วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทิชาทิ้งหมัดกมธ. แฉโดนรุมสกัด (ชมคลิป)

ทิชาทิ้งหมัดกมธ. แฉโดนรุมสกัด (ชมคลิป)

  • Share:

เย้ยเหมือนห้องแล็บ ‘บิ๊กตู่’โชว์ซิ่งมอ’ไซค์

“ทิชา” เข้าสภาฯเปิดใจปมไขก๊อกดันสิทธิชาย-หญิงไม่สำเร็จ โดน กมธ.รธน. รุมสกัดกว่า 3 ครั้ง พ้อทำไม่ได้ก็ไม่ควรอยู่ต่อไป ซัดห้องร่าง รธน.อย่างกับห้องแล็บฯไม่รู้ร้อนรู้หนาวเสียงสะท้อนข้างนอก 119 เสียง สปช.โหวตเลือก “กอบศักดิ์” นั่งอรหันต์ รธน. “บิ๊กตู่” ยัน “นายกฯคนนอก” เขียนไว้ใช้ยามวิกฤติเท่านั้น การันตีไม่มีแผนสืบทอดอำนาจ วันนี้อารมณ์ดีคว้ามอเตอร์ไซค์ซิ่งโชว์ลีลาเทพรอบทำเนียบฯ ไม่โกรธมือดีหัวไวเอาภาพไปตัดต่อ โดนถามเรื่องปรับ ครม. ออกตัวอุ้ม รมต.มั่นคง-ศก. ทำงานดูดี-เต็มที่แล้ว แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องปรับกัน “อำนวย” พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง “ฉัตรชัย” อ้อนจะตั้งใจทำงาน “บิ๊กป้อม” ชี้เปรี้ยง “มาร์ค-เทือก” สั่งสลายม็อบปี 53

หลังจากนางทิชา ณ นคร ลาออกจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด เจ้าตัวออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่แท้จริงในการตัดสินใจดังกล่าวแล้ว

“ทิชา” เปิดใจจุดไคลแมกซ์ไขก๊อก

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 มี.ค.ที่รัฐสภา นางทิชา ณ นคร อดีต กมธ.ยกร่างฯและอดีต สปช. แถลงเปิดใจจากการลาออกว่า ตนได้ขอลาออกจากสองตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องสื่อสารต่อสาธารณะในฐานะอดีต กมธ.ยกร่างฯเสียงข้างน้อยว่า ตนหมดหวัง หมดศรัทธาที่จะสื่อสารต่อ กมธ.ยกร่างฯเสียงข้างมาก ในการเพิ่มพื้นที่ทางการเมืองให้กับเพศหญิงที่ควรจะมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ซึ่ง กมธ.ยกร่างฯซึ่งเป็นผู้ชายคัดค้านยังไม่ยอมรับ เหตุผลที่ตนเสนอว่าไม่ใช่การเชิดชูสิทธิสตรี ไม่ใช่การลดค่าเพศชาย แต่เพื่อให้เพศหญิงเข้าไปร่วมขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความสมดุลในสังคม ซึ่งกรณีนี้ทำให้ต้องจบลงด้วยการแขวนไว้ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง

ชี้ดันสิทธิสตรีไม่ได้ก็ไม่ควรอยู่ต่อไป

“ต้องขอขอบคุณ ศ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯที่ช่วยขยายความในเชิงข้อเท็จจริงให้กมธ.ยกร่างฯเสียงข้างมากทราบว่าวันนี้กลไกสัดส่วนผู้หญิงในพื้นที่การตัดสินใจนโยบายสาธารณะเป็นหนึ่งในภารกิจขององค์การสหประชาชาติไปแล้ว รวมถึงกรณีประธาน กมธ.ยกร่างฯที่จะไม่โหวตในประเด็นนี้ แต่ กมธ.ยกร่างฯเสียงข้างมากไม่เห็นด้วยและยืนยันว่าต้องโหวตเพื่อยุติการอภิปราย ยืนยันว่าการตัดสินใจลาออกนั้น เมื่อสถานการณ์บ่งชี้ว่า ไม่สามารถทำในสิ่งที่ควรทำ ทั้งที่สิ่งนั้นอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงและสมดุลใหม่ให้กับสังคมได้ ก็ไม่ควรทำหน้าที่นั้นต่อไป เพราะเท่ากับว่าได้หมดความเคารพต่อตนเองไปแล้ว และไม่ได้ขัดแย้งกับใครใน กมธ. ยกร่างฯ แต่เป็นเรื่องจุดยืนส่วนตัวที่ต้องชัดเจน ไม่ได้ทะเลาะกับใคร” นางทิชากล่าว

ลั่นไม่เห็นด้วยกระบวนการหลัง ปว.

เมื่อถามว่า การตัดสินใจลาออกจาก กมธ. ยกร่างฯ จะนำไปสู่กระบวนการต่อต้านรัฐบาลหรือไม่ นางทิชา กล่าวว่า มีหลายคนเห็นด้วยกับ คสช. และไม่เห็นด้วยกับกระบวนการที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 22 พ.ค. 2557 พยายามนำตนเข้าไปอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ยืนยันว่า ไม่ได้สังกัดกลุ่มใดทั้งสิ้น แต่ถ้าเราไม่สามารถรักษาจุดยืนและไม่รักษาอุดมการณ์ของเราได้ จะมีชีวิตไปเพื่ออะไร และอาจจะใช้ตัวเองเป็นการส่งสัญญาณ ทำให้ภาคประชาสังคมภายนอกตั้งคำถามเช่นกัน

ซัดห้องร่าง รธน.อย่างกับห้องแล็บ

“หลายเรื่องที่เกิดขึ้นในห้อง มธ.ยกร่างฯ ที่เหมือนห้องแล็บวิทยาศาสตร์ ภายนอกดินฟ้าอากาศลมฝน มันแตกต่างจากห้องแล็บฯมาก สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยคนข้างนอกสะท้อนเข้าไปเพื่อยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้อยู่ในห้องแล็บฯเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญกำลังจะใช้กับคน 60 ล้านคน ซึ่งมีลมฟ้าอากาศที่แตกต่างกัน ต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ และดิฉันไม่คิดว่าใครจะนำเรื่องนี้ไปผูกโยงกับเรื่องของความมั่นคง เราไม่ได้เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง ทั้งนี้ในอนาคตถ้าดิฉันจะเป็นอะไรให้กับบ้านเมืองได้ก็ยินดี เพราะจุดยืนการตัดสินใจผูกไว้กับชาติบ้านเมือง” นางทิชากล่าว

4 สปช.ลงแข่งชิงเก้าอี้ กมธ.ยกร่างฯ

ขณะที่เวลา 14.40 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนางทัศนา บุญทอง รองประธาน สปช.คนที่สอง เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาคัดเลือก เพื่อเห็นชอบรายชื่อผู้มีความเหมาะสมเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แทนนางทิชา ณ นคร ที่ลาออกไป โดยสมาชิก สปช. ได้เสนอชื่อผู้สมัครทั้งหมด 4 คน ได้แก่ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล สปช.ด้านเศรษฐกิจ นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา สปช.ด้านสังคม นางจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ สปช.เชียงใหม่ และนายอมร วานิชวิวัฒน์ สปช.ด้านการเมือง โดยใช้วิธีลงคะแนนลับ ใครได้คะแนนสูงสุด ถือเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

ให้เวลาคนละ 2 นาทีโชว์วิชั่น

ต่อมา ที่ประชุมได้ให้ผู้สมัครทั้ง 4 คน แสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมคนละ 2 นาที โดยนายกอบศักดิ์กล่าวว่า เหตุที่ตัดสินใจลงสมัครเพราะประเทศมีปัญหา เรื่องเศรษฐกิจที่มีช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนมากขึ้น จึงต้องวางรากฐานดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ ตนมีประสบการณ์วางแผนปฏิรูปเศรษฐกิจไทย และมีความสนใจแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ขณะที่นางศิรินากล่าวว่า มาจากภาคเอกชน เป็นเอสเอ็มอีมา 40 ปี ปัจจุบันเป็นกรรมการบริหารหอการค้าไทย ได้เห็นความแตกต่างของสังคมที่มีความหลากหลาย จึงเห็นว่า ควรมีการปฏิรูปเพื่อพัฒนาประเทศ

นางจุไรรัตน์กล่าวว่า คิดว่าตัวเองมีความบริสุทธิ์เพียงพอที่จะไปช่วยเชื่อมโยงรัฐธรรมนูญ การได้เป็น สปช.ก็ไม่ได้มาจากวิ่งเต้นหรือมีเงาทะมึนอยู่เบื้องหลัง ไม่มีใครสั่งการตนได้ ขณะที่ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ สปช. เป็นตัวแทนอ่านคำแถลงวิสัยทัศน์ของนายอมรที่แจ้งขอลาป่วยว่า จะทำเพื่อมุ่งประโยชน์สาธารณะ เชื่อมโยงแม่น้ำห้าสายให้สามารถทำงานร่วมกันได้

“กอบศักดิ์” ลอยลำซิวอรหันต์ รธน.

จากนั้นสมาชิก สปช.ได้เข้าคูหากาบัตรลงคะแนนลับเป็นเวลาร่วม 1 ชั่วโมง ผลการลงคะแนนปรากฏว่า นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล มีคะแนนนำโด่งม้วนเดียวจบได้คะแนนทั้งหมด 119 คะแนน ได้รับเลือกให้เป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตามมติของที่ประชุม สปช. ขณะที่นางศิรินาได้ 26 คะแนน นางจุไรรัตน์ได้ 67 คะแนน นายอมรได้ 8 คะแนน และมีบัตรเสีย 9 คะแนน

นางทัศนา บุญทอง รองประธาน สปช.คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมแจ้งว่า หลังจากนี้จะนำรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกไปตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม หากพบว่ามีคุณสมบัติไม่ถูกต้อง จะให้ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดในลำดับถัดไป เป็นผู้ได้รับเลือกแทน จากนั้นได้สั่งปิดประชุมในเวลา 16.45 น.

สตรี 4 ภาคบี้ “บิ๊กตู่” เพิ่มหญิงใน รธน.

ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งนี้ ก่อนการประชุม นางธนวดี ท่าจีน ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิง นำคณะแกนนำเครือข่ายสตรี 4 ภาค เข้าพบนายกฯ ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายสตรีเนื่องในวันสตรีสากล เรียกร้องเพิ่มมาตรการกวาดล้างแหล่งอบายมุขใกล้สถานศึกษา ชุมชน และวัด กวาดล้างการค้ามนุษย์ขายบริการเด็กและสตรีในสถานบันเทิง ตั้งศาลพิเศษที่ดูแลค้ามนุษย์ ร่วมมือประชาคมอาเซียนจัดตั้งกองทุนแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ เพิ่มช่องทางผู้หญิงมีบทบาท บริหารจัดการชุมชนและการเมืองในทุกระดับ กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ในสัดส่วนที่เท่ากันระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย

บิดบิ๊กไบค์โชว์ลีลาขั้นเทพ

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ เยี่ยมชมกิจกรรมที่บูธศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน โดยสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ที่มาเปิดบริการซ่อมเครื่องไฟฟ้าและซ่อมบำรุงมอเตอร์ไซค์ บริเวณสนามหน้าตึกบัญชาการ 1 โดยนายกฯกล่าวขอบคุณนักศึกษาและขอว่า “อย่าทะเลาะกันให้มาร่วมทำความดี” ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินเยี่ยมชมบรรยากาศจนมาถึงจุดซ่อมบำรุงรถจักรยานยนต์ ได้ทดลองขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า ซีบีอาร์ 250 ซีซี ทะเบียน อธฉ กรุงเทพมหานคร 725 สีดำ ของนายจักรปราณี หวั่นเซ่ง เจ้าหน้าที่สำนักโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาขอรับบริการ พร้อมบีบแตร กล่าวอย่างอารมณ์ดีหยอกล้อผู้สื่อข่าวว่า“ถ้าใครไม่หลีกเดี๋ยวจะชนเลย” ก่อนที่จะขับออกไปทันทีแบบไม่คาดคิด จากหน้าตึกบัญชาการ 1 ไปอ้อมสนามหญ้าตึกไทยคู่ฟ้า วนขึ้นไปบนทางลาดหน้าตึกไทยคู่ฟ้า และลงมาจอดที่บริเวณหน้าตึกบัญชาการ 1 ขณะที่ทีมรักษาความปลอดภัย ช่างภาพ และสื่อมวลชน วิ่งตามอุตลุด พอจอดรถก็บอกว่า “รถแรงดี”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องการคนซ้อนท้ายหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “คนซ้อนท้าย ต้องอายุน้อยกว่านี้ และที่ไม่ได้ใส่หมวกกันน็อก เพราะทดลองเฉยๆ สนุกดี” พูดจบนายกฯเดินขึ้นห้องประชุม ครม. อย่างอารมณ์ดี

บอกชอบมากเรื่องเครื่องยนต์กลไก

ต่อมาเวลา 14.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์หลังเสร็จประชุม ครม.ถึงการทดลองขับขี่จักรยานยนต์ว่า “ผมชอบทุกอย่าง มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ ชอบหมด ผมชอบเครื่องยนต์ สมัยเด็กพ่ออยากให้เรียนวิศวะ ผมดันอยากเป็นทหาร เลยต้องมาอยู่กับพวกเรานี่ไง เขาเรียกว่าคู่กรรม แต่ต้องระวังนะ ใส่หมวกกันน็อกด้วย ตอนเช้าไม่ได้ใส่หมวกกันน็อก เคยขี่สมัยเด็ก อยู่ ร.21 รอ. (กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์) ก็ขี่ อยู่ชายแดนก็ขี่ ก็กลัวเหมือนกันนะ เดี๋ยวล้มไปแล้วมีคนถ่ายรูปไว้ หัวเราะกันตายเลย”

วันนี้ไม่โกรธโดนตัดต่อภาพซิ่ง จยย.

เมื่อถามว่า จะมีวันที่นายกฯขี่จักรยานยนต์มาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า“ขี่มาทำงานที่ทำเนียบฉันก็โดนใครไม่รู้ซิวไปแล้ว ต้องมี รปภ.ด้วยสิ ไม่กลัว”

เมื่อถามถึงรูปภาพเมื่อช่วงเช้าที่นายกรัฐมนตรีขี่จักรยานยนต์ถูกตัดต่อ โดยมีการเพิ่มภาพคนซ้อนท้ายลงไปด้วย พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า“ใคร เดี๋ยวจะดูหน่อยว่าสวยหรือเปล่า เดี๋ยวต้องไปบอกภรรยาก่อน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการให้สัมภาษณ์ ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีเดินกลับตึกไทยคู่ฟ้า ผู้สื่อข่าวได้เปิดภาพตัดต่อในโซเชียลมีเดียให้ดูซึ่งมีทั้งรูปตัดต่อนายกฯขี่มอเตอร์ไซค์โดยมีหญิงสาวซ้อนท้าย และรูปตัดต่อการขี่รถมอเตอร์ไซค์ตามหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ ดูแล้วชักชวนคณะทำงานให้ดู แต่ไม่มีอาการโมโห พร้อมบอกว่า ไม่รู้จักภาพตัดต่อคนซ้อนท้ายว่าเป็นใคร ก่อนจะกระเซ้าพร้อมชักชวนนักข่าวสาวร่างท้วมว่า “ไว้ไปซ้อนท้ายกัน”

สั่งปรับกลยุทธ์ตีปี๊บผลงานรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ในที่ประชุม ครม.มีวาระเพื่อทราบกว่า 30 เรื่อง และวาระพิจารณากว่า 10 เรื่อง ตนกำลังจะปรับรูปแบบการประชาสัมพันธ์ใหม่โดยจะตอบคำถามเท่าที่เป็นข้อสงสัยในเรื่องใหญ่ๆ ส่วนเรื่องเล็กจะแบ่งขยายออกไปให้ผู้ที่เกี่ยว ข้องชี้แจงและทีมโฆษกจะเป็นผู้แถลง ผลงานของทุกกระทรวงจะเริ่มสู่ยุคใหม่ของการประชาสัมพันธ์ ที่ตนได้สั่งการให้ขับเคลื่อนให้ได้จะมีทั้งเอกสาร การแถลง เว็บไซต์ ที่ทุกกระทรวงจะออกมาว่ามีอะไรที่ประชาชนจะต้องเข้าไปเรียนรู้ อย่างกระทรวงคมนาคมได้มีแอพพลิเคชั่นเว็บไซต์ มีการร้องทุกข์ เช่นเกี่ยวกับรถแท็กซี่ และจากนี้ทุกกระทรวงต้องมีแอพพลิเคชั่น

พท.จวก สนช.ทำอะไรก็ไม่ผิด

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์สมาชิก สนช. ที่แต่งตั้งบุคคลเครือญาติใกล้ชิดมาเป็นผู้ช่วยว่า เรื่องดังกล่าวหากเป็นนักการเมืองหรือ ส.ส. คงถูกตรวจสอบว่าขาดจริยธรรมและอาจ จะถึงขั้นถูกถอดถอนเลยก็ได้ แต่ถ้าเป็นผู้ดีทั้งหลายก็จะมีการออกมาระบุว่ากฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ ถือเป็นเรื่องสองมาตรฐาน การกระทำดังกล่าวมีเจตนาที่บ่งชัด กรณีของนักการเมืองที่ตั้งผู้ช่วยที่เป็นเครือญาติเพราะต้องทำหน้าที่ดูแลประชาชนในพื้นที่แทน ส.ส. เมื่อติดภารกิจประชุมสภาฯ ต่างจาก สนช. ที่มาจากการแต่งตั้งไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่ดูแลประชาชน ไม่มีความจำเป็นที่จะแต่งตั้งผู้ช่วยเลย เพราะเข้ามา ทำงานเฉพาะกาลแค่หนึ่งปีเท่านั้น และในเมื่อต้องการจะบอกให้คนอื่นเป็นคนดี ก็จำเป็นต้องปฏิรูปตัวเองเสียก่อน เพราะต้องเป็นแบบอย่างให้เขาได้

ยื่นฟัน สนช.ตั้งลูก–เมียช่วยงาน

เมื่อเวลา 11.15 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือถึงคณะกรรม– การ ป.ป.ช.ให้ไต่สวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กว่า 50 คน กรณีการเสนอชื่อเครือญาติต่อสำนักเลขาธิการวุฒิสภาให้แต่งตั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัวสมาชิกสนช. อันขัดแย้งต่อจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากมีพฤติกรรมเข้าข่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องห้ามตามระเบียบสำนักนายก– รัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ.2551 และเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ตาม พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งขอให้ไต่สวนนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ในฐานะผู้ใช้อำนาจออกประกาศคุณสมบัติผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัวสมาชิกสนช. และนางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการ สนช. ในฐานะผู้ลงนามแต่งตั้ง หาก ป.ป.ช.ไต่สวนแล้วพบ ความผิดจริง ต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมฟ้องร้องบุคคลเหล่านี้ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งเรียกคืนเงินประจำตำแหน่งของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัวสมาชิก สนช.

ป.ป.ช.อ้างไม่มีอำนาจตรวจสอบ

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม ป.ป.ช.ในวันที่ 12 มี.ค. เพื่อพิจารณาว่า ป.ป.ช.มีอำนาจรับเรื่องไว้ไต่สวนหรือไม่ เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 100 ไม่ได้มีบท บัญญัติเกี่ยวกับตำแหน่ง สนช. ในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยกำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นเรื่องการขัดกันระหว่างผลประโยชน์เพียงแค่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ครม. ผู้บริหารและรองผู้บริหารท้องถิ่น เท่านั้น แต่ไม่ครอบคลุมถึงตำแหน่ง ส.ส. ส.ว. อีกทั้งเรื่องคุณธรรมจริยธรรมไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบของ ป.ป.ช. แต่เป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งการตรวจสอบเรื่องคุณธรรมจริยธรรมที่ผ่านมาของ ป.ป.ช.นั้น ต้องเป็นเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งมาให้

เลื่อนโหวตสอยคดี 250 ส.ส.แก้ รธน.

นายสรรเสริญกล่าวถึงกรณี ป.ป.ช.จะลงมติคดีถอดถอนอดีต 250 ส.ส.กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ในวันที่ 3 มี.ค. เพื่อส่งให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการต่อไปว่า ที่ประชุมยังไม่มีการลงมติเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบไม่สามารถสรุปสำนวนเข้าที่ประชุม ป.ป.ช.ได้ทัน เพราะคณะทำงานที่รับผิดชอบสำนวนคดีนี้ต้องเตรียมตัวไปชี้แจงข้อซักถามคดีถอดถอนอดีต 38 ส.ว.ต่อที่ประชุม สนช.ในวันที่ 5 มี.ค. จึงขอเลื่อนการลงมติคดี 250 อดีต ส.ส.เป็น วันที่ 12 มี.ค.

“มาร์ค–เทือก” ไม่ไปรับข้อหาสลายม็อบ

นายสรรเสริญกล่าวถึงการแจ้งข้อกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กรณีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช.ปี 2553 ว่า ป.ป.ช.ได้รับการประสานมาแล้วว่า ในการรับทราบข้อกล่าวหาของบุคคลทั้งสองรายนั้นจะส่งผู้แทนมารับหนังสือบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาแทน เพื่อนำไปแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบในวันที่ 10 มี.ค. หลังจากนั้นผู้ถูกกล่าวหาจะต้องมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน ส่วนกรณีการไต่สวน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. ในการสลายการชุมนุมนั้น ยังอยู่ในกระบวน การไต่สวนต่อ เพราะ ป.ป.ช.ได้แยกส่วนระหว่างผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อดำเนินการไต่สวนครบถ้วนแล้ว จะวินิจฉัยอีกครั้ง

“บิ๊กป้อม” ชี้เปรี้ยง “มาร์ค–เทือก” สั่ง

พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต รองนายกฯ ที่สั่งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2553 ว่า กฎหมายว่าอย่างไรก็ทำตามนั้น ส่วนจะส่งเอกสารไปชี้แจงหรือไม่นั้นขอให้เป็นไปตามกฎหมาย หากให้ทำอย่างไรตนก็จะตัดสินใจให้กฎหมายว่ามา

เมื่อถามว่า จะชี้แจงหรือไม่ที่ต้องใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมเพราะม็อบมีกำลังติดอาวุธ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “วันนั้นผมไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจ ต้องเข้าใจอย่างนี้ ถ้าผมเป็นผู้ตัดสินใจแล้วผมจะเป็นคนบอก คนที่ตัดสินใจคือ นายอภิสิทธิ์ และนาย สุเทพ ผมไม่ได้อยู่ในกระบวนการตัดสินใจ แต่ผม ร่วมรู้เห็น ต้องไปถามท่านถึงจะตอบได้ดี”

นายกฯยันมาตราร้อน รธน.ยังไม่สรุป

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการติดตามการยกร่างรัฐ– ธรรมนูญว่า คงจะต้องมีการพูดคุยกันว่าไปถึงไหนแล้ว ทราบว่าใกล้จะจบแล้ว ติดตามดูมาตลอดทั้งหมด ยังไม่ได้ข้อยุติเลย อย่าลืมว่าตั้ง สนช.มาดูแลเรื่องกฎหมาย ตั้ง สปช.มาเพื่อเตรียมการปฏิรูป ซึ่งปฏิรูปคือการทำใหม่ ยกเครื่องใหม่ทั้งหมด แต่ในเรื่องการ เลือกตั้งยังไม่ได้ข้อยุติอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มาที่ไปของ ส.ว.ที่จะมาคุยกันแล้วดูว่าจะต้องมีอะไรที่เพิ่มขึ้นบ้างหรือปรับอะไรกันบ้าง แต่ยืนยันว่าวันนี้ตนยังไม่ได้กำหนดอะไรเข้ามาเลย ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ กมธ.ยกร่างฯคิดกันขึ้นมา และเท่าที่วิเคราะห์คงมาจากเรื่องความหวังดีจากสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตว่าควรจะต้องแก้ไขอย่างไร ถ้าคิดแค่มุมเดียวจะถูกมองไปอีกอย่าง แต่อย่าลืมว่าไม่มีอะไรที่จะ เป็นประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็น ประชาธิปไตยต้องมองให้ทั่วถึง

ชี้นายกฯคนนอกใช้ตอนวิกฤติ

เมื่อถามว่า มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องที่มาของนายกฯคนนอก พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า นายกฯคนนอกมากันตอนไหน อย่าลืมว่าในช่วงแรกนายกฯมาจากการเลือกตั้งของสภา ส่วนนายกฯคนนอกนั้นทางคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ระบุว่า ถ้าหากมีปัญหาตีกันเหมือนครั้งที่แล้วก็จะมีการพูดถึงนายกฯมาตรา 7 บ้างอะไรบ้าง ซึ่งคงไม่มีใครเห็นด้วยว่าอยู่ดีๆ จะเอานายกฯ คนนอกเข้ามา ถ้าปกติเข้ามาไม่ได้อยู่แล้วจะต้องเข้ามาด้วยกระบวนการคัดสรรจากผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องการแก้ไขปัญหาจะได้ไม่มีการมาอ้างขอนายกฯ มาตรา 7 ว่าทำได้หรือไม่ เถียงกันไม่จบไม่สิ้น บริหารประเทศไม่ได้ ถ้าเกิดมีปัญหาก็จะต้องหานายกฯคนนอกเข้ามาเพื่อขัดตาทัพแล้วเดินหน้าประเทศไปก่อน เป็นการแก้ปัญหาตรงนี้

แม่น้ำ 4 สายต้องไหลลงเจ้าพระยา

เมื่อถามว่า เรื่องมาถึงนายกฯและ ครม.อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ต้องไปหารือร่วมกันในจุดต่างๆ ว่าจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขตรงไหนบ้าง เมื่อถามว่า ยังมั่นใจใช่หรือไม่ว่าแม่น้ำทั้ง 4 สายจะยังไหลมาลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า มันต้องลงสิ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชนที่ต้องเลือกว่าจะทำอย่างไร ดังนั้น 1.ทุกคนจะต้องถามตัวเองว่าจะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง 2.ถ้าจะเลือกตั้งแล้วจะเลือกกันอย่างไร 3.ทำอย่างไรจะไม่มีความขัดแย้ง และ 4.ทำอย่างไรจะไม่เกิดปัญหาในวันข้างหน้าขึ้นมาอีก ไม่ต้องมีการทะเลาะเบาะแว้ง หรือระวังทหารจะเข้ามา จะต้องหาทางกันให้เจอ

การันตีไม่มีแผนสืบทอดอำนาจ

“วันนี้เราต้องเดินหน้าประเทศ ขอถามว่าถ้ากลับมาแล้วมีความขัดแย้งเช่นเดิมแล้วจะทำอย่างไร ถ้ามีการเลือกตั้งผมก็ต้องส่งอำนาจคืนไปทั้งหมด แล้วผมก็ต้องการกลับไปพักผ่อน ถ้าทะเลาะกันอีกแล้วใครจะกลับมาแก้ไม่มีแล้ว ยืนยันว่าผมไม่ได้เตรียมการอะไรไว้ให้ใคร ให้คนนั้น คนนี้ขึ้น ไม่มี ใครอยากสักคน ถ้ามันไม่มีตีกันใครจะเข้ามา เดินหน้าประเทศไม่ได้ แล้วใครจะทำ ถ้าทำได้ ไม่มีใครอยากเข้ามายุ่งอยู่แล้ว ทำอย่างไรการเมืองเราจะใสสะอาด มีหลักธรรมาภิบาล มีรัฐบาลที่เข้าใจความขัดแย้งได้ ถ้าเขียนรัฐธรรมนูญมาแล้วไม่ยอมรับกันอีกจะทำอย่างไร ต้องหาคำตอบให้ผม” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ฟันธงไม่เอาร่าง รธน.–ขัดแย้งไม่เลิก

เมื่อถามว่า นายกฯเตรียมมาตรการรับมือไว้หรือยังหากเสียงส่วนใหญ่ไม่ยอมรับร่าง รัฐธรรมนูญที่มีการทำมาจะทำอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ถ้าไม่ยอมรับประเทศไทยก็อยู่กันไม่ได้ ก็ว่ากันไปถ้าไม่อยากอยู่แล้วทำไมตนต้องเตรียมเพียงคนเดียว ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมเพราะเป็นเรื่องของอนาคตที่ทุกคนจะต้องมีความคิดเห็นว่าจะเอาประเทศไปตรงไหนกัน เราจะเอาประเทศขัดแย้งกันด้วยประชาธิปไตยดีหรือไม่ ความขัดแย้งที่ติดกับดักประชาธิปไตยมันใช่หรือไม่ รัฐบาลถ้ามาแล้วไม่ชอบธรรม ไม่มีธรรมาภิบาล มีการทุจริต ทุกคนก็ทราบกันดีวันนี้เอาไปพันกันหมด เอาการเมืองมาสู้กับกระบวนการยุติธรรม เอาประชาชนมาเป็นพวกแบ่งฝ่าย จะต้องยกเลิกให้ได้

แนะหาเสียงแนวใหม่ต้องไม่ประชานิยม

เมื่อถามว่า นายกฯจะทำอย่างไรให้นโยบายดีๆของรัฐบาลชุดนี้สามารถให้รัฐบาลชุดต่อไปทำต่อเนื่องได้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็ต้องให้ประชาชนไปบังคับเพราะไปเลือกเขาเข้ามา ถ้าไม่ดีก็อย่าเลือก ต้องถามเลยว่าการที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งเพื่อเข้าสู่การเป็นรัฐบาลว่าจะทำอย่างไรบ้าง ทำแบบไหนให้กับประชาชน จะมีการใช้จ่ายงบประมาณอย่างไร มีการใช้จ่ายงบประมาณ ขจัดการทุจริตและดูแลข้า– ราชการอย่างไร ซึ่งหากมีคำถามแบบนี้อาจจะไม่มีใครเข้ามาสมัครก็ได้ ต้องถามให้ละเอียดว่าใครจะมาเป็นนายกฯ แล้วถ้ามีนโยบายแบบนี้จะหาเงินจากไหน ควรจะต้องมีการแถลงสิ่งที่จะทำก่อนที่จะเข้ามา ไม่ใช่หาเสียงในเรื่องราคาข้าวจะมีราคาเท่านั้น เท่านี้ คนก็ชอบกันหมด

กมธ.สปช.ชง 3 สูตรปราบโกง

ที่รัฐสภา นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปป้องกันและปราบปรามกาทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงผลการดำเนินงานว่า กมธ.สรุปผลการศึกษารายงานพร้อมวางกรอบหลักการปฏิรูปไว้ 3 ด้านคือ 1.ด้านการปลูกฝัง ให้นำหลักสูตรคนไทยไม่โกงไปใช้กับนักศึกษาทุกสถาบัน 2.ด้านการป้องกัน ตามหลักนิติธรรม การปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้าง ความโปร่งใสในการดำเนินงานให้เข้าถึงข้อมูลหรือกลไกการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐที่สามารถตรวจสอบได้ มีบทลงโทษที่เคร่งครัดจริงจัง สร้างกลไกบทลงโทษทางสังคมและการชดใช้ทางแพ่ง 3. ด้านการปราบปราม ให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และเป็นกลไกขับเคลื่อนการปราบปราม เช่น การเป็นผู้แจ้งเบาะแส กลไกคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และการสร้างความเข้มแข็งในการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

ตั้งศาลคดีโกง–รวม ป.ป.ท–ป.ป.ช.

นายประมนต์กล่าวต่อว่า ส่วนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเน้นปรับปรุงให้เร็วขึ้นตั้งแต่การทำสำนวนของตำรวจ อัยการ ป.ป.ช. ป.ป.ท.และศาล เพราะมีความเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจการเงิน ธุรกรรมข้ามชาติซึ่งซับซ้อนกว่าคดีประเภทอื่น จึงเสนอตั้งศาลคดีทุจริตเป็นระบบศาล 2 ชั้นใช้การไต่สวนดำเนินคดี ทั้งนี้ยังเสนอให้เพิ่มจำนวนกรรมการ ป.ป.ช.เป็น 11 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี และมีความหลากหลาย ส่วนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เห็นควรให้เป็นองค์กรอิสระ โดยให้ควบรวมกับ ป.ป.ช. เพื่อทำงานโดยปลอดการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ซึ่งจะต้องมีการบูรณาการทำงานอย่างใกล้ชิด โดยได้เสนอแผนนี้ต่อประธาน สปช.และ กมธ.ยกร่างฯแล้ว

ปชป.หวั่นสมัชชาฯได้คนไม่คลีน

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ สปช.ตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติว่า เป็นเรื่องที่ดีเพราะดูหน้าที่แล้วถือเป็นอีกหนึ่งองค์กรตรวจสอบที่สำคัญในการถ่วงดุลการใช้อำนาจ เพราะต้องคำนึงถึงจริยธรรมที่เป็นมาตรฐานสูงกว่ากฎหมายที่นักการเมือง ผู้บริหาร หรือตัวแทนประชาชนต้องมีมากกว่าคนทั่วไป แต่เกรงว่าในการนำมาปฏิบัติจริงถ้าคณะกรรมการสมัชชาฯที่เลือกมาแล้ว ต้องมีพฤติกรรมที่ประจักษ์ต่อสังคมว่าเป็นคนดีจริง เพราะสมัชชาฯมีอำนาจหน้าที่กว้างขวางเป็นทั้งผู้ตรวจสอบ คัดกรองบุคคล แต่งตั้งข้าราชการหรือรับร้องเรียนการโยกย้ายไม่เป็นธรรม แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าหากได้คนไม่ดีหรือคนที่ตกในอาณัติของรัฐบาลก็จะเป็นปัญหา เช่น กรณีการอภิปรายไม่ไว้ วางใจรัฐบาล รัฐมนตรีอาจใช้สมัชชาฯหันมาตรวจสอบฝ่ายค้านเพื่อสกัดไม่ให้มีการซักฟอกรัฐบาลได้

พท.รู้ไต๋ตั้งขึ้นมาครอบงำ ส.ว.

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีที่สปช.ตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติว่า เป็นตัวแทนของกลุ่มผู้มีอำนาจที่หวังใช้คนกลุ่มนี้ควบคุมกลไกของประเทศ ตั้งขึ้นมาเพื่อคุมกลุ่ม ส.ว.ที่พวกเขาจะตั้งขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เพราะ ส.ว.จะเป็นกลไกหนึ่งที่ใช้จัดการกับรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตย และสามารถควบคุมกลไกข้าราชการ ถอดถอนข้าราชการที่ไม่ฟังคำสั่ง ดังนั้น หาก ส.ว.คนไหนแหกคอกหรือคุมไม่ได้ ก็จะใช้สมัชชาคุณธรรมฯเข้ามาจัดการโดยอ้างว่าผิดคุณธรรม จริยธรรม จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ซ่อนกลไกควบคุมอำนาจไว้หลายชั้น เป็นระบบซ่อนรูปเผด็จการเพื่อใช้จัดการกับฝ่ายประชาธิปไตย

อัด “บวรศักดิ์” ล้าหลัง–ฉุดอนาคต ปท.

“ผมรู้สึกผิดหวังกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯเหลือเกิน เป็นถึงด็อกเตอร์แต่เขียนรัฐธรรมนูญล้าหลังกว่าพม่าหรือกัมพูชาเสียอีก ตอนแรกอาจจะเป็นเพียงแค่ความขัดแย้งเฉพาะกลุ่มการเมือง หวังจัดการกับระบอบทักษิณ แต่หลังจากนี้จะกลายเป็นการสร้างความขัดแย้งกับคนทั้งประเทศ ตั้งแต่กลุ่มรากหญ้าจนถึงชั้นปัญญาชน ถึงตอนนั้นคิดหรือว่าประเทศจะเดินไปข้างหน้าต่อได้” นายวรชัยกล่าว

“บิ๊กตู่” ลั่นปรับ ครม. “จำเป็นก็ต้องทำ”อีกเรื่องหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.ว่า ยังไม่ได้ปรับอะไรเลย ยังไม่ได้สั่ง ในที่ประชุม ครม.ก็ได้ให้กำลังใจ และขอบคุณทุกคนที่ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน ทุกคนเต็มที่ในการขับเคลื่อน ซึ่งต้องดูว่าองคาพยพในกระทรวง ทบวง กรมเป็นอย่างไร ที่ผ่านมาอยู่ภายใต้อะไร วันนี้ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้มีกำลังใจในการทำงาน และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งใช้เวลามา 8 เดือน ขณะที่ผ่านมาไม่รู้กี่ปีที่อยู่ภายใต้การบริหารอะไรไม่รู้ ที่ผ่านมาบางส่วนอาจมีผลประโยชน์อะไรต่างๆ ฉะนั้นคนเหล่านี้อาจมองว่า ที่เราเข้ามาเป็นส่วนเกิน แต่วันนี้ไม่มีแล้ว คนเหล่านั้นต้องถอยออกไป วันนี้ไม่ได้แล้ว ต้องริเริ่มทำงานเชิงรุก

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะปิดตายคำว่าปรับ ครม.จะไม่มีอีกแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “อย่ามาถามผมอย่างนั้น ถ้าจำเป็นต้องทำก็ต้องทำ”

ย้ำ รมต.มั่นคง–ทีม ศก.ทำกันเต็มที่

เมื่อถามว่า มีกระทรวงไหนที่ต้องเสริมทัพหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ทุกคนต้องช่วยกันทุกฝ่าย ถ้าดูโพล ฝ่ายความมั่นคงโอเคใช้อำนาจ ใช้กฎหมายจัดระเบียบก็ดูดี เหตุการณ์ต่างๆลดลงได้คะแนนดี ส่วนฝ่ายเศรษฐกิจแย่เพราะเศรษฐกิจโลกแย่ลง ทำให้ในประเทศแย่ลง แต่อยากจะขอร้อง ถ้าเราพูดว่าแย่ๆทุกวัน จะยิ่งทำให้แย่ตามปากตัวเอง ประชาชนจะตื่นตระหนก ไม่กล้าใช้เงิน ทั้งๆที่คนไทยมีเงิน ใครว่าคนไทยไม่มีเงิน พวกเราที่นั่งอยู่ตรงนี้มีเงินน้อยกว่า 500 บาทในกระเป๋าหรือไม่ ต้องมีเงินทุกคน แต่จะกล้าใช้หรือไม่ เป็นการสร้างกระแสความตื่นตระหนก ซึ่งมันไม่ได้ ฉะนั้นทำอย่างไรให้คนใช้จ่ายอย่างพอเพียง มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย รัฐก็ต้องส่งเสริมการลงทุน โดยสร้างความเข้มแข็งภาคการผลิต ภาคธุรกิจ ซึ่งตนจะให้มีการรายงานมาว่าเศรษฐกิจอ่อนแอเพราะอะไร การส่งออกแย่เพราะอะไร เพราะเราไม่ได้เตรียมการเหล่านี้ไว้

“ฉัตรชัย” จะตั้งใจขึ้น–“อำนวย” ยังสู้

นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกระแสการปรับ ครม.ว่า ไม่มีและไม่ทราบ เมื่อถามว่าปัญหาในกระทรวงเกษตรฯโดยเฉพาะเรื่องยางจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดการปรับ ครม.หรือไม่ นายอำนวยกล่าวว่า ความจริงเรื่องยางก็รู้ๆกันอยู่ว่าปัญหามันเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามการจะปรับ ครม.หรือไม่ อำนาจอยู่ที่นายกฯ ซึ่งรัฐมนตรีทุกคนก็ต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว สำหรับตนเองก็มั่นใจในงานที่ทำอยู่

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์กล่าวถึงกระแสจะถูกปรับ ครม.ว่า ในที่ประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ระบุถึงเรื่องนี้ ทราบข่าวจากในหนังสือพิมพ์เท่านั้น ยืนยันว่าจะยังตั้งใจทำงาน มีหน้าที่อะไรก็ทำ รู้ดีว่าในภาวะที่เข้ามานั้น มาเพื่อทำงานอะไร

สัปดาห์นี้ชื่อ กก.ร่วมพลังงานครบ

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความคืบหน้ารายชื่อคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนผู้คัดค้านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 กรณีความเห็นต่างการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 2514 ว่า รายชื่อภาคประชาชนส่งมาครบแล้ว 10 รายชื่อ เหลือแต่เพียงฝ่ายรัฐบาลต้องรอกระทรวงพลังงานส่งรายชื่อผู้เชี่ยวชาญชำนาญการเข้ามาอีก 10 รายชื่อ ให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ จากนั้นจะนัดประชุมครั้งแรก เพื่อให้ข้อมูลเรื่องข้อกฎหมายก่อนเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 ทั้งนี้ในที่ประชุม ครม.ได้รายงานความคืบหน้ากรณีดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว เมื่อแก้ไขกฎหมายเสร็จเรียบร้อย จะส่งเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้