สร้างเจดีย์ป่า'เวฬุวัน' ฟื้นพุทธสถานศาสดา

ข่าว

    สร้างเจดีย์ป่า'เวฬุวัน' ฟื้นพุทธสถานศาสดา

    ไทยรัฐออนไลน์

      4 มี.ค. 2558 05:01 น.

      เวฬุวันมหาวิหาร นครราชคฤห์ แคว้นมคธ พุทธสถาน สำคัญในพุทธศาสนา

      ปัจจุบันพุทธศาสนิกชนได้สร้างพระมหาธรรมเจดีย์โอวาทปาติโมกข์ และมีพระภิกษุสงฆ์เข้าไปจำพรรษา ดังอดีตกาลเมื่อกว่า 2,500 ปีที่ผ่านมา

      ความสำคัญของพุทธสถานแห่งนี้ มีอย่างไร คำตอบคือ เป็นเสมือนพระอารามแห่งแรกของพระพุทธศาสนา เดิมเป็นที่ของพระเจ้าพิมพิสาร พระองค์ทรงเห็นว่า “พระราชอุทยานเวฬุวันสวนไม้ไผ่ เป็นที่ไม่ไกลไม่ใกล้นักแต่บ้าน บริบูรณ์ด้วยทางเป็นที่ไปและทางเป็นที่มา ควรที่ผู้มีธุระจะพึงไปถึง กลางวันไม่เกลื่อนกล่นด้วยหมู่มนุษย์ กลางคืนเงียบเสียงที่จะอื้ออึงกึกก้อง”

      ดังนั้น “สมควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการที่สงัด และควรเป็นที่หลีกออกเร้นอยู่ตามวิสัยสมณะ ควรเป็นที่เสด็จอยู่ของพระศาสดา” พระองค์จึง “ทรงจับพระเต้าทองเต็มด้วยน้ำหลั่งลง ถวายพระราชอุทยานเวฬุวันนั้น แก่พระภิกษุที่พระพุทธเจ้าเป็นประธาน”

      ตามพุทธประวัติระบุว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับ ณ เวฬุวันมหาวิหารถึง 5 พรรษา และยังเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญ เดือน 3 นั่นคือ “จาตุรงคสันนิบาต” อันประกอบด้วย 1.ดวงจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ 2.พระสงฆ์ 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย 3.พระสงฆ์ที่มาประชุมวันนั้น ล้วนได้รับเอหิภิกขุอุปสัมปทา และ 4.พระสงฆ์เหล่านั้น เป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น

      ในวัน “มาฆบูชา” นี้ พระพุทธองค์ทรงแสดง “พระโอวาทปาติโมกข์” อันเป็นดุจธรรมนูญแม่บทแห่งคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา

      สืบมาพระพุทธศาสนาเสื่อมถอยในประเทศอินเดีย พระอารามขนาดใหญ่อย่างเวฬุวันกลายเป็นสถานที่รกร้าง จนกระทั่งพุทธศาสนิกชนจากต่างแดน หลอมใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอินเดียพัฒนาขึ้นมาใหม่ การพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นเมื่อพระอาจารย์อารยวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จังหวัดลำพูน เข้าไปจัดงานวันมาฆบูชาโลก ตั้งแต่ปี 2553 และทำติดต่อกันมา

      ท่านได้พำนักอยู่ในอาณาบริเวณพระอาราม ในระหว่างพรรษาได้มีบุคคลสำคัญของอินเดียเข้าเยี่ยมเยียน ตลอดจนคณะศรัทธาชาวพุทธในอินเดีย อาทิ คุณชารวัน กุมาร (Shri Shrawan Kumar) รัฐมนตรีกำกับดูแล Rural Works, Parliament Affairs ของรัฐบาลแห่งรัฐพิหาร และหัวหน้าส่วนการปกครองของรัฐบาลในเขตนาลันทา เป็นต้น

      ครั้งหนึ่ง เมื่อพระอาจารย์ได้พบกับรัฐมนตรีหลายกระทรวง ณ บ้านพักของท่านประธานรัฐสภา แห่งรัฐพิหาร ท่านได้เสนอโครงการขอพัฒนาพื้นที่ Sacred Site ในเวฬุวันมหาวิหารตรงบริเวณลานพระโอวาทปาติโมกข์

      ถัดมาอีก 2 เดือน หัวหน้าป่าไม้จากรัฐพิหารก็มาพบที่เวฬุวันฯ และบอกกับพระอาจารย์ว่า ขอมอบที่ดินเขตศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนาในเวฬุวันฯ ให้พัฒนาอย่างไรก็ได้เพื่อพระพุทธศาสนา และภายในเวลาเพียงเดือนเศษหลังจากวันนั้น...พระอาจารย์ก็ระดมสรรพกำลังที่มีลงมือพัฒนาพื้นที่ Sacred Site ด้วยแรงศรัทธา

      พระอาจารย์อารยวังโสบอกว่า “เนื่องด้วยบารมีและอำนาจแห่งพระสัทธรรม จึงได้ปรากฏสถูปพระเจดีย์โอวาทปาติโมกข์...ตั้งอยู่บนแท่นพระเจดีย์ฯ ซึ่งประดิษฐานอยู่บนแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งบัดนี้เป็นลานหินอ่อนได้ปรากฏเกิดขึ้นแล้ว ในพุทธศตวรรษที่ 26 นับปีพุทธศักราช 2557 หลังพุทธปรินิพพาน...โดยมีพระพุทธบัลลังก์โอวาทปาติโมกข์ปรากฏอยู่บนองค์สถูปที่ยกฉัตรเงินขึ้นปรากฏเหนือพระพุทธบัลลังก์ฯ อันสมควรแก่การถวายการสักการบูชาอย่างยิ่ง... ถูกต้องทุกประการด้วยความหมายแห่งธรรม...”

      และ “ถูกต้องทุกประการโดยฐานะแห่งความเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การปรากฏพระเจดีย์ฯขึ้นบนแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ ใจกลางเวฬุวันมหาวิหารแห่งพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธในอดีต... จึงเป็นเรื่องไม่ธรรมดา ในความหมายของการสืบอายุพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องต่อไปสิ้นกาลนาน...และเป็นเรื่องไม่ธรรมดาของการคืนกลับสู่แผ่นดินมาตุภูมิของพระพุทธศาสนา...”

      เพราะนี่คือ “การปรากฏสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาอีกครั้งหนึ่ง ที่ครบถ้วนด้วยธรรมลักษณ์ในกึ่งพุทธกาล”

      พระอาจารย์อธิบายต่อว่า “ในพระพุทธศาสนาอันบริสุทธิ์ จึงไม่มีวัตถุใดๆ อันควรคู่แก่การแสดงความเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เท่ากับพระธรรมวินัย ที่รวบรวมประมวลไว้อย่างสมบูรณ์ 84,000 พระธรรมขันธ์ ที่เรียกว่า พระไตรปิฎก...การอัญเชิญพระธรรมคำสั่งสอนทั้งหมดประดิษฐานในพระสถูป การสร้างพระพุทธบัลลังก์ฯ รองรับพระโอวาทปาติโมกข์ จึงเป็นความหมายของธรรมเจดีย์ ที่ควรแก่การยกฉัตรเงิน (สีขาว) เพื่อเป็นความหมายแห่งร่มเงาของพระวิมุตติธรรม...บัดนี้ ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์โดยลักษณะแห่งธรรม ให้เป็นธรรมลักษณะ ของพระมหาธรรมเจดีย์โอวาทปาติโมกข์ แห่งใจกลางเวฬุวันมหาวิหาร อันเป็นมหาวิหารแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ที่มีอายุสืบเนื่องมายาวนานกว่า 2,000 ปี”

      และเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 วันมหาปวารณาเข้าพรรษา พระอาจารย์ได้นำคณะสงฆ์ ประกอบสังฆกรรม ณ มณฑลพระมหาธรรมเจดีย์โอวาทปาติโมกข์ ในใจกลางเวฬุวัน ท่ามกลางคณะศิษย์ชาวไทย-อินเดีย และชาวพุทธศาสนิกชนโลก

      กาลนั้น พระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พร้อมด้วยพระราชินี เจตซัน เปเก ได้เสด็จมาถวายสักการบูชา พระผู้ มีพระภาคเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และถวายสักการบูชา พระมหาธรรมเจดีย์เป็นการเฉพาะส่วนพระองค์ ถวายการรับรองโดยรัฐบาลอินเดีย ทั้งนี้ ทรงมีพระราชประสงค์เป็นพิเศษเพื่อเสด็จฯมาถวายสักการะ และรับธรรมะจากพระอาจารย์อารยวังโสอีกด้วย

      พระอาจารย์ได้ถวายพระพร ณ มณฑลพระธรรมเจดีย์ฯ ด้วยการนำบูชา พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และการบูชาพระโอวาทปาติโมกข์ จบด้วยการถวายพระพรเป็นภาษาบาลี เมื่อเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองพระองค์ได้ถวายเครื่องสักการบูชา และทรงถวายภัตตาหารด้วยการทรงบาตรถวายแด่พระอาจารย์
      เสมือนสร้างประวัติศาสตร์ “พระมหาธรรมเจดีย์โอวาทปาติโมกข์” โดยพระราชาและพระราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน พุทธกษัตริย์หนึ่งเดียวในชมพูทวีป ยังผลให้ชาวพุทธปลาบปลื้มปีติไปทั่วถ้วน

      สำหรับพระอาจารย์อารยวังโส ผู้ได้พำนักในเขตพระอารามได้นั้น ท่านได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากสำนักงานป่าไม้ฯ หน่วยงานของรัฐบาลอินเดียที่กำกับดูแลสวนป่าเวฬุวัน ให้ท่านและพระสงฆ์อีก 4 รูป เข้าพักจำพรรษาได้ในปีพุทธศักราช 2557 เท่ากับทำให้พระอารามที่เคยไร้พระภิกษุสงฆ์มากว่า 2,000 ปี ได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

      ส่วนพุทธศาสนิกชนทั่วไป ปัจจุบันเมื่อเยือนสวนป่าเวฬุวัน ก็จะได้พบกับสถูปอันงดงาม เตือนใจให้ระลึกถึงธรรมในพระพุทธองค์.

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม 2564 เวลา 06:10 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์