม่โต สุดท้ายก็เสร็จนายกฯคนนอก ส.ว.แค่ลากตั้งมาก็แย่แล้ว แต่ให้อำนาจล้นเกินขนาดนี้ยิ่ง “โคตรแย่” ส่วนข้อเสนอแม่น้ำ 5 สายเว้นวรรค 2 เหมาะสมแล้ว แต่สำหรับ คสช.ควรตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ไม่ใช่นิรโทษกรรมตัวเองแล้วจบกัน และต้องไม่นิรโทษกรรมให้ทุกองคาพยพที่เกิดขึ้นจากอำนาจรัฐประหาร หากทำผิดต้องดำเนินคดี ถอดถอนย้อนหลังได้ อย่าให้รัฐประหารเป็นเรื่องหอมหวานของคนบางกลุ่มอีกต่อไป

ป.ป.ช. สั่งคุ้ยข้อมูล สนช.แต่งตั้งญาติ

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณากรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบเอาผิดสมาชิก สนช.กรณีการแต่งตั้งเครือญาติมาช่วยงาน สนช. ภายหลังการประชุมนายปานเทพกล่าวว่า ที่ประชุมมีมติให้เจ้าหน้าที่ไปรวบรวมความเห็นกรณีที่นายศรีสุวรรณร้องเรียนมาว่า อยู่ในอำนาจที่ ป.ป.ช.จะตรวจสอบได้หรือไม่ โดยพิจารณา 3 เรื่องคือ 1.ผลประโยชน์ทับซ้อน ตามมาตรา 100 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 2.เรื่องมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม 3.การปฏิบัติหน้าที่ที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว และให้ไปดูข้อเท็จจริงว่า สนช.แต่ละคนเสนอแต่งตั้งเครือญาติโดยใช้หลักเกณฑ์อย่างไร แล้วให้นำกลับมารายงานให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ทราบในวันที่ 10 มี.ค. หากพบว่ามีข้อใดข้อหนึ่งอยู่ในอำนาจที่ ป.ป.ช.จะตรวจสอบได้ จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาแสวงหาข้อเท็จจริงต่อไป

“ธราธร” เคลียร์เมียควบ 3 ตำแหน่ง

วันเดียวกัน สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่มีการเสนอข่าวว่า พล.ร.อ.ธราธร ขจิตสุวรรณ แต่งตั้ง พล.ร.ต.หญิง พวงพลอย ขจิตสุวรรณ ภริยา มาช่วยงานประจำตัวสมาชิก สนช.พร้อมกันถึง 3 ตำแหน่ง ทั้งผู้ช่วยดำเนินงาน สนช. ผู้ชำนาญการประจำตัวสนช. และผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สนช. สำนักงานฯตรวจสอบแล้วพบว่า ปัจจุบัน พล.ร.ต.หญิง พวงพลอย ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สนช.เพียงตำแหน่งเดียว ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.58 ส่วนตำแหน่งผู้ช่วยดำเนินงาน สนช.และผู้ชำนาญการประจำตัวสนช. ได้ลาออกไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.57 และ 1 ม.ค.58 ตามลำดับ

ประธาน สปช.เดินตามแนว สนช.

ที่รัฐสภา นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกสปช.ตั้งเครือญาติมาเป็นผู้ช่วยทำงานว่า ในระเบียบข้อบังคับเป็นระเบียบเดิมที่ใช้กับ ส.ส.และ ส.ว.จึงอนุโลมให้ใช้ข้อบังคับเดิมที่มีอยู่ อย่างไรก็ตามการที่วิป สนช.มีคำแนะนำให้เครือญาติที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยลาออกเป็นแนวทางที่ทำไว้ดีแล้ว ดังนั้น สปช.คงเดินในทางเดียวกัน ส่วนที่มีบุคคลไปร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบ ป.ป.ช.ต้องพิจารณาว่ามีอำนาจหน้าที่หรือไม่ ส่วนใครจะไป ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินอีกก็ดำเนินการไป

เด็กรามฯตะเพิดส่งไขก๊อก

ที่รัฐสภา นายพงษ์นรินทร์ นนท์ก่ำ ตัวแทนกลุ่มนักศึกษาพิทักษ์ประชาธิปไตย ม.รามคำแหง ยื่นหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ผ่าน ผอ.สำนักงานประธานวุฒิสภา เรียกร้องให้สมาชิก สนช.ที่แต่งตั้งคนในครอบครัวมาช่วยงาน สนช. ลาออกจากตำแหน่ง สนช. เนื่องจากมีพฤติการณ์ขัดต่อข้อบังคับจริยธรรม สนช.ที่ระบุว่า สมาชิกต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง รวมทั้งขอให้บุคคลในครอบครัวที่ได้รับตำแหน่งใดๆ แม้ว่าจะแสดงความรับผิดชอบ ลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว คืนเงินค่าตอบแทนรายเดือนที่เป็นภาษีของประชาชนคืนสู่ประเทศชาติด้วย

สนช.ตั้ง 18 ข้อเค้น ป.ป.ช.–38 ส.ว.

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอนอดีต 38 ส.ว.กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว.โดยมิชอบ โดยเรียกคู่กรณีคือ ป.ป.ช. และอดีต 38 ส.ว.มาตอบชี้แจงข้อซักถามต่างๆของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ซักถาม ทั้งนี้ นายวัลลภ ตัง– คณานุรักษ์ สนช. ในฐานะประธานคณะ กมธ.ซักถาม แจ้งต่อที่ประชุมว่ามีสมาชิก สนช.ส่งคำถามเพื่อซักถามคู่กรณีทั้งสองฝ่ายทั้งหมด 20 คำถาม นำมาจัดหมวดหมู่แล้วเหลือ 18 คำถาม เป็นการถาม ป.ป.ช. 13 คำถาม และถามอดีต 38 ส.ว. 5 คำถาม จากนั้นที่ประชุมเชิญตัวแทน ป.ป.ช.คือนายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. และตัวแทนอดีต 38 ส.ว. เข้าสู่ห้องประชุม

บี้ ป.ป.ช.ชี้ให้ชัดฐานความผิด

จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการซักถาม เริ่มต้นจากการซักถามฝ่าย ป.ป.ช.ก่อนว่าเหตุใด ป.ป.ช.ยังเสนอเรื่องถอดถอน 38 ส.ว.มายัง สนช. ทั้งที่รัฐธรรมนูญปี 50 ถูกยกเลิกด้วยประกาศ คสช. และกรณีคุณสมบัติของนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท องค์การเภสัชกรรม ภายในเวลาที่กำหนด หลังได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ถือว่าองค์ประกอบคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังถูกต้องหรือไม่ รวมถึงกรณี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ที่เข้าร่วมประชุมกรรมการ ป.ป.ช. ก่อนได้รับโปรดเกล้าฯในวันที่ 9 ก.ย.57 ถูกต้องหรือไม่ และขอให้ระบุว่าความผิดของอดีต 38 ส.ว.มีฐานความผิด แบ่งเป็นกี่กลุ่มเหตุใดจึงเห็นว่า คำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาที่ว่าไม่ทราบว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ลงมติกับฉบับที่เข้าชื่อเสนอแก้ไขเป็นคนละฉบับกันฟังไม่ขึ้น และความผิดของผู้ถูกกล่าวหาผิดต่อหลักนิติธรรมและทำลายหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างไร รวมทั้งผู้ถูกกล่าวหาจะได้ประโยชน์จากการผ่านร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขให้ลงสมัครเป็น ส.ว.อีกสมัยได้ โดยไม่ต้องเว้นวรรคอย่างไร

ป้อง “ภักดี–สุภา” คุณสมบัติถูกต้อง

นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช.ชี้แจงว่า แม้รัฐธรรมนูญปี 50 ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่มีผลบังคับใช้อยู่ แม้ทั้ง 38 คน จะพ้นตำแหน่งไปแล้วก็ยังต้องถอดถอน เพราะมีโทษถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีอยู่ ส่วนคุณสมบัติของนายภักดีนั้น นายภักดีแสดงเจตนารมณ์ลาออกในเวลาที่กำหนดคือก่อนวันที่ 6 ต.ค.2549 ถือว่ามีผลโดยสมบูรณ์แล้ว แม้ว่าการจดทะเบียนทางธุรกรรมจะไปทำภายหลังก็ไม่มีผลอะไรแล้ว เพราะการลาออกมีผลตั้งแต่แสดงเจตนา ส่วนกรณี น.ส.สุภาเข้าร่วมการประชุมในสำนวน ป.ป.ช.ชุดใหญ่นั้น น.ส.สุภาเข้าร่วมลงมติในสำนวนการประชุมคดีอดีต 38 ส.ว.ในครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 13 พ.ย.57 หลังจากที่ได้รับการโปรดเกล้าฯเมื่อวันที่ 9 ก.ย.57 แต่ที่มีชื่อของ น.ส.สุภาอยู่ในสำนวนการประชุม ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 15 พ.ค.57 เป็นเพียงแค่มีชื่ออยู่ในใบปะหน้าของสำนวน ซึ่ง น.ส.สุภาไม่ได้เข้าร่วมประชุม แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้แก้ไขให้ถูกต้อง เป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการไม่ได้มีปัญหาอะไร ยืนยันว่า ป.ป.ช.ทำถูกต้องทุกอย่าง

ย้ำรู้เห็นลงมติร่าง รธน.ปลอม

นายวิชัยกล่าวว่า ฐานความผิดของอดีต 38 ส.ว. คือจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย ไม่มีข้อหาอื่น มีพฤติการณ์ลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.ทั้งที่รู้ว่าเป็นคนละฉบับกับร่างที่เข้าชื่อเสนอแก้ไข บทที่เป็นความผิดโดยตรงคือมาตรา 58 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 โดยคนที่ลงมติแต่ละมาตรา ย่อมทราบดีว่าเป็นร่างจริงหรือร่างสอดไส้ กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความสำคัญยิ่งยวดต่อระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นกระบวนการแก้ไขต้องรับรู้โดยทั่วกัน ต้องแจกจ่ายร่างแก้ไขให้ฝ่ายค้านทราบ เพื่อถ่วงดุลเสียงข้างมาก การอ้างว่าไม่ทราบว่าร่างฉบับที่ลงมติเป็นร่างแก้ไขใหม่จึงฟังไม่ขึ้น ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าเป็นการทำลายระบบนิติรัฐ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย รวมถึงผู้ถูกกล่าวหาได้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่เรื่องสำคัญที่ ป.ป.ช. วินิจฉัย คือการที่ร่างรัฐธรรมนูญที่เข้าชื่อเสนอขอแก้ไขกับฉบับที่มีการลงมติเป็นคนละฉบับกัน และไม่ได้มีการแจกจ่ายให้สมาชิกคนอื่นได้รับทราบถือว่าไม่ถูกต้อง

38 ส.ว.ยันมีร่างเดียวไม่มีของปลอม

จากนั้นคณะ กมธ.ซักถามตั้งคำถามให้ฝ่ายผู้ถูกกล่าว ชี้แจง คำถามส่วนใหญ่มุ่งถามว่า ทราบหรือไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ลงมติเป็นเอกสารปลอม ไม่ใช่เอกสารจริง และการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งแก้ไขให้ ส.ว.สามารถลงสมัคร ส.ว.ได้ โดยไม่ต้องเว้นวรรค เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองหรือไม่ ซึ่งนายวิทยา อินาลา อดีต ส.ว.นครพนมชี้แจงว่า ยืนยันว่าร่างที่เสนอแก้ไขและใช้ในการพิจารณามีร่างเดียว ไม่ใช่เอกสารปลอม เป็นร่างที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย และสมาชิกรัฐสภา 308 คน ยื่นและขอแก้ไขก่อนที่ประธานจะบรรจุเข้าวาระการประชุมจาก 12 มาตรา เป็น 13 มาตรา เป็นร่างที่นายอุดมเดชแถลงหลักการต่อที่ประชุมรัฐสภา จึงเป็นร่างเดียวกัน ที่ผ่านมาเคยมีการเปลี่ยนเนื้อหาในร่างกฎหมาย ก่อนที่ประธานจะบรรจุวาระ เช่น ร่าง พ.ร.บ.โคนมและผลิตภัณฑ์นมของนายนิยม วรปัญญา อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยและคณะ และร่าง พ.ร.บ.การค้า พ.ศ....ของนางอนิก อัมระนันทน์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

จับขึ้นเขียงลงมติสอย 13 มี.ค.

นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีต ส.ว.นนทบุรี ชี้แจงว่า การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดชัดเจนว่า เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ไม่ได้หมายความว่าเมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว พวกตนทั้ง 38 คนจะลงเลือกตั้ง หากพวกตนลงสมัครรับเลือกตั้งจึงเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน แต่พวกตนไม่มีใครคิดลงเลือกตั้ง ถือว่าความผิดยังไม่สำเร็จ องค์ประกอบยังไม่ครบ หรือบางคนคิดจะลงสมัครก็ไม่รู้ว่าจะได้รับเลือกหรือไม่

หลังจากที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาตอบข้อซักถามจบแล้ว นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่สองแจ้งต่อที่ประชุมว่า ในวันที่ 11 มี.ค.จะมีการแถลงปิดสำนวนคดีด้วยวาจาของทั้ง 2 ฝ่าย จากเดิมที่เคยกำหนดไว้วันที่ 12 มี.ค. ส่วนการกำหนดลงมติเป็นวันที่ 13 มี.ค. ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

นายกฯสั่งทุกกระทรวงตีปี๊บผลงาน

เมื่อเวลา 12.19 น. ที่บริเวณสถานที่ก่อสร้างอาคารสำนักงบประมาณ 59 ปี ถนนพหลโยธิน เขตพญาไท กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เป็นประธานพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารสำนักงบประมาณแห่งใหม่ (อาคารสำนักงบประมาณ 59 ปี) จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงผลงานของรัฐบาลที่เป็นรูปธรรมว่า ให้รอฟัง กำลังให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแถลงให้ชัดเจนเป็นเรื่องๆ ผลงานมีเยอะแยะมากมายเป็นร้อยเรื่อง มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสรุปปัญหาออกมาว่าก่อนที่รัฐบาลปัจจุบันจะเข้ามา มีปัญหาอะไร กฎหมายว่าอย่างไร ทำไมจึงแก้กฎหมาย ส่งเรื่องให้ สนช. และต้องปฏิรูปในด้านต่างๆเพราะอะไร มีทั้งความยากง่ายในการทำงานของรัฐบาล เช่น เรื่องงบประมาณ หากผลีผลามเร็วเกินไป ปัญหาเก่าๆจะเกิดขึ้นมาอีก ถ้าแก้ปัญหาแบบเร็วๆเอาเงินแจก แล้วจะเอาเงินจากที่ไหน ภาษีก็ขึ้นไม่ได้ เงินไม่สามารถขุดขึ้นมาจากดินได้

ปัดจ่อทุ่มเงินแจกเงินเกษตรกร

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกระแสข่าวแผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินให้กับเกษตรกรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เพื่อนำไปใช้ครัวเรือนละ 15,000 บาท ว่าเรื่องนี้ใครพูด วันนี้ตนฟังทุกคนทั้งรัฐบาล ข้าราชการ อยากจะคิดอะไรก็คิดมา แล้วตนจะเป็นผู้อธิบายด้วยเหตุผล ตนจะยอมรับถ้าทำแล้วมีประโยชน์ แล้วมีเงินให้จริง และไม่ผิดหลักการของการใช้จ่ายเงินที่ผิดประเภทก็ยินดี แต่มันต้อง 1.หาเงินก่อน 2.ประชาชนได้รับเงินทั่วถึงหรือไม่ 3.ผิดหลักการของงบประมาณการเงินหรือไม่ 4.เมื่อทำไปแล้วเกษตรกรจะเข้มแข็งกว่าเดิมหรือไม่ ต้องมีมาตรการตัวชี้วัดอีกมากมาย ไม่ใช่ให้เงินโครมๆแล้วจบ

อ้อนนักข่าวหนุน รบ.-ช่วยลดขัดแย้ง

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงวันนักข่าว 5 มี.ค. ว่าขอให้นักข่าวมีความสุขทุกคน ขอให้มีความสุขเป็นนักข่าวที่ดีและมีคุณภาพ เป็นนักข่าวที่น่ารัก นักข่าวถือเป็นพลังสำคัญการขับเคลื่อนประเทศ อะไรจะเดินหน้าไปได้หรือไม่ สื่อต้องสร้างการรับรู้ เมื่อเช้ามีบางคนออกมาพูดว่า จำเป็นต้องตรงกลางไม่ได้ อย่าพูดอย่างนี้ มันไม่ดี ควรใช้คำว่าเสนอข่าวที่เป็นข้อเท็จจริงหนึ่งส่วน ส่วนที่สองคือสนับสนุนกิจการของรัฐบาลที่เดินหน้าประเทศไปได้ และสามลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจให้ประชาชนในนโยบายของรัฐบาลที่ทำแล้วเกิดผลเป็นรูปธรรม สามสี่อย่างนี้ทำพร้อมกันไม่ได้เหรอ

ผบ.ทบ.สั่งเฝ้าระวังละเมิดสถาบัน

พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวว่า ในการประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวันของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ.เป็นประธาน ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยายผลและเสริมการรับรู้ประชาชนเรื่องผลการดำเนินงานของกองทัพบก กอ.รมน. และกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ภายใต้กรอบการทำงานของคสช.และเน้นย้ำให้ติดตามและเฝ้าระวังการกระทำที่ละเมิดต่อสถาบัน โดยเฉพาะเว็บไซต์ในโอกาสวันนักข่าว 5 มี.ค. ขอให้สื่อมวลชนร่วมมือนำเสนอข่าวที่ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและความมั่นคงของรัฐ

กฤษฎีกาถกเงินเยียวยาม็อบ

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองว่า ต้องมีนโยบายและหลักเกณฑ์ชัด โดยหลักการแล้วควรจะเยียวยาทุกกลุ่ม แต่ต้องมีกฎหมาย หลักเกณฑ์หรือข้อบังคับรองรับว่าคนกลุ่มใดหรือส่วนไหนบ้างที่ควรได้รับการเยียวยา

ด้านนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า วันที่ 6 มี.ค. จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อหารือข้อกฎหมาย จะต้องแยกข้อเท็จจริงก่อนตามประเด็นที่ขอหารือ เนื่องจากการชุมนุมมี 2 ช่วงคือปี 2548-2553 และช่วงปี 2556 - 2557 จำนวนเงินจะใช้แบบเดียวกับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จ่าย 7.5 ล้านบาทหรือไม่ ต้องดูข้อกฎหมายก่อน ทุกอย่างต้องพิจารณาด้วยความเป็นธรรม

ภาค ปชช.ค้าน ก.ม.ชุมนุมสาธารณะ

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นางวิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เข้ายื่นหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ....ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ เพราะไม่สอดคล้องกับหลักการการชุมนุมสาธารณะ เนื้อหากว้างตีความได้มากเกินไป อาจจำกัดสิทธิเสรีภาพ การชุมนุมโดยสงบของประชาชน ยกเว้นความผิดเจ้าหน้าที่ทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัย แต่กลับนำโทษทางอาญามาบังคับใช้กับผู้ชุมนุม มีการยกเว้นเขตอำนาจศาลปกครอง ทั้งที่สาระสำคัญเป็นเรื่องกฎหมายมหาชน ในความรับผิดชอบของศาลปกครอง

เวลา 13.30 น. นายจาตุรันต์ บุญเบ็จรัตน์ รักษาการเลขาธิการกลุ่มกรีน และคณะ เข้ายื่นหนังสือต่อนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.และนายสมชาย แสวงการ สนช.เพื่อคัดค้านการออก พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ....เช่นกัน โดย
ระบุว่าขัดต่อกฎหมายกระทบสิทธิเสรีภาพการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตยในการชุมนุมตามมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57

ต่อมาเวลา 14.00 น. กลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ นำโดย พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ยื่นหนังสือขอให้ยุติการเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ โดยควรคำนึงถึงการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าการป้องกัน
ผลกระทบการสัญจรไปมา

ไม่เชื่อน้ำยา สนช.ขอมีเอี่ยวยำ รธน.

พญ.กมลพรรณกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังขอคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญที่ให้สรรหาและแต่งตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เพราะไม่แน่ใจว่ากลุ่มตัวแทน ที่ระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นหลักประกันหรือความเชื่อมั่นการใช้อำนาจต่อประชาชนได้อย่างไร เพราะมีแต่ตัวแทนฝ่ายการเมือง พ่อค้า และฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ภาคประชาชนยากจะฝากความหวัง ที่สำคัญการตรากฎหมายทุกฉบับควรประชาสัมพันธ์ให้สังคมรับทราบ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ไม่น้อยกว่า 30-60 วัน ไม่ใช่ สนช.เพียงแค่ 200 คนมาตราขึ้น

ศาลพัทยาสั่งจำคุก 15 แกนนำแดง 4 ปี

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลจังหวัดพัทยา มีการพิจารณาคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดพัทยาเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 15 แกนนำ นปช.เสื้อแดง กรณีพากลุ่มคนเสื้อแดงกว่าพันคนบุกล้มการประชุมอาเซียน ที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา เมื่อวันที่ 11 เม.ย.52 โดยศาลมีคำตัดสินจำคุก 15 แกนนำ นปช.เสื้อแดง 4 ปี ไม่รอลงอาญา และเสียค่าปรับคนละ 200 บาท ประกอบด้วย 1. นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง 2.นายสำเริง ประจำเรือ 3.นายนพพร นามเชียงใต้ 4.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 5.นายสมญศฆ์ พรมมา 6.นายสิงห์ทอง บัวชุม 7.นายธนกฤต หรือวันชนะ ชะเอมน้อย หรือเกิดดี 8. นายวรชัย เหมะ 9.นายพายัพ ปั้นเกตุ 10.พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 11.นายศักดา นพสิทธิ์ 12.นายวัลลภ ยังตรง 13.นายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง 14.นาย นิสิต สินธุไพร และ 15.พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์

ไม่ให้ประกันตัว จับยัดห้องขัง

โดยนายสุรชัยและ พ.ต.ต.เสงี่ยมไม่ได้เดินทางมารายงานตัว ขณะที่ พ.ต.อ.สมพล รัฐกาญจน์ และนายธงชัย ศักดิ์มังกร หรือ “มังกรดำ” ศาลยกฟ้อง ส่วนนางศิริวรรณ์ นิมิตรศิลปะ ให้จำหน่ายคดีชั่วคราว เนื่องจากจำเลยไม่เคยเข้าสู่กระบวนการตั้งแต่แรก ทั้งนี้ศาลไม่อนุญาตให้ประกัน แกนนำทั้งหมดต้องถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ โดยจะให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้ชี้ และจะมีการยื่นขอปล่อยชั่วคราวใหม่อีกครั้งในวันที่ 9 มี.ค.2558

ด้านนายสิงห์ทอง บัวชุม สมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่เดินทางมายังศาลพัทยาด้วย กล่าวว่า ทุกคนมีกำลังใจดี ไม่ได้กังวลอะไร เคารพการตัดสินของศาล และพร้อมจะสู้โดยการยื่นอุทธรณ์ต่อไป

เล็งยื่นอุทธรณ์ขอปล่อยตัว

นายคารม พลพรกลาง ทนายฝ่ายจำเลย กล่าวว่า จะทำเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราวไปยังศาลอุทธรณ์ ซึ่งจะทราบผลภายใน 3-5 วัน โดยอัตราโทษที่ศาลสั่งจำคุกน่าจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว คดีนี้เห็นชัดเจนว่าเป็นคดีทางการเมือง แต่มีความผิดทางอาญาเข้ามา จึงทำให้เกิดการฟ้องร้องกัน ตนรู้สึกเห็นใจจำเลยทุกคนแต่ต้องเคารพอำนาจการตัดสินใจของศาล ซึ่งศาลจังหวัดพัทยาได้ค้านประกันตัวจำเลยทั้งหมดและให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้สั่งว่าจะสามารถปล่อยตัวชั่วคราวได้หรือไม่

“บิ๊กตู่” เปิดตลาดข้าวข้างทำเนียบฯ

เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นประธานเปิดงาน “วิถีข้าว วิถีไทย” มหัศจรรย์ข้าวไทย โดยมีนางนราพร จันทร์โอชา ภริยานายกฯ ครม. และคณะทูตานุทูต ร่วมงาน โดยก่อนกล่าวเปิดงาน พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินชมนิทรรศการ ชิมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวพันธุ์ต่างๆ ตามซุ้มที่นำมาจัดแสดง และได้ป้อนข้าวพันธุ์ลืมผัวให้กับภริยา พร้อมกล่าวทีเล่นทีจริงให้ภริยาได้ยินคำว่า “ลืมผัว” 3 ครั้ง ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนนโยบายดูแลเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ให้มีรายได้มากขึ้น เราจะสร้างความมั่นคงมั่งคั่ง พวกเราต้องช่วยกันทำให้ประเทศไทยมีความสุข จากนั้นนายกฯทำพิธีเปิดงานด้วยการตำข้าวและผัดข้าว ต่อด้วยการนั่งรับประทานอาหารที่ทำจากข้าวไทย



อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้