วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ยื่นป.ป.ช.สอบสนช. ตั้งลูก-เมียช่วยงาน

ยื่นป.ป.ช.สอบสนช. ตั้งลูก-เมียช่วยงาน

  • Share:

‘ศรีสุวรรณ’เจ้าเก่าลุย จะให้เป็นบรรทัดฐาน ‘บวรศักดิ์’ฮึ่มสื่ออคติ

“เทียนฉาย” นัด สปช.โหวตลับเลือก กมธ.ยกร่างฯ แทน “ทิชา” กลุ่มสตรีกดดันยืนกรานขอโควตา 50-50 เปิดศึกตะลุมบอนแย่งเก้าอี้ กันฝุ่นตลบ สายสตรีเสียงแตกลงแข่งหลายคน ชื่อ “กอบศักดิ์” จากสายเศรษฐกิจมาแรง “บวรศักดิ์” ย้ำไม่มีปมคาใจกับ “ทิชา” ฉุนขาดขู่จัดหนักสื่อที่มีอคติ สปช.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.ตั้งสมัชชาคุณธรรม “พลเดช” ฟุ้งไม่ใช่เสือกระดาษแน่ พท.ปลุกประชาชนคว่ำร่างฯ ไม่เชื่อข้ออ้างให้พลเมืองเป็นใหญ่ ปชป. สวดยับเบี่ยงเบนหลักประชาธิปไตย “หลวงพี่เทพ” ไม่แคร์ที่มานายกฯ หนุน คสช.สุดตัว สนช.ฉาวซ้ำใช้ข้าราชการทำงานแทนลูก-เมีย “พีระศักดิ์” แก้ตัวแทนสถานที่จำกัดเลยทำงานผ่านโซเชียล “ศรีสุวรรณ” ชง ป.ป.ช.สอบผลประโยชน์ทับซ้อน ขัดหลักการ คสช. “อำนวย” เมินกระแสโดนเขี่ยพ้น ครม.

จากปมขัดแย้งในประเด็นการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระทั่งนางทิชา ณ นคร ยื่นใบลาออกจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุดนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. นัดประชุม สปช. เพื่อลงคะแนนลับเลือก กมธ.ยกร่างฯคนใหม่แทนนางทิชา วันที่ 3 มี.ค.

นัดโหวตลับเลือก กมธ.ยกร่างฯ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 มี.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระนายเทียนฉายแจ้งต่อที่ประชุมว่า นางทิชา ณ นคร สปช. มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิก สปช.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพ มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. ทำให้ตำแหน่งว่างลง ดังนั้น จะมีการคัดเลือกสมาชิก สปช.มาเป็น กมธ.ยกร่างฯแทนนางทิชา ซึ่งต้องดำเนินการภายใน 15 วันนับแต่วันที่ลาออก คือไม่เกินวันที่ 16 มี.ค. ดังนั้น ที่ประชุม สปช.ต้องดำเนินการคัดเลือกวันที่ 3 มี.ค.นี้ โดยให้สมาชิกเสนอชื่อบุคคลและต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 5 คน จากนั้นจะดำเนินการออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ โดยผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้รับเลือกเป็น กมธ.ยกร่างฯต่อไป

สปช.ผ่านร่างสมัชชาคุณธรรม

จากนั้นที่ประชุมเริ่มพิจารณารายงานการศึกษา เรื่องสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ และร่าง พ.ร.บ.สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ โดย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ประธานคณะกรรมการปฏิรูปคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาล เป็นผู้รายงานเสนอต่อที่ประชุม ถึงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรดังกล่าว จากนั้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวด้วยคะแนน 217 ต่อ 10 เสียง พร้อมทั้งเห็นชอบให้นำความเห็นและข้อสังเกตของสมาชิก สปช. ไปประมวลปรับปรุงแก้ไขก่อนที่จะเสนอให้ ครม.และสนช.ต่อไป

กลุ่มสตรีกดดันขอโควตา 50–50

ขณะที่ น.ส.สุธีรา วิจิตรานนท์ ประธานที่ปรึกษาสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี พร้อมกลุ่มสตรีที่ได้รับรางวัลดีเด่นประจำปี 2558 เข้ายื่นข้อเรียกร้องต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านนายมีชัย วีระไวทยะ และนางถวิลวดี บุรีกุล กมธ.ยกร่างฯ ขอให้ผลักดันสัดส่วนผู้หญิงให้เท่าเทียมกับผู้ชายในทุกระดับสัดส่วน 50 ต่อ 50 เพราะปัจจุบันผู้หญิงมีจำนวนประชากรมากกว่าผู้ชาย จึงขอให้ช่วยผลักดันสิทธิสตรีไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย นางถวิลวดีกล่าวว่า ปัจจุบันเปิดให้สตรีเข้ามาทำงานการเมืองในสัดส่วนการลงสมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้นจะเป็นการเปิดศักราชใหม่หาก กมธ.ยกร่างฯ และ สปช.จะให้ความสนใจและผลักดันเรื่องสิทธิสตรี

“บวรศักดิ์” ย้ำไร้ปมคาใจ “ทิชา”

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง พาดหัวข่าวทำให้คนเข้าใจว่าตนเป็นสาเหตุสำคัญให้ นางทิชาลาออก ทั้งที่ความจริงสนับสนุนสิทธิสตรีมาตั้งแต่ต้น และพยายามรอมชอม แต่เมื่อคนส่วน ใหญ่ว่าอย่างไร กมธ.ข้างน้อยก็ต้องยอมรับ นางทิชาพูดในที่ประชุมและกับตนส่วนตัวมาตลอดว่าทำหน้าที่ดีที่สุดตามกำลังความสามารถ ผู้ที่ตอบเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือนางทิชา จึงไม่ขอวิจารณ์ เพราะทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง แต่ตอนเข้ามาเป็น สปช.และ กมธ.ยกร่างฯก็สมัครใจเข้ามา เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่า เครือข่ายสตรีทั่วประเทศจะกดดัน กมธ.ยกร่างฯ นายบวรศักดิ์ตอบว่า เป็นธรรมดาต้องถูกกดดันโดยทุกฝ่ายอยู่แล้ว เป็นธรรมชาติ อย่าไปสะดุ้ง เรารับ ฟังเอาไว้ แล้วนำมาดูกันอีกทีไม่มีปัญหา การมีบทบัญญัติเช่นนี้เป็นความก้าวหน้าที่เราอาจไปไกลกว่าหลายประเทศในโลกที่มาสอนประชาธิปไตยเรา

รอจัดหนักสื่อนำเสนอมีอคติ

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาไม่มีเขียน ออสเตรเลียถือเป็นแค่ทางปฏิบัติ แต่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ ญี่ปุ่นไม่มีการกำหนดสัดส่วนผู้หญิงในรัฐธรรมนูญ ถ้าเรามีจะเป็นความก้าวหน้าระดับโลก โดยเขาเสนอไว้สัดส่วนสตรีเป็น 1 ใน 3 ของสภาท้องถิ่น หากเรายึดสปิริตการทำงานเป็นหมู่คณะ ส่วนใหญ่ว่าอย่างไรก็รับมตินั้นก็จบ อย่างไรก็ตาม มีคอลัมนิสต์คนหนึ่งในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว เขียนวิจารณ์ตนทำให้เห็น 3 เจตนา คือ 1. ใส่ชื่อและรูปภาพตนในคอลัมน์ 2.ใส่เครื่องหมายคำพูด ดูถูกประชาชนชาวไทย 3. ทำให้เข้าใจว่า ตนกล่าวดูถูกเหยียดหยามคนไทยส่วนใหญ่ แม้กรรมการผู้จัดการบริษัทจะโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงแบ่งรับแบ่งสู้ และแสดงทัศนะส่วนตัวที่มีอคติ ไม่ใช่วิสัยของสื่อสาธารณะ เมื่อถามย้ำว่าจะใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่ นายบวรศักดิ์ตอบว่า ไม่อยากพูดเดี๋ยวจะหาว่าขู่ แต่คิดว่าต้องมีบทเรียนกันบ้าง แต่จะไม่กระทบกับสื่อมวลชนทั่วไปที่ยังทำหน้าที่ถูกต้องครบถ้วน ปราศจากอคติ “อย่าไปพาดหัวว่า “บวรศักดิ์” จะขู่ฟ้อง ต้องตอบว่ากำลังพิจารณา”

“วิษณุ” ยันหายไปหนึ่งไม่กระทบ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย กล่าวว่า นางทิชาเป็นโควตา 1 ใน 20 ของ สปช. โดย สปช.ต้องเลือกกันเองจะเอา ใครมาแทน ไม่ทราบตกลงกันอย่างไร ใช้วิธีไหน ระหว่างเลื่อนลำดับที่ 21 ขึ้นมาหรือเลือกใหม่ แล้วแต่สปช.ตัดสินใจ แต่ต้องตั้งโดยเร็ว ส่วนที่ว่างใน สปช. อาจไม่จำเป็นต้องตั้งเลยก็ได้ อยู่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะพิจารณา เข้าใจว่าขาดไป 1 คน คงไม่กระทบงานเท่าไร เมื่อถามว่า ห่วงการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่เพราะเริ่มมีความขัดแย้งกัน นายวิษณุตอบว่า รู้สึกและมีความคิด เพียงแต่ไม่อยากพูดอะไรตอนนี้ ยิ่งพูดมากยิ่งขัดแย้งมาก แต่ดูอยู่เมื่อถามเรื่องการทำประชามติ นายวิษณุตอบว่า หาก คสช.เห็นควรต้องทำประชามติ ต้องเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ดังนั้น อำนาจอยู่ที่ คสช.จริง แต่ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวด้วย เป็นอำนาจ สนช. เรื่องนี้มี 2 ขยัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางทิชาแจ้งว่าจะมีการแถลงเปิดใจกรณีการลาออกจากทุกตำแหน่งในวันที่ 3 มี.ค. เวลา 09.30 น. ที่อาคารรัฐสภา

สมัชชาคุณธรรมไม่ใช่เสือกระดาษ

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป กล่าวว่า หลังที่ประชุมสปช.ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ คาดว่า สนช.จะใช้เวลา 3 เดือนในกระบวนการตราเป็นกฎหมายเพื่อบังคับใช้ เชื่อว่าสมัชชาคุณ– ธรรมจะไม่ใช่แค่เสือกระดาษ เมื่อถามว่า มีการวิจารณ์ว่าการตั้งสมัชชาคุณธรรมเพื่อทำตามความต้องการของนายเทียนฉาย ให้ยุบผู้ตรวจการแผ่นดินรวมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นพ.พลเดชตอบว่า คงปฏิเสธไม่ได้ว่านายเทียนฉายไม่เกี่ยวข้อง เพราะนายเทียนฉายอยู่ในฐานะประธานกรรมการบริหารศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) แต่มองในหลักการว่า แม้หน้าที่ของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติจะคล้ายคลึงกับผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ลักษณะโครงสร้าง และการทำงานมีความเข้มแข็งมีคุณภาพมากกว่า โดยเฉพาะความมีอคติในการตัดสินใจ หากผู้ตรวจการแผ่นดินยังคงมีอยู่ เชื่อว่าจะเสริมงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติให้ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าไม่มีสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติก็สามารถประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นได้

สปช.ตะลุมบอนแย่งเก้าอี้ฝุ่นตลบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายเทียนฉายนัดประชุม สปช. วันที่ 3 มี.ค. เพื่อเลือก กมธ.ยกร่างฯ แทนนางทิชาที่ลาออกไป ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจเสนอตัวหลายคน อาทิ นายอมร วาณิชวิวัฒน์ สปช. และอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายเจริญศักดิ์ ศาลากิจ สปช. ชุดปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล สปช.สายเศรษฐกิจ ที่เดินสายล็อบบี้ขอคะแนนเสียงจากเพื่อน สปช.อย่างหนัก ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจาก สปช.ในระดับหนึ่ง

ขณะที่กลุ่ม สปช.สายสตรี ก็เคลื่อนไหวเพื่อรักษาโควตาเดิมของนางทิชา แต่เสียงยังแตกอยู่ เพราะมีผู้เสนอตัวหลายคน อาทิ นางอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ สปช.ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และนางจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ สปช.เชียงใหม่

“กอบศักดิ์” สายเศรษฐกิจมาแรง

พล.ท.ฐิติวัฒน์ กำลังเอก สปช. กล่าวว่า จะเสนอชื่อนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ต่อที่ประชุม สปช. เพราะต้องการให้มีคนรุ่นใหม่ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อช่วยวางโครงสร้างกลไกการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน ขณะนี้มีสมาชิก สปช.ร่วมรับรองและสนับสนุนแล้ว

พท.ปลุกประชาชนคว่ำร่างฯ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เสนอจะทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ อยากฝากถึงประชาชนว่าถ้าเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ไม่จำเป็นต้องโหวตรับร่าง ผู้มีอำนาจจะได้กลับไปแก้ไขจนกว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องรับร่างเหมือนร่างรัฐธรรมนูญปี 50 แต่ที่สุดฝ่ายหนึ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ อีกฝ่ายแก้ไขไม่ได้และกำลังจะถูกสนช.ถอดถอน ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างกันอยู่ หากศึกษาให้ดีจะเห็นชัดเจนว่าต้องการให้พรรค การเมืองอ่อนแอ การจัดตั้งรัฐบาลเต็มไปด้วยความยากลำบาก ไม่คำนึงถึงอำนาจประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้น นับจากนี้ขอให้ประชาชนทำความเข้าใจกับเนื้อหาในร่าง อย่าไปหลงเชื่อใครง่ายๆ เมื่อมีการทำประชามติขอให้ประชาชนเฝ้าระวังกลโกงต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ไม่เชื่อข้ออ้างพลเมืองเป็นใหญ่

นายไพจิต ศรีวรขาน อดีต ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ กมธ.ยกร่างฯพยายามชี้แจงว่า เจตนารมณ์การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้บ้านเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงใน 4 ทิศทาง คือ พลเมืองเป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมเป็นธรรม นำชาติสู่สันติสุข แต่การเขียน การทำ และการพูด ของอดีตเลขานุการ กมธ.ยกร่าง รัฐธรรมนูญปี 50 และเป็นอดีตทีมผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี 40 ที่ว่ากันว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด ช่างแตกต่างกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเลย การบอกว่าให้ประชาชนเป็นใหญ่คงไม่ใช่ เพราะที่เขียนออกมาเช่น 1. ให้ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด ประชาชนไม่มีสิทธิเลือกโดยตรง 2. นายกฯเป็นคนนอกได้ จะพูดอย่างไรก็พูดได้ แต่ในฐานะที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน รู้สึกสัมผัสได้ว่าประชาชนเขาไม่เชื่อ และโดยส่วนตัวก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปตาม 4 ทิศทางที่อ้างมา วันนี้ประเทศอาจจะสงบ แต่ไม่มีความสุขหรอก

“หลวงพี่เทพ” ไม่แคร์ที่มานายกฯ

ที่วัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี พระสุเทพ ปภากโร กล่าวประเด็นการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ให้นายกฯมาจากคนนอกได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ 1. พวกมีกิเลสมาก หรือพวกอยากได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้ 2. พวกขี้ขลาด อยู่ด้วยความกลัว มีวิตกจริต กลัวเพื่อนมาทำร้าย เลยทำร้ายเพื่อนก่อน อย่าทำ จุดยืนของคนอาจแตกต่างกันไป ตอนเป็นเลขาธิการกลุ่ม กปปส. บอกแล้วว่าประชาชนต้องการเห็นความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศชาติ ดังนั้นอย่าเอาทฤษฎีของต่างชาติ ทั้ง อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐอเมริกา มาอ้าง แต่ขอให้เอาปัญหาและข้อเท็จจริงที่จะทำให้ประเทศ ชาติอยู่รอดปลอดภัยดีกว่า เราไม่ติดกับรูปแบบว่านายกฯจะมาจากเลือกตั้ง หรือคนนอก ได้ทั้งนั้น แต่ขอว่าเมื่อเอามาแล้วทำแล้ว ภาพรวมคือบ้านเมืองปลอดภัยหรือไม่ ส่วนจะอยู่กี่วาระ กี่ปี ไม่จำเป็น ขอว่าให้คนดีได้มีโอกาสมาทำหน้าที่

หนุน คสช.ให้กำลังใจแม่น้ำ 5 สาย

พระสุเทพกล่าวว่า ขณะนี้ กปปส.ยังไม่ขอวิจารณ์เพราะยังไม่ได้ข้อยุติ ควรให้ชัดเจนมากกว่านี้ว่าเหมาะกับประเทศไทยหรือไม่ ทำให้ประเทศอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่ นักการเมืองที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ อาจรักประเทศไทยมากกว่าคนอื่น หรืออาจรักตัวเอง ห่วงอนาคตตัวเองมากก็ได้ แต่เราคงไปสอนนักการเมืองไม่ได้ เขาเก่งทุกคนเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ ยืนยันอีกครั้งว่าจะไม่กลับไปลงสมัครรับเลือกตั้งอีกแล้ว กปปส.ทุกคนขอเป็นกำลังใจให้ คสช.และแม่น้ำทั้ง 5 สาย ทำงานให้เต็มที่ แต่อย่าทำแม่น้ำให้เป็นลำห้วย ใครทำงานไม่ดีก็ควรปรับปรุงให้ดี

ปชป.สวดยับเบี่ยงเบนหลัก ปชต.

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ที่มาของ ส.ส. รวมทั้งการกำหนดอำนาจหน้าที่ของ ส.ส.สำคัญที่สุด จนมีคำกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ยอมรับกฎหมาย เว้นแต่กฎหมายนั้นมาจากความยินยอมพร้อมใจจากตัวแทนของข้าพเจ้า หรือข้าพเจ้าไม่ยอมจ่ายภาษีและข้าพเจ้าไม่ยอมให้จ่ายเงินภาษีที่เก็บจากข้าพเจ้า เว้นแต่ผ่านความเห็นชอบจากตัวแทนของข้าพเจ้าเท่านั้น ดังนั้นระบอบที่ลิดรอนสิทธิอำนาจหน้าที่ตัวแทนประชาชนที่เป็นอำนาจปฐมภูมิ ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน หลักการนี้ใช้ได้ทั่วโลก เว้นแต่ประเทศไหนที่กำลังจะเบี่ยงเบนหลักประชาธิปไตยเท่านั้น

แนะ “บิ๊กตู่” อย่ามัวแต่หยุมหยิม

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า ผ่านมา 9 เดือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เข้ามาสวมบทเป็นวีรบุรุษกู้วิกฤติความขัดแย้ง ยิ่งอยู่ในตำแหน่งนานยิ่งเห็นราศีจับแวววาว แต่กลับไม่ใช้ความกล้าหาญบริหารบ้านเมือง ได้แต่พูดพูดเยอะมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของคนเป็นนายกฯ พูดเก่งกว่านักการเมือง และดูเหมือน พล.อ.ประยุทธ์กับพรรคพวก อยากฟังคำยกย่องเยินยอที่รื่นหูจากคนใน มากกว่าคำแนะนำที่เป็นไปด้วยความปรารถนาดีจากคนนอก ทั้งที่คนรอบข้างในรัฐบาลส่วนใหญ่ล้วนมีส่วนทำบ้านเมืองป่นปี้มาหลายครั้ง ครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าผลลัพธ์จากการบริหารงานทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ผิดเป้า กลัวว่าสุดท้ายรัฐบาลและ คสช.จะถูกตราหน้าว่าทำเสียของ ดังนั้นเวลาที่เหลืออย่าไปทะเลาะกับคนเห็นต่างหรือไปหาเรื่องผู้สื่อข่าว ขอให้เริ่มแก้ปัญหาปากท้องประชาชนโดยกล้าใช้อำนาจเด็ดขาด จัดการกับพ่อค้าที่เอาเปรียบ

“บิ๊กป๊อก” ฮึ่มห้ามก่อหวอดขัดแย้ง

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ประเด็นที่มาของนายกฯ ที่มา ส.ว.จะมีข้อยุติอย่างไรก็แล้วแต่ ขอให้ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย รับฟังกันด้วยเหตุผล จะวิพากษ์ วิจารณ์อย่างไรขอให้อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ถ้าจะให้เป็นไปตามความต้องการของแต่ละฝ่าย จะก่อให้เกิดความขัดแย้งไม่จบสิ้น จึงอยากให้สังคมยอมรับผลที่ออกมา ส่วนเรื่องการทำประชามติมีหน่วยงานที่รับผิดชอบจะพิจารณาว่าควรทำหรือไม่ เมื่อถามว่าระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญอาจเกิดความเคลื่อนไหวต่างๆจะรับมืออย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น รัฐบาลและ คสช.จะดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อย และเป็นไปตามโรดแม็ป เราพร้อมสนับสนุนให้เกิดความสำเร็จเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดแก่ประเทศชาติ

ย้อน “มาร์ค” ขอเป็นพยานได้หรือ

เมื่อถามว่าสองพรรคการเมืองใหญ่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ถ้าประเทศชาติติดอยู่กับสองพรรคนี้ แล้วทำให้ต้องเดือดร้อน ตนไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะอ้างในหลักการใดก็ตาม ประเทศชาติต้องสงบเรียบร้อย ประชาชนต้องได้รับสิ่งที่ดี เห็นต่างได้แต่ต้องมีทางออก ส่วนกรณีของนางทิชา เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าคนไทยนำประเด็นนี้มาสร้างเงื่อนไขและกลับมาขัดแย้งกันอีก ก็ไม่เห็นด้วย แต่ไม่กังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อถามถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะขอให้ไปเป็นพยานในคดีสลายการชุมนุมปี 2553 พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า “มันขอกันได้หรือ ผมไม่ทราบ อาจเป็นเพราะผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยมั้ง หากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอให้เป็นพยาน ก็พร้อมจะไป”

ฉาวซ้ำ สนช.ใช้ ขรก.ทำแทนลูก-เมีย

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานถึงกรณีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ สนช.กว่า 50 คน แต่งตั้งคนใกล้ชิดและคนในครอบครัว มาช่วยงานสมาชิก สนช.นั้น ส่วนใหญ่เป็นการแต่งตั้งเพียงในนาม เพราะงานตามหน้าที่ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการประจำตัว สนช.ที่จะต้องทำ ยังตกเป็นของข้าราชการประจำที่ต้องรับผิดชอบหน้าที่เหล่านี้ โดย สนช.ไม่ได้มีการใช้งานคนใกล้ชิดที่แต่งตั้งเข้ามาให้มาดูแลงานดังกล่าว หาก สนช.คนใดมีปัญหาด้านเอกสาร หรือการเสนอญัตติ ก็จะมอบหมายให้ข้าราชการเป็นผู้ดำเนินการให้ เช่น การพิมพ์หนังสือ การติดต่อประสานงานบุคคลต่างๆ การให้ความเห็นข้อกฎหมาย และคนใกล้ชิดที่ได้รับการแต่งตั้งส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ามาทำงานที่รัฐสภา เป็นเพียงการแต่งตั้งในนามเท่านั้น ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเพิ่มภารกิจงานให้แก่เจ้าหน้าที่และข้าราชการประจำที่มีงานมากอยู่แล้ว

โยนเข้าวิป สนช.หาทางแก้ไข

นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. กล่าวว่า ยอมรับว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์สะท้อนมายัง สนช.จำนวนมากต่อกรณีมีการแต่งตั้งภริยา บุตร และเครือญาติมาช่วยงาน สนช. ซึ่งจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมวิป สนช. เพื่อพิจารณาหาแนวทางแก้ปัญหา ส่วนตัวเห็นว่าถ้าแต่งตั้งลูก-เมียที่มีความรู้ความสามารถ เหมาะสมกับภารกิจก็ทำได้ เพราะต้องใช้คนที่ไว้วางใจได้มาช่วยงาน แต่ถ้าตั้งคนที่ไม่เหมาะสมกับภารกิจ ก็ถือว่าไม่เหมาะส่วนการวิจารณ์ว่าคนใกล้ชิดเหล่านี้มาช่วยงานเพียงในนาม ไม่ได้มาช่วยงาน สนช.ที่สภาฯจริง โดยงานส่วนใหญ่ยังเป็นภาระของข้าราชการนั้น ยืนยันว่าสนช.ได้ใช้งานคนกลุ่มนี้จริง แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้นำลูก เมีย มาช่วยงานที่รัฐสภา เพราะสภาฯมีที่ทำงานจำกัด และ สนช.ไม่มีห้องทำงานเป็นของตัวเอง แม้จะไม่ได้มาทำงานที่รัฐสภา ก็อาจทำงานผ่านระบบสื่อสารได้ ส่วนงานที่ข้าราชการทำเป็นเรื่องงานในระบบราชการ เป็นคนละส่วนกับงานของคนใกล้ชิด

ยื่น ป.ป.ช.สอบผลประโยชน์ทับซ้อน

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า วันที่ 3 มี.ค. จะไปยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบ สนช.ที่แต่งตั้งภริยา บุตร และเครือญาติมาช่วยงานในตำแหน่งต่างๆ เช่น ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ เพราะเห็นว่าเป็นการกระทำที่ผิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนและเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองที่แต่งตั้งลูกเมียตัวเองมาช่วยงาน ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่เช่นกัน ทั้งที่ คสช. มีวัตถุประสงค์ไม่อยากให้เกิดการทุจริต และใช้อำนาจหน้าที่อย่างถูกต้อง แต่ สนช.ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำ 5 สายของ คสช. กลับมาทำไม่ถูกต้องเสียเอง จึงต้องยื่นเรื่องให้ตรวจสอบเพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน

จี้เอาผิดสติกเกอร์ไลน์ไอซีที

นายศรีสุวรรณกล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กรณีจัดทำสติกเกอร์ไลน์ค่านิยม 12 ประการราคาแพงเกินจริงนั้น ล่าสุด ป.ป.ช.ได้เรียกตนไปให้ข้อมูลในฐานะผู้ร้องเรียน ซึ่งให้ข้อมูลยืนยันไปว่ามีราคาแพงเกินจริง สูงกว่าราคาในท้องตลาดทั่วไป อีกทั้งสติกเกอร์ไลน์ที่จัดทำมา 10 กว่ารูป ส่วนใหญ่ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับค่านิยม 12 ประการแต่อย่างใด เช่นคำว่า “รักจุงเบย” ไปเกี่ยวกับค่านิยม 12 ประการอย่างไร เกรงว่าเรื่องดังกล่าวจะกลายเป็นบรรทัดฐานให้หน่วยงานอื่นนำไปเลียนแบบจัดทำตาม จะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

พท.เตือน รธน.ไม่ดีเหนี่ยวรั้ง ศก.

อีกเรื่อง นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน คณะทำงานด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้ารัฐธรรมนูญตัวจริงออกมาตามเนื้อหาในร่างแรก โดย ส.ว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และนายกฯไม่ต้องมาจาก ส.ส. เป็นห่วงว่าจะทำให้ต่างชาติขาดความมั่นใจ อาจโดนกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม เศรษฐกิจอาจทรุดลงอีก ส่วนที่เคยคาดหวังว่าจะพึ่งการส่งออกไปจีนและอาเซียนทดแทนการส่งออกไปยุโรปและอเมริกาได้นั้น ปรากฏว่า การส่งออกไปจีนในเดือน ม.ค. ลดลงถึง 1 ใน 5 หรือเกือบร้อยละ 20 และการส่งออกในอาเซียนก็ลดลง ถ้าไม่มีการส่งออกไปสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 และออสเตรเลียที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 มาชดเชย การส่งออกของไทยจะทรุดมากกว่าร้อยละ 3.46 อย่างแน่นอน ดังนั้น การกระจายการพึ่งพาตลาดส่งออกในทุกประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็น

แนะแบงก์ชาติคุมค่าเงินให้ดี

วันนี้ทิศทางการส่งออกยังไม่มีวี่แววว่าจะเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 4 ตามที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลระบุ ปัจจัยหนึ่งที่การส่งออกทรุดตัวมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า เมื่อเทียบกับค่าเงินประเทศคู่แข่ง จึงอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนลงจะได้แข่งขันได้ ไม่ใช่รอให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวเองจากเศรษฐกิจที่ทรุดตัว ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก โดยประเทศจีนเองก็เริ่มลดดอกเบี้ยแล้ว

คิวเต็มเลื่อน คสช.–ครม.สัญจร

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค ทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมร่วม คสช.และคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรครั้งแรก ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 13-15 มี.ค. จำเป็นต้องเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีภารกิจต้องเดินทางไปประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ วันที่ 14 มี.ค. ที่เมืองเซ็นได ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตรงกับการประชุมร่วม คสช.-ครม.สัญจร พอดี คาดว่าจะเลื่อนไปเป็นหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ เสร็จสิ้นภารกิจเดินทางเยือนประเทศสิงคโปร์และเนการาบรูไนดารุสซาลาม อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 24-26 มี.ค.แล้ว

ผบ.สส.ย้ำเหล่าทัพยึดพันธกิจ

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผบ.ทหารสูงสุด กล่าวภายหลังการประชุม ผบ.เหล่าทัพว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกเหล่าทัพสนับสนุนการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาลและ คสช. ในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปัญหาเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน ให้ทุกเหล่าทัพมุ่งเน้นการปฏิบัติตามพันธกิจ 7 ประการ อาทิ การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ การเตรียมกำลัง การใช้กำลัง การป้องกันประเทศ การปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือจากสงคราม การพัฒนาประเทศและการช่วยเหลือประชาชน ความร่วมมือด้านความมั่นคงกับมิตรประเทศ และการบริหารจัดการกองทัพให้มีประสิทธิภาพ

คาดหวัง รธน.ฉบับนี้ต้องเจ๋งที่สุด

พล.อ.วรพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กองทัพดูแลในภาพรวมทั้ง สนช. สปช. รวมถึงการทำหน้าที่ใน คสช.ตามนโยบายภาพรวมของรัฐบาล เมื่อถามว่าเหล่าทัพคาดหวังรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไร พล.อ.วรพงษ์ตอบว่า รัฐธรรมนูญเป็นความคาดหวังของทุกคน ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ดีกว่าทุกฉบับที่ผ่านมา ต้องเหมาะกับคนไทยและประเทศไทย รัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขได้ไม่ต้องไปตื่นเต้นหรือซีเรียส ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการยกร่างน่าจะเป็นฉบับที่ดีที่สุด ส่วนจะฉีกรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่นั้น ไม่สามารถทำนายอนาคตได้

ปัดไม่เขี่ย รมต.ทหารพ้นกองทัพ

พล.อ.วรพงษ์ยังกล่าวถึงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารกลางปีว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เชิญ ผบ.เหล่าทัพไปมอบแนวทางและนโยบาย โดยให้ยึดอาวุโส ความรู้ ความสามารถ ตามระเบียบที่มี ส่วนนายทหารในกองทัพที่ไปเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลจะมีการปรับออกหรือไม่นั้น เรื่องนี้ไม่ได้พูดถึง เพราะเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลและ คสช. แต่ไม่มีกฎกติกาห้ามไว้ คิดว่าการปรับย้ายจะดูที่ผลงานมากกว่าว่าใครจะอยู่หรือจะไป คงไม่ดูว่าบุคคลนั้นเป็นใคร ซึ่งตนไม่มีความเห็นเพราะอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบ

คสช.โดดรับซื้อยางตัดหน้าพ่อค้า

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวถึงผลการประชุมสำนักงานเลขาธิการ คสช.ว่า คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ คสช. มอบหมายให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) เข้าบริหารจัดการการจ่ายเงินรับซื้อยางพาราให้เกษตรกรด้วยวิธีการที่โปร่งใส สะดวกและปลอดภัย การรับเงินจากการขายยางพาราต้องถึงมือเกษตรกรโดยตรง รวมถึงปัญหารถขนส่งยางพาราไปยังโกดังของ อสย.ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช สงขลา และสุราษฎร์ธานี เนื่องจากขณะนี้ผู้ประกอบการขนส่งสินค้ายกเลิกสัญญาจนต้องใช้รถของกองทัพภาคที่ 4 ทำการขนส่งแทน ทั้งนี้ คสช.ต้องการให้รับซื้อยางจากเกษตรกรโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

“อำนวย” เมินกระแสโดนเขี่ยพ้น ครม.

นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกระแสข่าวอาจถูกปรับพ้น ครม.ว่า ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจ คือ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ตัดสินใจ ส่วนตัวไม่สนใจเพราะเป็นเรื่องของตำแหน่ง 2 เดือนครึ่งที่ผ่านมาทำงานไปตามแผนที่วางเอาไว้ทั้งหมด ราคายางพาราในตลาดวันที่รับตำแหน่งอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 40 บาท วันนี้ก็ขึ้นไปกว่า 50 บาทต่อ กก. ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เป็นผลจากการบริหารจัดการของรัฐ ดังนั้นคงไม่คิดอะไรนอกจากทำงาน ส่วนตัวยังไม่ได้ยินโดยตรงว่าจะมีการปรับ ครม. แต่เรื่องนี้ในเชิงการเมืองมีกลุ่มเคลื่อนไหวพุ่งเป้ามาที่กระทรวงเกษตรฯ โดยตรง อย่างไรก็ตามในสัปดาห์นี้จะเบิกเงินจำนวน 2,000 ล้านบาท จาก 6,000 ล้านบาท ที่ ครม. อนุมัติเงินกองทุนมูลภัณฑ์กันชน (บัฟเฟอร์ฟันด์) ไว้ครั้งก่อน เพื่อนำไปซื้อยางแผ่นและน้ำยางพยุงราคายางในตลาด

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้