วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ต้องเป็นมืออาชีพ

ต้องเป็นมืออาชีพ

โดย ตองเจ
4 มี.ค. 2558 05:01 น.
  • Share:

ถือเป็นเรื่องดีหลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผ่านร่างพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ....เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2558 แทนที่พระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทยพ.ศ.2528 เกี่ยวกับกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ในมาตรา 37

ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนจากผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุรา และกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในอัตราร้อยละ 2 ของภาษีที่เก็บจากสุรา และยาสูบตามกฎหมาย โดยคาดว่าจะเป็นตัวเลขมากถึงปีละ 3,700 ล้านบาท

การที่ออกมาหาเงินเข้ากองทุนกีฬาโดยตรงถือว่าตรงประเด็นและถูกจุดเพราะที่ผ่านมา วงการกีฬาไทยถือว่าสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติมาเยอะมาก และในแต่ละปีต้องใช้งบประมาณที่สูงสำหรับการเตรียมตัวของแต่ละสมาคมกีฬา เพื่อให้นักกีฬาของตัวเองแข็งแกร่งและสมบูรณ์ที่สุด

เรื่องงบประมาณในการเก็บตัวหรือส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันรายการต่างๆ ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่มีมาช้านาน อย่างล่าสุดงบประมาณกว่า 300 ล้านบาทในการส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งซีเกมส์ ที่สิงคโปร์ก็ยังเป็นปัญหา

สำหรับการเก็บเงินเพิ่มอีก 2 เปอร์เซ็นต์ จากภาษีสุราก็ถือว่าดีและไม่แปลกเพราะถือเป็นการหาเงินเข้ามาหนุนกีฬาโดยตรง แต่ผมยังติดอยู่ที่ว่าการบริหารเงินกองทุนดังกล่าวจะมีความโปร่งใสหรือเปล่า หรือมีความชัดเจนมากน้อยแค่ไหน

ซึ่งเรื่องดังกล่าว ผมมีโอกาสได้คุยกับ “บิ๊กต๊อด” ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งทาง “บิ๊กเบียร์สิงห์” ก็เห็นด้วยและไม่ขัดและเห็นด้วยหากเงินดังกล่าวจะนำมาพัฒนาวงการกีฬา

เพราะเข้าใจดีในฐานะนายกสมาคมกีฬาเอ็กซ์ตรีมรู้ว่าในแต่ละปีทุกสมาคมกีฬาต้องใช้ งบประมาณที่มากขนาดไหนในการที่จะผลักดันหรือส่งนักกีฬาไปแข่งระดับนานาชาติ เพื่อสร้างประสบการณ์และความแข็งแกร่ง

เพราะปกติบุญรอดฯเองก็สนับสนุนกีฬามาโดยตลอดอยู่แล้ว ทั้งการสนับสนุนสมาคมกีฬา และนักกีฬาทั้งอาชีพและสมัครเล่น ซึ่งในแต่ละปีเราต้องจ่ายงบประมาณ 400-500 ล้านบาทต่อปีอยู่แล้ว

แต่ฝากไว้นิดว่ากองทุนดังกล่าวนั้นเป็นเงินที่ได้มาจากการจัดเก็บเงินนอกงบประมาณไม่ผ่านงบประมาณแผ่นดิน ถ้านำไปใช้แบบหละหลวมไม่มีการควบคุม หรือใช้ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อวงการกีฬา

เพราะไม่เช่นนั้นในอนาคตก็จะมีการหาเรื่องจัดเก็บจากภาษีเพิ่มขึ้นอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเท่ากับเป็นการโยนบาปให้กับบริษัทเอกชนไปอีก

ที่ผ่านมาเคยชื่นชอบไอเดียของ นายสนธยา คุณปลื้ม ในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่จะใช้ลดหย่อนภาษีให้กับกลุ่มบริษัทเอกชนที่จะเข้ามาสนับสนุนวงการกีฬา

ซึ่งการลดหย่อนภาษีน่าจะทำให้ภาครัฐได้งบประมาณที่เข้ามาสนับสนุนวงการกีฬา มากกว่าการเก็บภาษีเพิ่มครั้งนี้ ยิ่งตอนนี้เรายังไม่มีผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ก็ยิ่งทำให้เกิดความยาก ลำบากในการที่จะอนุมัติงบประมาณสำหรับการแข่งขันระดับนานาชาติ

หากเรามีการควบคุมและบริหารงบประมาณที่ดีเชื่อว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์กับวงการกีฬา อย่างมหาศาล แต่ตรงข้ามหากไม่โปร่งใสสุดท้ายก็จะเข้าอีหรอบเดิม.

ตองเจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้